เมื่อหลี่ลั่วเดินเข้าไปในวิทยาลัยหนานเฟิงอีกครั้งแม้เวลาจะผ่านไปเพียงหนึ่งสัปดาห์ แต่เขากลับรู้สึกเหมือนผ่านไปนานแสนนาน
เขามองดูผู้คนที่เดินผ่านไปมาฟังเสียงพูดคุยจอแจ แสดงให้เห็นถึงความเยาว์วัยและความมีชีวิตชีวาของหนุ่มสาว
แต่หลี่ลั่วก็สังเกตเห็นเช่นกันว่าในสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมานั้นมีไม่น้อยที่มองมาทางเขาด้วยสายตาประหลาด และเขาก็ได้ยินเสียงซุบซิบนินทารางๆ ด้วย
“นั่นมันหลี่ลั่วนี่นา? ในที่สุดก็ยอมมาวิทยาลัยแล้วหรือ”
“ผมนั่นมันอะไรน่ะ? ย้อมผมมาหรือ?”
“เขาลาหยุดไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ได้แล้วกระมังการสอบใหญ่ของวิทยาลัยเหลืออีกแค่เดือนเดียวแล้ว เขายังกล้าลาหยุดอีกหรือเนี่ยหรือว่าจะยอมแพ้ไปแล้ว?”
“ข้าได้ยินมาว่าหลี่ลั่วคงใกล้จะลาออกในไม่ช้านี้แล้วละไม่แน่ว่าเขาอาจจะไม่เข้าร่วมการสอบใหญ่ของวิทยาลัยด้วยซ้ำ”
“คงไม่ขนาดนั้นกระมัง?”
“…”
เมื่อได้ยินเสียงซุบซิบเบาๆเ่าั้ หลี่ลั่วก็อดรู้สึกเอือมไม่ได้ เขาเพียงแค่ลาหยุดไปหนึ่งสัปดาห์ไม่คิดเลยว่าจะถึงขั้นมีข่าวลือเื่ลาออกแล้ว
แต่เขาก็ไม่ได้คิดที่จะอธิบายอะไรเหมือนกันเพียงเดินผ่านฝูงชน มุ่งหน้าไปทางตึกสองทันที
และเมื่อมาถึงหน้าประตูสนามฝึกของตึกสองหลี่ลั่วก็ชะลอฝีเท้าลง เพราะเขาเห็นว่าครูที่ปรึกษาของตึกสองสวีซานเยว่กำลังยืนจ้องเขม็งมาที่เขาด้วยสายตาถมึงทึงอยู่ตรงนั้น
หลี่ลั่วเผยรอยยิ้มกระอักกระอ่วนออกมารีบเดินเข้าไปทักทายทันที “อาจารย์สวี”
สวีซานเยว่จ้องมองหลี่ลั่วั์ตาฉายแววผิดหวังเล็กน้อย “หลี่ลั่วข้ารู้ว่าปัญหาไร้อัตลักษณ์ทำให้เ้ากดดันอย่างมากแต่เ้าก็ไม่ควรเลือกที่จะยอมแพ้ในเวลาแบบนี้นะ”
หลี่ลั่วรีบกล่าว“ข้าไม่ได้ยอมแพ้นะ”
สวีซานเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม“แล้วเ้ายังกล้าลาหยุดหนึ่งสัปดาห์ใน่เวลาสำคัญแบบนี้อีกหรือ? คนอื่นๆต่างก็พยายามฝึกฝนบำเพ็ญอย่างหนัก แต่เ้ากลับขอลาไปพักผ่อนที่บ้านเนี่ยนะ?”
