ใต้ชายคาสำนักเสียงระฆังดังขึ้นก่อนฟ้าสาง เสียงนั้นไม่ดังจนแสบหู แต่ก้องพอจะปลุกศิษย์ใหม่ทุกคนให้ลุกจากเตียงไม้แข็งโดยไม่อิดออด หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้นช้า ๆ ความมืดในเรือนพักยังไม่จางสนิท
แสงตะเกียงจากปลายห้องส่องให้เห็นเงาคนที่กำลังลุกขึ้นแต่งตัวอย่างเร่งรีบ เขาขยับตัวนั่งขึ้น ทดสอบร่างกายตามสัญชาตญาณ ความเจ็บจากาแเก่ายังหลงเหลือ แต่ไม่ถึงขั้นรบกวนการเคลื่อนไหว นั่นถือเป็สัญญาณที่ดีในมาตรฐานของเขา
เขาสวมเสื้อสำนักอย่างเงียบงัน ผ้าหยาบสีเทาอ่อน ไม่ได้พอดีตัวนัก แต่ก็ไม่หลวมเกินไป กลิ่นผ้าใหม่จาง ๆ ปะปนกับกลิ่นไม้และเหงื่อที่สะสมในเรือนพักรวม
หลัวอวิ๋นผูกเชือกคาดเอวแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะก้าวออกจากห้องพร้อมกับศิษย์ใหม่คนอื่น ไม่มีใครพูดมากในยามเช้า เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินดังสม่ำเสมอราวกับทุกคนต่างเข้าใจโดยไม่ต้องมีคำสั่งว่า การมาสายไม่ใช่ตัวเลือก
ลานฝึกยามเช้าเย็นจัด ลมหุบเขาพัดผ่านพื้นหินจนเกิดเสียงแ่เบา หมอกบางลอยต่ำอยู่เหนือพื้นดิน ศิษย์ใหม่ถูกจัดให้นั่งเรียงแถวตามตำแหน่งเดิม หลัวอวิ๋นนั่งอยู่ท้ายแถว วางเท้าอย่างมั่นคง หลังตรง มือวางบนเข่า เขาหลับตาลงและปรับลมหายใจตามที่สำนักสอน ช้า ลึก และสม่ำเสมอ ไม่เร่ง ไม่ฝืน และไม่คาดหวังผลลัพธ์ในทันที
การฝึกลมปราณขั้นพื้นฐานดำเนินไปอย่างเงียบงัน อาจารย์ผู้ดูแลยืนอยู่ด้านหน้า ไม่อธิบายยืดยาว เพียงคอยสังเกตท่าทางและจังหวะการหายใจของศิษย์ใหม่เป็ระยะ
พลังในอากาศกระจายอยู่ทั่วไป แต่ไม่ตอบสนองต่อใครง่าย ๆ ศิษย์หลายคนเริ่มแสดงอาการกระสับกระส่าย บางคนขยับตัวไม่หยุด บางคนหายใจถี่ด้วยความหงุดหงิด หลัวอวิ๋นยังคงนั่งนิ่ง เขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจลมปราณมากกว่าใคร เพียงแต่เขาเรียนรู้มาแล้วว่า การฝืน คือหนทางสู่ความพินาศ
เมื่อเสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง การฝึก่เช้าจึงสิ้นสุด ศิษย์ใหม่หลายคนถอนหายใจแรง บางคนล้มตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง หลัวอวิ๋นลืมตาขึ้นช้า ๆ ลุกยืนโดยไม่รีบร้อน ร่างกายยังไม่สดชื่น แต่สติของเขานิ่งและมั่นคงกว่าตอนก่อนหน้าเล็กน้อย
่สายเป็การฝึกร่างกาย วิ่งรอบลาน แบกน้ำ และฝึกท่ากระบี่พื้นฐานด้วยกระบี่ไม้ เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังเป็จังหวะ เหงื่อไหลอาบใบหน้าของศิษย์ใหม่หลายคน
หลัวอวิ๋นตามหลังใน่แรก กล้ามเนื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่เขาไม่หยุด ไม่บ่น และไม่ขอพักก่อนเวลา เขาปรับจังหวะของตัวเองอย่างเงียบ ๆ ทำเท่าที่ร่างกายรับไหว และหยุดทันทีเมื่อถึงขีดจำกัด ไม่ฝืนแม้แต่น้อย
