บทที่ 174 องค์หญิงสาม
ร่างขององค์หญิงล้มลงในตระกูลหวงเช่นนี้ ต่อให้ไม่อยากจะดูแลก็ไม่มีทางไล่ออกจากจวนได้แล้ว หวงซีเฉิงสั่งให้คนไปจัดเตรียมที่นอนพักส่วนตัวให้ในเรือนรับรอง ห้ามไม่ให้คนอื่นเข้าไปยกเว้นเพียงนางกำนัลไม่กี่คนเท่านั้นที่ต้องคอยปรนนิบัติ เดิมทีพวกทหารองค์รักษ์จากวังหลวงต้องการไปตามหมอหลวงมา ทว่าหวงซีเฉิงก็ห้ามเอาไว้
อย่างไร อาการที่พระนางเป็นเช่นนี้ก็ไม่สามารถรักษาได้ด้วยผู้รักษาทั่วไปอยู่ดี
“ตรวจสอบแล้วหรือ?” ซีเฉิงเอ่ยถามคนตัวเล็กที่ยังขมวดคิ้วมุ่นตั้งแต่เห็นหน้าขององค์หญิงสาม เขารู้ว่าชิงหมินของเขามีความสามารถมาก เช่นนั้นเรื่องปัญหาที่เกิดจากการปลุกพลังธาตุหยินของนางจึงควรถูกมองออกแล้ว
“ขอรับ”
“อืม นี่เป็นเพียงอาการเริ่มต้นเท่านั้น นางเพิ่งปลุกพลังขึ้นมาได้และไม่รู้วิธีการควบคุม เผลอปล่อยพลังวิญญาณออกไปจนทำสัญญากับวิญญาณร้ายตนหนึ่ง แต่มันรู้ว่าพลังวิญญาณสูงกว่าคนเป็น จึงต้องการควบคุมร่างขององค์หญิงไว้”
“ควบคุมร่างหรือ?”
“ใช่ วิญญาณร้ายพวกนั้นจะควบคุมร่างและขับไล่วิญญาณที่แท้จริงออกไป เมื่อร่างกลายเป็นของพวกมันแล้ว หากสามารถหาพลังงานหยินมาเติมให้ตนเองได้ก็อยู่ในร่างไปอีกนาน แต่ถ้าไม่ได้...ก็แค่หลุดออกมาจากร่าง ทว่ามีพลังหยินเพิ่มขึ้นมาด้วย เรียกว่าเป็นการยกระดับวิญญาณของมันได้ด้วยการกระทำเช่นนี้”
“โหดร้ายไม่น้อย”
“อืม เพราะแบบนั้น...คนส่วนใหญ่ที่ปลุกพลังหยินได้จึงไม่ค่อยรอดตายกัน อย่างดีก็กลายเป็นคนเสียสติเพราะพลังวิญญาณเสียหาย” หวงซีเฉิงแค่นยิ้มออกมา
ก่อนหน้านี้เขาก็เหมือนกับคนเสียสตินั่นแหละ ดีที่พลังของเขาค่อนข้างมาก ทำให้พวกวิญญาณร้ายไม่อาจจะรบกวนเขาได้อย่างไรก็ตาม...นอกจากขั้นเริ่มต้นที่ต้องสร้างความแข็งแกร่งให้พลังวิญญาณของตนเองสามารถสู้กับพลังวิญญาณร้ายข้างนอกแล้ว ยังต้องเผชิญหน้ากับการแบกรับความเจ็บปวดและความรู้สึกของวิญญาณร้ายที่ต้องทำสัญญาด้วยอีก หลายคนรับไม่ได้กับความเจ็บปวดนี้ และเป็นเหตุผลให้ไม่มีผู้ใช้พลังหยินในรูปแบบที่เขาใช้
สำหรับหวงซีเฉิง เขาอาจจะโชคดีที่วิญญาณร้ายตนแรกนั้นเป็นวิญญาณของผีสาวบริสุทธิ์ ถึงจะเป็นความเจ็บปวดที่ต้องตาย แต่ก็ไม่ได้มีประสบการณ์ในชีวิตมากนัก นางเติบโตมาอย่างดีและพลาดท่าจมน้ำตายเองในคืนวันฝนตก วิญญาณตนนี้ไม่ได้มีความอาฆาตมาตร้ายใดๆ หากแต่นางเป็นวิญญาณที่ไม่รู้ว่าตนเองตายแล้วแค่นั้น
วิญญาณดีๆเช่นนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ และเขาไม่มีทางเปิดเผยความโชคดีนี้ของตนเองออกไป ไม่อย่างนั้น...อาจจะมีหญิงสาวบริสุทธิ์อีกมากที่จะกลายเป็นเหยื่อในการทดลอง
หวงซีเฉิงรู้ว่ามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังทำการทดลองเพื่อให้ได้เด็กๆผู้มีความสามารถในการควบคุมวิญญาณร้ายเหมือนกับเขา โชคชะตากรรมหลังจากปลุกพลังได้ช่างน่าสงสาร แต่เขาก็ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งวุ่นวายด้วย
สาเหตุที่เขาโชคดีเช่นนี้ยังต้องขอบคุณ “วิญญาณตนนั้น” ซีเฉิงไม่กล้าคิดว่าอีกฝ่ายคือมารดาผู้ล่วงลับของตนเอง แต่ในเมื่อนางได้มอบโอกาสในการมีชีวิตรอดให้แก่เขา ซีเฉิงยังคงทำเรื่องดีๆส่งให้นางในทุกครั้งเมื่อถึงวันครบรอบ อย่างน้อยๆ ขอให้วิญญาณที่นางได้ไปผุดไปเกิดแล้วได้มีชีวิตอยู่ที่ดี...