หลี่ลั่วรู้สึกจนใจแต่เขาก็รู้ว่าสวีซานเยว่หวังดีกับเขา ดังนั้นจึงไม่ได้อธิบายอะไรอีกเพียงแค่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
หลังจากที่สวีซานเยว่ตำหนิไปชุดใหญ่สุดท้ายเขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเช่นกัน เขาจ้องมองหลี่ลั่วอย่างลึกซึ้งครู่หนึ่งก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในสนามฝึก
หลี่ลั่วรีบตามเข้าไปทันทีสนามฝึกนั้นกว้างขวาง ตรงกลางเป็เวทีที่มีขนาดหลายสิบเมตรมีบันไดหินวนเวียนล้อมรอบเวที ค่อยๆ ไล่ระดับความสูงออกมายิ่งห่างจากขอบเวทียิ่งสูง
บนบันไดหินมีเบาะหินตั้งเรียงรายอยู่
บนเบาะหินแต่ละอันล้วนมีเด็กหนุ่มเด็กสาวนั่งขัดสมาธิอยู่หนึ่งคน
เมื่อหลี่ลั่วเดินเข้ามาก็ดึงดูดสายตาของฝูงชนไปทันทีอย่างไม่ต้องสงสัย จากนั้นก็มีเสียงซุบซิบดังขึ้น
หลี่ลั่วที่หายไปหนึ่งสัปดาห์ได้กลายเป็ประเด็นร้อนในวิทยาลัยหนานเฟิงอีกครั้ง
หลี่ลั่วที่ต้องเผชิญหน้ากับสายตาเ่าั้กลับมีท่าทางค่อนข้างสงบนิ่งเดินตรงไปยังเบาะหินของตัวเอง ข้างๆ เขาก็คือจ้าวคั่วที่มีร่างกายสูงใหญ่กำยำเมื่อจ้าวคั่วเห็นหลี่ลั่วก็เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจว่า “ผมของเ้าเป็อะไรไป?”
หลี่ลั่วมองอีกฝ่ายครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับส่งๆ“เพิ่งย้อมมาใหม่ ดูทันสมัยดีใช่ไหม?”
จ้าวคั่ว:“...”
ทันใดนั้นหลี่ลั่วก็เห็นรอยฟกช้ำบนใบหน้าของจ้าวคั่ว กำลังจะเอ่ยถามอะไรบางอย่างเสียงของสวีซานเยว่ก็ดังขึ้นจากในสนามอย่างทรงพลัง “นักเรียนทุกคนอีกไม่นานก็จะถึงวันสอบใหญ่ของวิทยาลัยแล้วข้าหวังว่าพวกเ้าทุกคนจะพยายามอย่างเต็มที่ใน่เวลาสุดท้าย หากสามารถเข้าวิทยาลัยระดับสูงได้อนาคตย่อมมีแต่เื่ดีๆ รออยู่”
“และข้าขอใช้โอกาสนี้กล่าวชื่นชมนักศึกษาจ้าวคั่วกับหยวนชิวสักหน่อยตอนนี้พลังอัตลักษณ์ของพวกเขาทั้งสองคนต่างก็ระดับหกตราแล้วหากพยายามให้มากขึ้นอีกหน่อยละก็บางทีอาจจะสามารถทะลวงขึ้นไปถึงระดับเจ็ดตราได้เลย”
ภายในสนามมีเสียงฮือฮาดังขึ้นหลี่ลั่วเองก็มองจ้าวคั่วที่อยู่ข้างๆ ด้วยความใเช่นกันดูท่าคนที่พัฒนาขึ้นใน่หนึ่งสัปดาห์นี้ คงจะไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวแล้ว
หลังจากที่สวีซานเยว่ชื่นชมจ้าวคั่วเสร็จเขาก็ไม่ได้พูดอะไรมากอีก เริ่มต้นบทเรียนของวันนี้
ส่วนหลี่ลั่วก็ตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่สิ่งที่สวีซานเยว่สอนคือวิชาอัตลักษณ์สามวิชา เป็วิชาอัตลักษณ์ระดับล่างสองวิชาและระดับกลางหนึ่งวิชาเขาอธิบายจุดสำคัญของวิชาอัตลักษณ์เหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่ายแสดงให้เห็นถึงความอดทนอย่างเต็มเปี่ยม
อันที่จริงการแบ่งระดับของวิชาอัตลักษณ์ก็เหมือนกับวิชาชักนำพลังเพียงแค่เปลี่ยนจากระดับเริ่มต้นในวิชาชักนำพลังเป็ระดับต่ำ กลางสูงในวิชาอัตลักษณ์ก็เท่านั้น
