สดับเพียรหมื่นภพชาติ

    บทที่ 31

             

            เสวี่ยฉินยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร แต่แรกเขาก็มองว่าเยว่ชิงนั้นเป็นพวกชั่วร้าย ครอบครองมนต์ดำแถมอยู่ที่วิหารระฟ้าในฐานะศิษย์ของพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง 


            “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเคล็ดวิชาของสำนักเทียนฉีชั่วร้าย?”


            “นี่เสวี่ยฉิน” 


            “ข้าว่าเจ้ากำลังเข้าใจผิด เดิมทีเคล็ดวิชานี้เป็นของจอมยุทธ์อดีตเจ้าสำนักเทียนฉี ภายหลังจากที่ท่านเสียชีวิตไป” เสวี่ฉินกลืนน้ำลายลงคอเล็กน้อย “เคล็ดวิชานี้หายไปรวมถึงศพของจอมยุทธ์ด้วย” 


            “ศพ! เจ้าบอกว่าศพหายอย่างนั้นหรือ?”


            เจ้าสำนักเทียนฉีพยักหน้าขึ้นลง แววตามีความสับสนในบางอย่างอยู่ จะให้เชื่อเยว่ชิงในตอนนี้คงเป็นไปได้ยากมาก เรื่องภายในสำนักเทียนฉีนั้นซับซ้อนเกินกว่าที่คนนอกจะเข้าใจ 


            ในใจของเยว่ชิงในตอนนี้ก็ไม่ต่างกัน สิ่งที่เสวี่ยฉินพูดก็สอดคล้องหลายอย่าง พุทธองค์ซ่อนศพของซื่ออิงจากสายตาของคนทั้งโลก รวมถึงตัวเขาที่เกิดจากดวงจิตของซื่ออิง และที่สำคัญไป๋ซื่ออิงยังคงตามหาเคล็ดวิชานี้อย่างไม่ลดละเช่นกัน


            “ข้าบอกตามตรงว่าทำใจเชื่อเจ้ายาก”


            “หะ!”


            “ถึงเจ้าจะรอบรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเคล็ดวิชา แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าเจ้าน่าเชื่อถือ อีกอย่างข้าก็เป็นเจ้าสำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้า ล้วนไม่เอาตนเองไปข้องเกี่ยวกับผู้ใด” 


            “อ่อ...”


            เยว่ชิงฟังอีกฝ่ายสาธยายตนเองแล้วก็นึกระอาใจ เสวี่ยฉินจงชังมนต์ดำยิ่งกว่าปีศาจ แต่กลับหลับหูหลับตาเชื่อว่าเคล็ดวิชานั่นเป็นของสำคัญ เป็นสิ่งที่สำนักเทียนฉีต้องยอมตายเพื่อนำกลับคืนที่


            “ในตอนนี้ไม่ใช่แค่ยุทธภพที่อยากได้เคล็ดวิชาที่ว่า แต่ยังมีชายผู้นั้นที่เจ้าเพิ่งพบเจอเขาไป” 


            “...”


            “ถ้าจะให้ข้ามองตัวเจ้าแล้ววิเคราะห์ออกมานั้น เจ้าคงต้านเขาไม่อยู่ พลังมืดในกายของเขานั้นเป็นใหญ่ที่แม้แต่พลังดาราดับยังไม่คิดต่อต้าน ข้าพูดกับเจ้าตามตรงทุกอย่างแล้วเสวี่ยฉิน ข้ามีมนต์ดำที่เกิดจากความแค้น” 


            “เจ้า!”


            “ก่อนหน้านี้ข้าถูกฆ่าตายในวิหารระฟ้า ที่เจ้าเห็นตอนนี้ก็เป็นเพียงกายวิญญาณ” 


            คนฟังถึงกับผุดลุกขึ้นยืนอย่างไม่เชื่อหู ใบหน้าจิ้มลิ้ม นัยน์ตาสีชางดงามนั้น เป็นเพียงวิญญาณเช่นนั้นหรือ ที่เนตรจักรดาราของเขามองสิ่งใดไม่ออก ล้วนเป็นเพราะพุทธองค์หลี่จิ้งหยางทั้งสิ้น


            “จ...เจ้า...”


            “ข้าตั้งใจปิดเรื่องนี้เป็นความลับ แต่เคล็ดวิชาพวกนั้นมันคอยแต่รบกวนชีวิตของข้า” 


            “...”