“เช่นนั้นองค์หญิงสามก็อาจจะไม่รอดใช่หรือไม่”
“ใช่ พลังวิญญาณของนางอ่อนแอ วิญญาณในร่างของนางแข็งแกร่งกว่า ถึงกับรับรู้ว่าที่จวนของเรามีพลังหยินมากที่สุด ดังนั้นมันจึงต้องการมาที่นี่เพื่อดูดซับพลังหยิน อันที่จริง...หากมันรอให้ครอบครองร่างกายขององค์หญิงสามได้สำเร็จแล้วค่อยมา มันก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จไม่น้อย”
หวงซีเฉิงคิด ที่มันพลาดท่าจนทำให้การควบคุมไม่สำเร็จเช่นตอนนี้ เป็นเพราะมันใจร้อน ยังไม่ทันจะควบคุมได้สมบูรณ์ก็มารนหาที่ตายที่นี่ คิดว่าตัวมันจะสู้กับวิญญาณที่ติดตามเขาได้หรือ? แน่นอนว่าไม่มีทาง!
ในขณะเดียวกัน ชิงหมินก็ถอนหายใจออกมา เขารู้จากในนิยายว่าผู้ที่ควบคุมพลังหยินเฉกเช่นที่หวงซีเฉิงผู้เป็นพระเอกทำได้นั้นมีน้อยมากๆ ดังนั้นเขาจึงเป็นเพียงคนเดียวในอาณาจักรเซินที่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้น...ตามเนื้อเรื่องเดิมแล้ว ผู้คนที่ใช้พลังหยินจากอาณาจักรใหญ่ ยังเคยเดินทางมาที่นี่เพื่อจัดการเขาเลย
เพื่อที่จะกลายเป็นผู้ครอบครองโลกใบนี้ ผู้ใช้พลังหยินจากต่างอาณาจักรต้องการจัดการผู้ใช้พลังหยินคนอื่นๆให้หมดไป เพราะถ้ายังมีคนใช้พลังหยินมาต่อสู้กับตน เช่นนั้นก็ต้องสู้ด้วยพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งกว่า ทว่า...อีกฝ่ายไม่ได้มีดีแค่เพราะเป็นผู้ใช้พลังหยิน ทว่าเป็นถึง “ว่าที่องค์จักรพรรดิ” องค์ต่อไป อำนาจในมือจึงมากล้น
แค่บี้มดแมลงตัวหนึ่งในอาณาจักรเซินไม่นับว่าเป็นอะไรได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้หวงซีเฉิงเติบโตและแข็งแกร่งเกินไป เขาใช้กำลังทหารเพื่อเตรียมมาทำลายอาณาจักรเซินให้สิ้นซาก
สงครามระหว่างอาณาจักรใหญ่สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว กว่าจะผ่านบททดสอบนั้นไปได้ก็กินเวลาเกือบสิบตอน นักเขียนบรรยายรายละเอียดมาก แต่ผู้อ่านอย่างพวกเขารู้สึกว่ายังไม่มากพอ คล้ายกับว่าตนเองได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ตอนนั้นจริงๆ ทั้งลุ้นระทึกและอยากให้ฝ่ายพระเอกเป็นผู้ชนะ
ซึ่งแน่นอนว่าสุดท้ายแล้วเขาชนะจริงๆ แต่ตอนนั้นก็เปลี่ยนให้พระเอกกลายเป็น “ปีศาจร้ายตัวจริง” ไปด้วย บทบาทของนางเอกในช่วงสงครามก็ไม่น้อย กระนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวกับสงครามใหญ่โตอะไร ถึงอย่างนั้น...เมื่อพระเอกกลายเป็นปีศาจร้ายตัวจริง ก็ได้นางเอกนี่แหละที่เรียกสติเขาให้กลับมาได้
เป็นบทที่แสดงถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของพวกเขาทั้งสองคนในฐานะพระเอกและนางเอก ทำเอานักอ่านที่เคยสงสัยว่าแท้จริงแล้วทั้งคู่ไม่ได้รักใคร่กันหรือไม่ อาจเป็นเพียงความเหมาะสมที่ทำให้พวกเขาแต่งงานกัน พระเอกไม่ได้มีใจต่อนางเอกอย่างแท้จริง ล้วนถูกปัดตกไปด้วยสถานการณ์นี้