หลังจากสามระดับนี้ก็จะเป็วิชาอัตลักษณ์ระดับขุนพลขุนนาง และราชันเหมือนกัน
แน่นอนว่าวิชาอัตลักษณ์ระดับนั้นยังอีกไกลเกินไปสำหรับนักศึกษาระดับสิบตราอย่างพวกเขาถึงแม้จะเรียนรู้ได้แต่ด้วยพลังอัตลักษณ์เพียงน้อยนิดของพวกเขาก็คงยากที่จะใช้ออกมาได้อยู่ดี
ในด้านการฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์นั้นความสามารถในการเรียนรู้ของหลี่ลั่วย่อมไม่ต้องบรรยายอะไรมากหากเทียบกันแค่เื่วิชาอัตลักษณ์อย่างเดียวเขาเชื่อมั่นว่าในวิทยาลัยหนานเฟิงคงหาคนที่มีความสามารถเหนือกว่าเขาได้ยาก
ดังนั้นหลังจากที่สวีซานเยว่อธิบายวิชาอัตลักษณ์ทั้งสามวิชาไปได้ไม่นานเขาก็สามารถบรรลุและใช้งานได้ขั้นพื้นฐานแล้ว
“เอาละคาบเรียนวิชาอัตลักษณ์วันนี้ก็จบเพียงเท่านี้ บ่ายนี้จะเป็คาบเรียนพลังอัตลักษณ์พวกเ้าต้องตั้งใจบำเพ็ญให้ดีๆ ล่ะ” หลังจากผ่านไปสองชั่วโมงสวีซานเยว่ก็หยุดการสอนลง จากนั้นก็กำชับอะไรอีกเล็กน้อย ก่อนจะประกาศพัก่
หลี่ลั่วยังคงนั่งอยู่ที่เดิมบิดี้เีเล็กน้อย จ้าวคั่วที่อยู่ข้างๆ ก็ขยับเข้ามาใกล้แล้วยิ้มกล่าว “พี่ลั่ววิชาอัตลักษณ์สามวิชาเมื่อครู่นี้ เดี๋ยวช่วยชี้แนะให้ข้าหน่อยสิ?”
ความสามารถในการเรียนรู้วิชาอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วนั้นจ้าวคั่วรู้ซึ้งเป็อย่างดีทุกครั้งที่เขาติดปัญหาหรือมีเื่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับวิชาอัตลักษณ์เขาก็มักจะไปขอคำชี้แนะจากหลี่ลั่วเสมอ
หลี่ลั่วด่าพร้อมกับหัวเราะ“พอมีเื่ให้ช่วยก็เรียกพี่เลยนะ?”
จ้าวคั่วยิ้มอ่อนๆออกมา แต่พอยิ้มออกมาแล้วมันกลับไปโดนรอยฟกช้ำบนใบหน้าทำให้เขาร้องโอดโอยออกมาด้วยความเ็ป
“เ้าไปโดนอะไรมา?” หลี่ลั่วถาม
จ้าวคั่วขมวดคิ้วกล่าว“ก็ไอ้เป้ยคุนจากตึกหนึ่งนั่นแหละ ไม่รู้ว่า่นี้มันเป็บ้าอะไรถึงได้มาหาเื่พวกเราคนของตึกสองอยู่เรื่อยข้าทนไม่ไหวเลยไปสู้กับมันมาสองสามยก”
เขาชี้ไปที่รอยฟกช้ำบนใบหน้าแล้วกล่าวอย่างภาคภูมิใจ“หมอนั่นมือหนักใช้ได้เลย แต่ข้าก็ไม่ยอมให้มันได้ใจหรอกนะ เกือบจะอัดหน้าหล่อๆของมันจนเละอยู่แล้วเชียว”
ตอนนี้เองได้มีคนของตึกสองหลายคนเดินมารวมกัน พูดด้วยความโกรธเคืองว่า “เป้ยคุนมันน่าโมโหจริงๆพวกเราไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับมันเลยแท้ๆ แต่มันกลับชอบมาหาเื่พวกเราตลอดเลย”
“ยังดีที่มีจ้าวคั่วอยู่ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีใครหยุดมันได้เลยจริงๆ”
จ้าวคั่วโบกมือไล่ทุกคนออกไปจากนั้นจึงค่อยเอ่ยถามเสียงเบา “่นี้เ้าไปมีเื่กับเป้ยคุนมาหรือเปล่า? เหมือนว่ามันจะพุ่งเป้ามาที่เ้าเลยนะ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้หลี่ลั่วก็นึกขึ้นมาได้ทันที ก่อนที่เขาจะออกจากวิทยาลัย เป้ยคุนเหมือนจะฝากข้อความผ่านทางตี้ฝ่าฉิงมาบอกให้เขาเป็เ้าภาพเลี้ยงอาหารที่หอชิงเฟิงแต่แน่นอนว่าเขาเพียงมองมันเป็เื่ขำขันเท่านั้นคงไม่ใช่ว่าไอ้โง่นั่นมันไปรอที่หอชิงเฟิงจริงๆ หรอกนะ?