            “ชายคนนั้นกำลังตามหาตัวของข้า ฉะนั้นข้าไม่มีทางที่จะยอมให้เขาสมหวัง และข้าเองนั้นก็หวังว่าสำนักเทียนฉีจะช่วยยุทธภพให้พ้นภัย มิใช่มัวแต่ตามหาความพินาศของโลกนี้” 


            เยว่ชิงเอ่ยเพียงเท่านั้นก็เดินจากไป ชายอาภรณ์ปลิวไสวไปตามแรงลม กายวิญญาณนี้งดงามยิ่ง แม้มีมนต์ดำอยู่ในกายมากมายจนถึงเพียงนี้ กลับไม่ยอมให้พวกมันกลืนกินจิตใจ 


            “เจ้าชื่ออะไร!”


            สองขาเยว่ชิงหยุดอยู่กับที่ มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย เขาหันหน้ากลับมาเพียงแค่ครึ่งเดียว 


            “ไป๋เยว่ชิง นามของข้านั้นหวังว่าเจ้าจะจำใส่ใจ”


            กล่าวจบก็เดินลับหายไปในป่าทันที เสวี่ยฉินทวนชื่อของอีกฝ่ายซ้ำไปมาอยู่หลายรอบ สกุลไป๋นั้นคลับคล้ายว่าเขาจะเคยเห็นที่ไหนสักที่ เป็นใครสักคนที่เสวี่ยฉินมั่นใจว่าเคยผ่านตามาก่อน 


            เยว่ชิงกลับมาถึงวิหารระฟ้าก็พบพุทธองค์หลี่จิ้งหยางนั้นยืนอยู่ด้านหน้า ในมือนับลูกประคำอยู่ตลอดเวลา ทว่านัยน์ตาสีอำพันนั้นจดจ้องมาที่เยว่ชิง 


            เวลานี้ควรอยู่ในห้องตำรามิใช่หรือ เหตุใดจึงมายืนนับประคำอยู่หน้าวิหารระฟ้ากัน 


            ท้องฟ้าอึมครึมเป็นสัญญาณว่าอีกไม่นานหิมะจะตกลงมา เหมันต์นี้ช่างยาวนานเสียเหลือเกิน ความเหน็บหนาวที่แม้ว่าจะไม่รู้สึกจากภายนอก แต่จิตนั้นกลับสัมผัสมันได้อย่างชัดเจน


            ทั้งสองยังคงมองจากคนละฝั่ง เยว่ชิงเลือกที่จะยืนนิ่งไม่เข้าไปรบกวน ในขณะที่พุทธองค์นั้นส่งสายตาเชื้อเชิญเชิงอนุญาตให้เยว่ชิงเดินเข้าไปหา


            จนกระทั่งลมโหมพัดเอาความเย็นปะทะกาย พุทธองค์หลี่จิ้งหยางก็มายืนอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว


            “เอ่อ...”


            “เยว่ชิงหายไปอีกแล้ว” 


            “คือว่า...”


            “อาตมารอเยว่ชิงอยู่ตรงนี้มาโดยตลอด ห่วงว่าเยว่ชิงจะเป็นอันตราย” น้ำเสียงแห่งความอาทรนั้นซึมลึกลงไปในจิตใจของผู้ฟัง เยว่ชิงทำได้เพียงกระพริบตาอยู่สองสามที เขาไม่เคยคิดว่าพุทธองค์นั้นจะสนใจไยดีในชีวิตของตนเองมาก่อน 


            มันจริงหรือที่สองมือนี้บีบเค้นร่างเขาจนต้องตาย ความแค้นนี้แท้จริงแล้วมันอย่างไรกันแน่


            เสมือนว่าเยว่ชิงนี้มีกรรมมากมายนัก เขาสงสัยเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนเองมาโดยตลอด ความเจ็บแล่นเข้าสู่จิตใจของเยว่ชิงอีกหน โลหิตสีแดงกระอักออกมาทั้งที่กายวิญญาณนี้ไม่ควรจะมี

     

           อึก!


            “เยว่ชิง เงยหน้ามองอาตมาไว้” 


            บนกองหิมะนุ่มฟูสีขาวรองรับร่างของเยว่ชิงที่ล้มลงไป ความเย็นพวกนั้นเยว่ชิงสัมผัสมันไม่ได้ แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกถึงความเย็นของหิมะขึ้นมา ดวงตาสีชามองผู้ที่อ้าแขนรับตัวของเขาไว้ ประคำในมือขาดกระจายร่วงหล่นอยู่บนพื้น


            “ข..ข้าน้อยหนาว...”


            เยว่ชิงเอ่ยเสียงเบาจนฟังแทบไม่ได้ยิน พุทธองค์วางสังฆาฏิสีทองที่พาดบ่าลงบนกายของเยว่ชิง มันหนานุ่มและอบอุ่นด้วยแสงแห่งธรรม รอยยิ้มน้อยของเยว่ชิงผุดขึ้นท่ามกลางลมหนาว 


            “ข้าน้อยไม่คู่ควรเลยสักนิด”


            “...”