นักอ่านต่างรู้ว่าถ้าพระเอกไม่รักนางเอกจริงๆ อย่างนั้นจะถูกเรียกสติกลับมาโดยอีกฝ่ายได้อย่างไร ดังนั้น...เหตุการณ์นี้จึงถือว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญสำหรับผู้ติดตามนิยายเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ และชิงหมินก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
วันนี้ คาดไม่ถึงเลยว่าจะมีเรื่องที่องค์หญิงสามของอาณาจักรเซินปลุกพลังธาตุหยินได้ และมาปรากฏตัวที่ตระกูลหวง ในนิยายไม่เคยมีสถานการณ์เช่นนี้ ชิงหมินไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ดูเหมือนว่าการมีผู้ใช้พลังธาตุหยินอีกคนก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย น่าเสียดายที่หวงซีเฉิงกล่าวว่า...องค์หญิงสามมีพลังวิญญาณที่อ่อนแอเกินกว่าจะสู้กับวิญญาณร้ายที่นางทำสัญญาด้วยได้
ที่เขาบอกว่าไม่เลวร้าย นั่นเพราะก่อนหน้านี้ ยามอาณาจักรใหญ่มาโจมตี องค์จักรพรรดิมีความคิดที่จะส่งหวงซีเฉิงให้กับอีกฝ่ายเพื่อตัดปัญหาด้วย ความเห็นแก่ตัวนี้ช่างทำให้นักอ่านจำนวนมากอยากจะเข้าไปฆ่าองค์จักรพรรดิทิ้งเสียเลย แต่ก็นั่นแหละ...ด้วยเหตุการณ์นี้ จึงเป็นเหตุการณ์เปลี่ยนผ่านขององค์จักรพรรดิในอาณาจักรเซินอย่างแท้จริง
หวงซีเฉิงไม่เคยปล่อยคนที่คิดทำร้ายตนเองเอาไว้ ในเมื่อองค์จักรพรรดิทอดทิ้งตนเองก่อน อย่างนั้นก็ต้องรับผลจากการตัดสินใจนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ถ้าเพื่อให้มีความยุติธรรมในการตัดสินใจมากขึ้น หากมีองค์หญิงสามอีกคนที่เป็นผู้ใช้พลังธาตุหยินในอาณาจักรเซิน อาจจะทำให้องค์จักรพรรดิชั่วคนนั้นไม่คิดส่งคนของตนเองให้ผู้อื่นง่ายๆ อย่างน้อย...องค์หญิงก็คือสายเลือดของพระองค์ใช่ไหม?
หรือบางที...อาจจะสามารถเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักรผ่านองค์หญิงผู้นี้ แต่ถ้าเลวร้ายขนาดที่จะต้องมีสงครามเกิดขึ้นจริงๆ อย่างนั้น...หวงซีเฉิงก็จะได้มีคนช่วยเขาต่อกรกับผู้ใช้พลังธาตุหยินของอาณาจักรศัตรู
เมื่อไม่ต้องแบกรับภาระการใช้พลังวิญญาณที่หนักอึ้งเกินไป เขาคงไม่เปลี่ยนเป็น “ปีศาจร้ายตัวจริง” ง่ายๆแล้ว เพราะชิงหมินเองก็ไม่รู้ว่าลำพังตัวเขา จะเรียกสติให้พระเอกกลับมาเป็นเหมือนเดิมเช่นที่ซือซือทำได้หรือไม่ อย่าลืมว่าตัวเขาไม่ได้มีออร่าของนางเอกที่ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จได้นะ...
“แล้วถ้าท่านช่วยนางจัดการควบคุมวิญญาณร้ายตนนั้นล่ะ”
“ไม่มีเหตุผลที่ควรจะช่วย”
“..........”