และ่หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เขาก็ไม่ได้มาวิทยาลัยเลยด้วยเ้าเป้ยคุนเลยมาลงที่คนของตึกสองแทนอย่างนั้นหรือ?
หลี่ลั่วยิ้มออกมาตบไหล่จ้าวคั่วแล้วกล่าว “คงจะเป็แบบนั้นจริงๆ ละนะดูท่าเ้าคงจะโดนแทนข้าไปหลายหมัดเลย”
“ข้าไม่เป็ไรหรอกหากไม่ใช่เพราะได้สู้กับมันสองสามยกนั่นละก็บางทีข้าอาจจะยังไม่สามารถทะลวงไปถึงระดับหกตราได้เลยเหมือนกัน”
จ้าวคั่วยักไหล่จากนั้นจึงกล่าวต่อ“แต่ตอนนี้เ้ามาวิทยาลัยแล้ว ตอนบ่ายก็ยังมีเรียนพลังอัตลักษณ์ด้วยเกรงว่ามันอาจจะมาหาเื่เ้าอีก”
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตบหน้าอกกล่าว“เมื่อถึงตอนนั้นข้าจะออกหน้าเอง ลองดูว่าถ้าสู้กับมันอีกสักสองสามยกข้าจะสามารถทะลวงไปถึงระดับเจ็ดตราได้เลยหรือเปล่า”
หลี่ลั่วยิ้มออกมาจ้าวคั่วเป็คนตรงไปตรงมาและรักเพื่อนฝูง นับเป็เพื่อนที่หาได้ยากจริงๆแต่การให้เขาหลบอยู่ข้างหลังแล้วมองดูเพื่อนออกไปรับเคราะห์แทนนั้นก็ไม่ใช่นิสัยของเขาเช่นกัน
ดังนั้นเขาจึงแค่ยิ้มกล่าว“ไว้ค่อยว่ากันอีกทีแล้วกัน”
...
่บ่ายคาบเรียนวิชาพลังอัตลักษณ์
ทางทิศเหนือของวิทยาลัยหนานเฟิงมีป่าทึบอันกว้างขวางอยู่ผืนหนึ่งต้นไม้ในป่านั้นเขียวชอุ่มเมื่อมีสายลมพัดผ่านก็ราวกับเกิดเป็เกลียวคลื่นสีเขียวชอุ่มหลายชั้น
และ ณใจกลางของป่าทึบ มีต้นไม้ั์ต้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ต้นไม้ั์นั่นมีสีเหลืองเข้ม สูงราวสองร้อยกว่าเมตร แตกกิ่งก้านสาขาออกไปมากมายราวกับเป็ใยแมงมุมขนาดมหึมา
กิ่งก้านของต้นไม้นั้นทั้งใหญ่ทั้งหนาแต่ที่แปลกประหลาดที่สุดคือ ใบไม้แต่ละใบบนนั้นล้วนมีขนาดราวๆ สองเมตรหนาประมาณฉื่อเศษ ดูราวกับเป็แท่นที่นั่งก็ไม่ปาน
นี่คือต้นพลังอัตลักษณ์
ต้นพลังอัตลักษณ์ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่มันถูกสร้างขึ้นจากวัสดุแปลกประหลาดนานาชนิด ดูเหมือนทองแต่ก็ไม่ใช่ทองดูเหมือนไม้แต่ก็ไม่ใช่ไม้
ภายในต้นพลังอัตลักษณ์มีแก่นพลังงานอยู่แก่นพลังงานนั้นสามารถดูดกลืนและกักเก็บพลังงานฟ้าดินปริมาณมหาศาลเอาไว้ได้
ซึ่งใบไม้ขนาดใหญ่ของต้นพลังอัตลักษณ์นั้นก็เปรียบเสมือนแท่นบำเพ็ญใบไม้แต่ละใบสามารถรองรับนักศึกษาขึ้นไปนั่งบำเพ็ญได้หนึ่งคน
ต้นพลังอัตลักษณ์เช่นนี้เป็สิ่งที่ต้องมีในทุกๆวิทยาลัย แต่จะมีขนาดและประสิทธิภาพที่แตกต่างกันไป