            “เหตุใดพุทธองค์จึงไม่บอกความจริงกับข้าน้อยบ้าง” เยว่ชิงยังคงเอ่ยถามสิ่งที่ติดอยู่ในใจ 


            “บางสิ่งรู้แล้วจะมีประโยชน์อันใด”


            “แต่ข้าน้อยก็ควรได้รู้มิใช่หรือพุทธองค์ ในเมื่อมันเกี่ยวกับเราทั้งสอง”


            นัยน์ตาสีอำพันมองผ่านเลยไป คำถามนี้เยว่ชิงมีสิทธิ์ที่จะรู้ความจริงทุกอย่าง แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะให้เยว่ชิงกลับเข้ามาในวังวนนี้อีก พุทธองค์ตั้งใจส่งเยว่ชิงไปมีชีวิตใหม่ที่ดี แต่โชคชะตากลับส่งเยว่ชิงกลับมาที่จุดเริ่มต้น เป็นไปดังที่องค์ยูไลเคยตรัสเอาไว้ทุกประการ


            “ก่อนหน้านี้ข้าน้อยเอาแต่จงชังพุทธองค์ ข้าน้อยไม่รู้ว่าตนเองเป็นจิตที่สกปรก”


            “เยว่ชิง”


            “แต่ตอนนี้ข้าน้อยรู้แล้วว่าตนเองนั้นไม่ได้มีดีอะไร ไม่ได้มีค่าพอที่จะอยู่เคียงข้างพุทธองค์ ข้าน้อยเป็นจิตที่มีเพียงความต่ำช้า ลุ่มหลงอยู่ในความดำมืดไม่จบสิ้น”


            หลี่จิ้งหยางส่ายหน้าของตนเอง ฝ่ามืออบอุ่นลูบศีรษะเยว่ชิงด้วยความอ่อนโยน “เยว่ชิงมีค่าสำหรับอาตมาเสมอ” 


            “ต...แต่ข้าน้อย อึก!”


            “เยว่ชิงหลับตาพักผ่อนเสีย เรื่องของวันนี้หรือวันหน้าจงปล่อยให้เป็นไปตามกรรมลิขิต” 


            เมื่อพุทธองค์กล่าวจบเยว่ชิงก็หมดสติไปในทันที ใบหน้าจิ้มลิ้มอ่อนเยาว์ราวกับเด็กหนุ่มของเยว่ชิงหลับตาพริ้ม เป็นพุทธองค์ที่อุ้มร่างหมดสตินั้นเข้าไปในวิหารระฟ้า ท่ามกลางสายตาของศิษย์และอาจารย์ที่เดินผ่านมาเห็นพอดี


            พุทธองค์ไม่เคยแตะตัวผู้ใดด้วยซ้ำ ไฉนจึงยอมอุ้มเด็กหนุ่มผู้นั้นเข้าวิหารระฟ้าไป


            เขาวางเยว่ชิงลงบนเตียงไม้ในห้องชำระจิต เวลานี้นับว่าร่างกายของเยว่ชิงนั้นกำลังปรับสภาพ พุทธองค์วาดมือลงบนร่างกายของเยว่ชิง บังเกิดแสงสีทองสาดส่องขึ้นทั่วทั้งร่าง 


            “หลี่จิ้งหยาง!”


            เป็นการเรียกที่เจ้าของชื่อแอบชะงักไปเล็กน้อย น้ำเสียงไม่สบอารมณ์นั้นพุทธองค์เข้าใจและยอมรับโดยไม่มีคำแก้ตัวอื่นใด 


            “มอบกายวัชระอันศักดิ์สิทธิ์ให้กับวิญญาณที่มีมนต์ดำ เจ้ากำลังทำเรื่องบ้าอะไรอยู่” 


            “ข้ายินดีรับมนต์ดำทั้งหมดมาไว้ที่กายข้า”


            “หลี่จิ้งหยาง!” อีกครั้งที่ชื่อของเขาหลุดออกจากปากด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ


            “...”


            “หากองค์ยูไลทราบความเข้า มิช้าเด็กคนนี้ต้องโดนกำจัดไปพร้อมกับเคล็ดวิชา เมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าเลิกทำเรื่องวุ่นวายนี่เสียที!”


            “เทียนตี้เชื่ออาตมาสักครั้ง ถือเป็นโอกาสสุดท้ายของอาตมา” 


            “โอกาส? หลี่จิ้งหยาง เจ้าหมดโอกาสตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว เจ้าใช้โอกาสเพื่อละเมิดชะตาที่ควรเป็น เจ้าปล่อยให้วังวนยุ่งยากนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่เจ้าควรทำคือยอมรับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้น”

             

             

    สดับเพียรหมื่นภพชาติ