“แน่นอนว่าถ้าเจ้าต้องการ ข้าช่วยนางได้.......แต่การช่วยเหลือผู้อื่น อาจจะกลายเป็นปัญหาในภายหลัง องค์หญิงสามผู้นี้เป็นองค์หญิงที่เกิดจากองค์หญิงตัวประกันจากอาณาจักรต้าเจา หากอาณาจักรต้าเจารู้เรื่องนี้ อาจจะเรียกร้องให้ส่งตัวองค์หญิงสามกลับไป”
“สามารถเอาตัวประกันกลับไปได้ด้วยหรือ? นี่ไม่เท่ากับผิดกฎหรืออย่างไร นางเป็นบุตรีจากองค์หญิงตัวประกัน ทว่าก็เป็นสายเลือดขององค์จักรพรรดิด้วย”
“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก”
“..........”
“องค์หญิงตัวประกันผู้นี้มาเพื่อเป็นตัวประกันจริงๆ นางไม่ได้กลายเป็นสตรีของใคร ทั้งยังตั้งครรภ์มาก่อนที่จะถูกจับมาด้วย”
“อะไรนะ ถ้าอย่างนั้น...ทำไมต้องให้องค์หญิงผู้นี้มาด้วย อาณาจักรเซินสามารถเลือกองค์หญิงที่ยังบริสุทธิ์อยู่ หรือจะเลือกองค์ชายมาก็ได้ไม่ใช่หรือ?”
“เพราะนางมีพลังที่ทำให้อาณาจักรเซินต้องควบคุมให้ดี พลังของนางก็คือ “การหยั่งรู้ดินฟ้าอากาศ” ด้วยพลังนี้ สุดท้ายแล้วจึงได้ช่วยเหลืออาณาจักรเซินหลายต่อหลายครั้ง องค์จักรพรรดิจึงได้มอบตำแหน่งองค์หญิงสามของอาณาจักรเซินให้กับบุตรีของนาง”
หวงซีเฉิงเล่าเรื่องความเป็นมาของสองแม่ลูกที่ไม่ได้มีสายเลือดของคนในอาณาจักรเซินเลย หากเป็นเช่นนี้จริง อย่างนั้นก็เท่ากับว่าพวกนางจะกลับไปอาณาจักรเมื่อไรก็ได้แล้ว ด้วยการมอบตำแหน่งองค์หญิงสามให้ ไม่ได้แปลว่าจะจับขังองค์หญิงสามไว้ที่อาณาจักรเซินได้ตลอดไป
ชิงหมินเข้าใจสถานการณ์ก็ทำได้เพียงปล่อยให้เรื่องนี้เป็นไปตามชะตาลิขิตเท่านั้น หากนางมีชะตากรรมว่าควรจะรอดตาย อย่างนั้นก็คงจะรอดตายเอง
“อันที่จริง ข้าก็สนใจที่จะร่วมมือกับอาณาจักรต้าเจาอยู่...” เมื่อเห็นว่าคนรักถอนหายใจออกมาเช่นนี้ ซีเฉิงก็เปรยๆความคิดของตนเองขึ้นมา
อาณาจักรต้าเจานั้นไม่ได้แย่ พวกเขามีเนื้อที่ติดกับทะเลมากที่สุด ดังนั้นทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นเกลือทะเลหรือสัตว์ทะเลพวกเขาจึงมีอยู่ในมือมาก ขณะที่อาณาจักรเซินมีพื้นที่เพาะปลูกและมีภูเขาเยอะ สมุนไพรในอาณาจักรเซินก็ถือว่าเยอะกว่าอาณาจักรอื่นๆ ข้อเสียของพวกเขาก็คือการที่มีกลุ่มชาติพันธุ์มากมายที่ยังไม่เข้าร่วมเต็มตัวกับอาณาจักรเซิน ทำให้การพัฒนาพวกเขาเพื่อเป็นประโยชน์นั้นยังไม่เข้าที่
อีกทั้งยังมีหลายครั้งที่ต้องปะทะกันให้เกิดความเสียหาย ในอนาคต หากแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ พวกเขาก็จะได้ใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบนี้อย่างแน่นอน
ตอนนี้ หากทำให้องค์หญิงสามกลายเป็นพวกพ้องที่เชื่อใจได้ นางกลับไปยังอาณาจักรต้าเจาก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย คนที่มีพลังหยินย่อมได้รับสิทธิเสียงในอาณาจักรอยู่บ้าง ให้นางเป็นตัวกลางในการเจรจาก็น่าจะดี เพียงแต่...จะเชื่อใจนางได้อย่างไร หากกลับไปแล้วทรยศกันในภายหลัง สิ่งนี้ควรจะเป็นปัญหาแน่
“เรื่องนี้ควรใช้เวลาคิดให้มาก แต่องค์หญิงสามเหลือเวลาไม่มากแล้ว นี่คือปัญหา” หวงซีเฉิงกล่าว
“ถ้าอย่างนั้น ปรึกษาท่านปู่ดีหรือไม่” ชิงหมินหันกลับไปถาม
หลังจากที่กลับจากจวนคนสูงวัยแล้ว ชิงหมินก็ยิ่งนับถือชายชรามากขึ้น ในระหว่างการพูดคุยไม่กี่คำ นอกจากการทะเลาะกับหลานชายของตนเองแล้ว คำสั่งสอนของอีกฝ่ายก็มีประโยชน์มากเหมือนกัน ชิงหมินรู้ได้ทันทีว่าชายชราผู้นี้แหละคือไพ่ลับของพวกเขา
แต่หวงซีเฉิงกลับส่ายหน้า...
“ท่านปู่เกลียดชังคนอาณาจักรต้าเจา ถ้าถามเรื่องนี้...เขาต้องตัดสินใจอย่างมีอคติ”
“เกลียดชังอาณาจักรต้าเจาหรือ?”
“ใช่ เพราะปัญหาความขัดแย้งในยุคที่ท่านปู่เป็นแม่ทัพใหญ่ ทำให้ต้องไปต่อสู้กับคนของอาณาจักรต้าเจาบ่อยๆ ไม่มีเวลาอยู่กับท่านย่า ท่านปู่จึงโทษว่าเป็นความผิดของทางนั้น”
“โอ้...เป็นเช่นนี้” ชิงหมินถอนหายใจออกมา ในเมื่อมันยุ่งยากนัก อย่างนั้นก็ช่างมันไปเสียก็แล้วกัน
“เจ้าบอกว่าอีกไม่กี่วันนี้จะไปที่ห้องตำราระดับสูงของพระราชวัง และอ่านตำราหวงจื่อหรือไม่”
“อืม ใช่แล้ว”
“ถ้าอย่างนั้น ก็ใช้เวลาที่นั่นให้ดี ข้าจะประคองอาการขององค์หญิงสามก่อน หากนางอ่อนแอเกินก็เป็นเพราะนางเลือกเอง แต่ถ้านางยังอยู่ได้นานอีกหน่อย เจ้าอาจจะได้ความรู้อะไรกลับมาบ้าง...”
ชิงหมินตัวเกร็งขึ้นเล็กน้อย ใครๆก็คาดหวังว่าเขาจะเข้าใจตำราหวงจื่อนั่นจริงๆ ไม่ใช่ว่าตำราหวงจื่อนั้นแม้แต่นักปราชญ์ก็ยังเข้าใจไม่ได้หรอกหรือ? เช่นนี้จะมาเอาอะไรกับคนไร้ปัญญาเช่นเขากันล่ะ
ตอนนี้เขามีเรื่องคุณหนูสวี่ แล้วยังมีเรื่ององค์หญิงสามเข้ามาอีก ชิงหมินรู้สึกว่าตนเองคงจะรับความกดดันเหล่านี้ไม่ไหว
แปะ...
ราวกับรับรู้ความในใจ หวงซีเฉิงแตะหลังเล็กๆของชิงหมินเบามือ
“อย่ากังวลไป ทุกเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ทุกคนล้วนแต่ต้องไปในเส้นทางของตนเอง เจ้าเพียงอ่านตำราให้สนุกก็พอ” หวงซีเฉิงหัวเราะออกมา รู้สึกเอ็นดูชิงหมินตัวน้อยอยู่บ้าง
“ไม่ใช่ว่าเจ้าเก่งที่สุดหรอกหรือ? การปล่อยให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตของตนเองน่ะ ... เดี๋ยวข้าจะเตรียมขนมและชาไปให้มากหน่อย กินดื่มและอ่านตำราให้สนุกเล่า” เขายังพูดอีกประโยค เมื่อได้ยินว่าคนข้างกายแท้จริงแล้วไม่ได้คาดหวัง ชิงหมินก็หัวเราะออกมาบ้าง
“แน่นอน แล้วก็อย่าลืมอาหารกลางวันของข้าด้วยล่ะ”
“ได้” ทั้งสองคนมองหน้ากัน เข้าใจกันและกันเป็นอย่างดี ชิงหมินเพิ่งรู้ว่าการที่มีใครสักคนรู้จักตนเองดีมากเช่นนี้ แท้จริงแล้วเป็นเรื่องดีที่สุดเลย
……………………………….