ระหว่างการฝึก เขาเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างมากขึ้น เด็กหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งที่วิ่งอยู่ข้าง ๆ เอ่ยทักขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ “เ้า… ไม่พักเลยหรือ”
หลัวอวิ๋นส่ายหน้าเล็กน้อย “พักตอนถึงเวลา” คำตอบสั้น ๆ นั้นไม่ได้แฝงความหยิ่งยโส เพียงเป็ข้อเท็จจริง เด็กหนุ่มคนนั้นหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ และนับจากนั้น ทั้งสองก็วิ่งเคียงกันโดยไม่พูดอะไรมาก
่บ่าย การฝึกยังคงดำเนินต่อเนื่อง ความเหนื่อยล้าสะสมชัดเจนขึ้น ศิษย์บางคนเริ่มตามไม่ทัน บางคนแสดงสีหน้าหมดแรง แต่หลัวอวิ๋นยังคงรักษาจังหวะของตัวเองได้ เขาไม่เร็วขึ้น แต่ก็ไม่ช้าลง การควบคุมร่างกายอย่างมีวินัยทำให้เขาผ่านการฝึกแต่ละ่ไปได้โดยไม่ล้มลง
จากระเบียง้า ชายวัยกลางคนในชุดสำนักยืนมองลานฝึกอยู่เงียบ ๆ เขาไม่ได้มองหาคนที่เร็วที่สุด หรือแข็งแกร่งที่สุด สายตาของเขาหยุดอยู่กับเด็กหนุ่มที่อยู่ท้ายแถว
เด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้โดดเด่น ไม่ได้แสดงพลังใด ๆ และไม่ได้พยายามดึงความสนใจ แต่ก็ไม่เคยหยุด ไม่เคยฝืน และไม่เคยปล่อยให้ตัวเองหลุดจากจังหวะ นั่นคือสิ่งที่อาจารย์ผู้นั้นจดจำ
เมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำ การฝึกของวันแรกในฐานะศิษย์สำนักจึงสิ้นสุด ศิษย์ใหม่หลายคนทรุดลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยล้า หลัวอวิ๋นนั่งพักอยู่เงียบ ๆ หายใจแรงเล็กน้อย แต่ยังคงควบคุมตัวเองได้ดี เขาลุกขึ้นกลับเรือนพักพร้อมกับคนอื่น โดยไม่แสดงความแตกต่างใดออกมา
คืนนั้น เรือนพักรวมเงียบกว่าที่คิด เสียงลมหายใจของศิษย์คนอื่นดังเป็จังหวะ หลัวอวิ๋นนอนอยู่บนเตียงไม้แข็ง มองเพดานไม้ที่มืดสลัว เขาหลับตาลง ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าค่อย ๆ กลืนกินร่างกาย
สำนักกระบี่เมฆา จะไม่ทำให้เขาแข็งแกร่งในชั่วข้ามคืน มันจะไม่มอบพลังให้โดยไม่คิดราคา แต่มันให้สิ่งที่เขา้าที่สุดในตอนนี้ พื้นฐาน เวลาและโอกาส ส่วนที่เหลือเขาจะเป็คนคว้ามันมาเอง
ภายใต้ชายคาของสำนักแห่งนี้ หลัวอวิ๋นไม่ได้คิดถึงการโดดเด่น เขาเพียง้าอยู่รอด เติบโต และเตรียมตัวให้พร้อม สำหรับวันที่เขาจะไม่ต้องฝืนใช้อาคมเพื่อเอาชีวิตรอดอีกต่อไป
วันถัดมาเริ่มต้นไม่ต่างจากวันแรก เสียงระฆังดังขึ้นในยามฟ้าสาง ศิษย์ใหม่ลุกขึ้นจากเตียงไม้แข็งด้วยความคุ้นเคยที่เริ่มก่อตัว หลัวอวิ๋นตื่นก่อนเสียงระฆังเล็กน้อย
เขาลืมตาขึ้นในความมืด ทบทวนสภาพร่างกายตามสัญชาตญาณ ความเมื่อยล้าจากเมื่อวานยังหลงเหลือ แต่ไม่ถึงขั้นขัดขวางการเคลื่อนไหว เขาลุกขึ้นแต่งตัวอย่างเงียบงัน และออกจากเรือนพักพร้อมกับคนอื่น
การฝึก่เช้ายังคงเป็การนั่งสมาธิ อาจารย์ผู้ดูแลยังใช้วิธีเดิม ไม่เร่ง ไม่บีบ และไม่อธิบายมากเกินจำเป็ หลัวอวิ๋นนั่งอยู่ตำแหน่งเดิม หลับตาลง และปรับลมหายใจให้เข้าจังหวะ
เขาไม่รู้สึกถึงลมปราณอย่างชัดเจน แต่รับรู้ได้ว่าจิตของตัวเองนิ่งขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ความคิดฟุ้งซ่านลดลง และการควบคุมลมหายใจทำได้สม่ำเสมอขึ้น
หลังการฝึก่เช้า ศิษย์ใหม่ถูกแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อฝึกร่างกายและท่ากระบี่พื้นฐาน การฝึกเริ่มหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ระยะวิ่งเพิ่มขึ้น น้ำหนักที่ต้องแบกมากขึ้น และจำนวนครั้งของท่าฟันที่ต้องทำซ้ำเพิ่มขึ้นหลายเท่า หลัวอวิ๋นรู้สึกได้ทันทีว่าร่างกายเริ่มถูกทดสอบจริงจัง เขายังคงไม่ฝืน แต่ต้องใช้สมาธิมากขึ้นเพื่อรักษาจังหวะไม่ให้หลุด
ในกลุ่มของเขา มีศิษย์ใหม่อยู่ราวสิบคน เด็กหนุ่มร่างสูงที่เคยวิ่งเคียงข้างเขาเมื่อวานอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ชื่อของเขาคือเฉินอวี้ เป็คนพูดน้อย แต่ไม่หยิ่ง และไม่ชอบอวดตนเอง ระหว่างพัก เฉินอวี้ยื่นน้ำให้หลัวอวิ๋นโดยไม่พูดอะไร หลัวอวิ๋นรับมา พยักหน้าเล็กน้อย ถือเป็คำขอบคุณที่ไม่ต้องเอ่ยออกมา
“เ้าคุมตัวเองได้ดี” เฉินอวี้พูดขึ้นเบา ๆ หลังจากนั้นครู่หนึ่ง “หลายคนพยายามเร่ง แต่สุดท้ายก็หมดแรงก่อนเวลา”
หลัวอวิ๋นไม่ปฏิเสธ และไม่รับคำชม เขาตอบเพียงว่า “ถ้าฝืนมากเกินไป จะไม่มีแรงเหลือสำหรับวันถัดไป”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่ทำให้เฉินอวี้พยักหน้าช้า ๆ ราวกับเข้าใจบางอย่าง นับจากนั้น การฝึกของทั้งสองมักดำเนินไปในจังหวะใกล้เคียงกัน ไม่แข่งขัน ไม่เปรียบเทียบ และไม่กดดันกันเกินจำเป็
่บ่าย การฝึกเปลี่ยนไปเป็การทดสอบความทนทาน ศิษย์ใหม่ถูกสั่งให้ยืนท่าหนึ่งเป็เวลานานโดยไม่ขยับ ท่าที่ดูเรียบง่ายกลับทำให้กล้ามเนื้อสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ในเวลาไม่นาน หลัวอวิ๋นรู้สึกถึงเหงื่อที่ไหลลงตามแผ่นหลัง กล้ามเนื้อขาเริ่มตึง แต่เขายังคงยืนอยู่ ไม่ขยับ และไม่ปล่อยให้สติหลุดไปกับความเ็ป
อาจารย์ผู้ดูแลเดินผ่านแถวศิษย์ใหม่อย่างช้า ๆ สายตาของเขากวาดมองแต่ละคนโดยไม่แสดงอารมณ์ เมื่อเดินมาถึงด้านหลัง เขาหยุดอยู่ตรงนั้นชั่วครู่ มองเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ท้ายแถว ร่างกายสั่นเล็กน้อย แต่ท่าทางยังมั่นคง และลมหายใจยังสม่ำเสมอ
“ดี” อาจารย์พูดเพียงคำเดียว ก่อนจะเดินผ่านไป
คำพูดนั้นไม่ได้ดัง และไม่ได้ตั้งใจให้ใครได้ยิน แต่หลัวอวิ๋นได้ยิน เขาไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆ ออกมา เพียงรักษาท่าเดิมต่อไปจนกว่าจะถึงเวลา
เมื่อการฝึกของวันนั้นจบลง ศิษย์ใหม่หลายคนแทบล้มทั้งยืน หลัวอวิ๋นรู้สึกถึงความล้าอย่างหนัก แต่ก็ยังสามารถเดินกลับเรือนพักได้ด้วยตัวเอง ระหว่างทาง เฉินอวี้เดินอยู่ข้าง ๆ โดยไม่พูดอะไร ทั้งสองเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยคำว่า วันนี้ ทุกคนต่างใช้พลังไปจนเกือบหมด
คืนนั้น หลัวอวิ๋นนั่งอยู่บนเตียงไม้แข็ง ไม่ได้หลับทันที เขาขยับแขนขาเบา ๆ เพื่อคลายกล้ามเนื้อ และทบทวนการฝึกของทั้งวัน ทุกท่วงท่า ทุกจังหวะหายใจ และทุก่ที่เกือบเผลอฝืน เขาจดจำมันทั้งหมด เพราะรู้ดีว่า ความก้าวหน้าไม่ได้เกิดจากการเร่ง แต่เกิดจากการไม่ทำผิดซ้ำ
วันต่อ ๆ มา การฝึกยังคงดำเนินไปในรูปแบบเดิม แต่ความเข้มข้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ศิษย์บางคนเริ่มถอยห่าง บางคนาเ็ และบางคนเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อสำนักที่ไม่ผ่อนปรน แต่หลัวอวิ๋นยังคงรักษาจังหวะของตัวเองได้ เขาไม่ได้ก้าวะโ แต่ก็ไม่ถอยหลัง
ใน่หนึ่ง อาจารย์ผู้ดูแลเรียกเขาเข้าไปพูดคุยเป็การส่วนตัว ไม่ใช่ในที่ลับ แต่เป็มุมหนึ่งของลานฝึกที่ไม่มีใครสนใจมากนัก
“เ้าเคยฝึกอะไรมาก่อนหรือไม่” อาจารย์ถามด้วยน้ำเสียงเรียบ
หลัวอวิ๋นส่ายหน้า “ไม่เคยฝึกลมปราณ”
“แต่เ้ารู้จักควบคุมตัวเอง” อาจารย์พูดต่อ “นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทำได้ง่าย”
หลัวอวิ๋นไม่ตอบ เขาไม่คิดว่าควรอธิบายอะไรเพิ่มเติม และอาจารย์ก็ไม่ได้คาดหวังคำอธิบาย
“สำนักแห่งนี้ ไม่เหมาะกับคนที่รีบ” อาจารย์กล่าว “แต่เหมาะกับคนที่ทนได้ หากเ้ายังรักษาวิธีนี้ไว้ได้ เ้าจะอยู่รอด”
คำพูดนั้นไม่ใช่คำสัญญา และไม่ใช่คำชม แต่มันคือการยอมรับในระดับหนึ่ง หลัวอวิ๋นพยักหน้าเล็กน้อย ถือว่าเพียงพอแล้ว
เมื่อกลับมาที่เรือนพัก เขานั่งลงบนเตียง มองไปยังมือของตัวเอง มือคู่นี้ยังอ่อนแอ และยังไม่พร้อมจะใช้พลังที่แท้จริงของเขา แต่เขาไม่รีบร้อน
เขาเคยแลกเืมาแล้ว เคยฝืนจนเกือบตาย ครั้งนี้เขาจะไม่ทำแบบนั้นอีก ภายใต้ชายคาของสำนักกระบี่เมฆา หลัวอวิ๋นเริ่มสร้างรากฐานอย่างเงียบงัน
ไม่มีใครคาดหวัง และไม่มีใครจับตามองมากนัก แต่เขารู้ดีว่า ทุกวันที่ผ่านไป เขากำลังก้าวเข้าใกล้วันที่จะไม่ต้องฝืนใช้อาคมอีกต่อไป และเมื่อถึงวันนั้นเขาจะไม่เป็ฝ่ายหนีอีก