ในบางแง่มุมนั้นใบไม้เหล่านี้ก็เหมือนกับห้องบำเพ็ญลับในบ้านเก่าของหลี่ลั่วแน่นอนว่าหากเทียบกันที่ผลลัพธ์อย่างเดียวละก็ห้องบำเพ็ญลับในบ้านเก่าของเขาย่อมต้องดีกว่าแต่อย่างไรเสียก็ไม่ใช่นักศึกษาทุกคนที่จะมีเงื่อนไขในการบำเพ็ญที่ดีขนาดนี้
ใบไม้บนต้นพลังอัตลักษณ์จะถูกแบ่งออกเป็สามระดับคือ ใบทอง ใบเงิน และใบทองแดง
หากมองจากระยะไกลแล้วจะพบว่าใบไม้บนต้นพลังอัตลักษณ์มากกว่าหกในสิบส่วนล้วนเป็สีของใบทองแดงส่วนในอีกสี่ส่วนที่เหลือนั้น มีสามส่วนที่เป็ใบเงินซึ่งใบทองนั้นมีเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้น
ใบทองทั้งหมดล้วนกระจุกตัวอยู่บนยอดของต้นพลังอัตลักษณ์มีจำนวนน้อยมาก
แน่นอนไม่ต้องบอกก็รู้ว่าการฝึกฝนบนใบทองย่อมต้องได้ผลลัพธ์ดีกว่าใบอื่นๆ อย่างแน่นอน
ทว่าใบทองส่วนใหญ่นั้นตกเป็ของตึกหนึ่งทั้งหมด ซึ่งมันก็เป็เื่ที่สมเหตุสมผลเพราะตึกหนึ่งคือหน้าตาของวิทยาลัยหนานเฟิง
นักศึกษาทั้งหมดในตึกสองมีจำนวนหลายร้อยคนแต่กลับแบ่งได้ใบทองมาเพียงแค่สิบใบเท่านั้น ส่วนตึกสาม ตึกสี่ ที่อยู่ท้ายๆ นั้นก็ไม่แม้แต่จะมีสิทธิ์ได้ใช้เลยด้วยซ้ำ...ดูจากตรงนี้ก็เห็นได้แล้วว่าใบทองนั้นเข้าถึงได้ยากเพียงใด
ในแต่ละวันต้นพลังอัตลักษณ์จะเปิดให้ใช้เพียงครึ่งวันเท่านั้นเมื่อเสียงระฆังบนยอดต้นไม้ดังขึ้น ก็หมายความว่าได้เวลาเปิดต้นไม้แล้วและ่เวลานี้ก็เป็่เวลาที่เหล่านักศึกษาทุกคนรอคอยมากที่สุด
ตอนนี้ในขณะที่เสียงระฆังกำลังดังกังวานอยู่นั้นเหล่านักศึกษาทั้งหลายก็พากันเดินเข้าไปในป่าทึบนี้ราวกับสายน้ำที่ไหลบ่าจากนั้นก็ปีนบันไดไม้ที่พันรอบต้นไม้ราวกับงูั์ไต่ขึ้นไปบนต้นไม้
หลี่ลั่วเองก็เดินตามผู้คนมาถึงต้นพลังอัตลักษณ์เช่นกันจากนั้นเขาก็มองไปยังใบทองสิบใบ้า รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยใบทองสิบใบของตึกสองนี้ เดิมทีก่อนหน้านี้ก็เคยมีใบหนึ่งเป็ของเขาเหมือนกันเพราะหากแบ่งตามความแข็งแกร่งแล้ว เขาเป็รองแค่จ้าวคั่วเท่านั้นในตึกสอง
แต่เพราะปัญหาเื่ไร้อัตลักษณ์เขาจึงได้ยินยอมสละใบทองที่เป็ของตัวเองให้กับคนอื่นไปจึงเป็เหตุให้ตัวเขาในตอนนี้ไม่มีสิทธิ์ในใบทองอีกแล้วอย่างไรเสียเขาก็ทำใจไปขอใบทองที่เคยให้คนอื่นไปแล้วกลับคืนมาไม่ลงเหมือนกัน
“ช่างเถอะหาอะไรใช้ไปก่อนก็แล้วกัน”
หลังจากที่หลี่ลั่วครุ่นคิดครู่หนึ่งเขาก็เดินตรงไปยังใบเงินใบหนึ่งของตึกสอง
ในขณะที่หลี่ลั่วเดินไปทางใบเงินนั้นบริเวณ้าของต้นพลังอัตลักษณ์ก็มีสายตาหลายสายจ้องมองมาที่เขาด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย