บทที่ 24 หลอกเด็ก
จ้าวอิ้งหงใ “เธอไม่เพียงแต่นับเลขได้ แต่ยังอ่านหนังสือออกอีกด้วย?”
ไป๋อวี้รู้สึกสับสนเล็กน้อย “อ๋อ ใช่ มันแปลกเหรอ?”
“แปลกมาก จะไม่ให้แปลกใจได้ยังไงเล่า มีคนไม่กี่คนในทีมของเราอ่านออกเขียนได้ แทบจะมีอย่างน้อยก็พ่อฉัน หลี่ิ และต้าซาน”
ไป๋อวี้ใ “อ่า? ฉินต้าซาน?”
“ไม่รู้เหรอว่าผู้ชายของเธอน่ะ นอกจากชอบความแข็งแรงแล้วยังอ่านหนังสือออกด้วย?” จ้าวอิ้งหงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ตอนพวกเรายังเด็ก เขาเรียนเก่งที่สุด”
จ้าวอิ้งหงเป็เด็กกำพร้าที่ครอบครัวจ้าวรับเลี้ยง เมื่อเธอโตขึ้นก็กลายเป็ลูกสะใภ้ พูดได้ว่าเธอเติบโตมาพร้อมกับฉินต้าซาน
อย่างไรก็ตามจำนวนคนไม่รู้หนังสือในฉินเจียถุนอยู่ในระดับสูง ไม่ใช่เพราะที่นี่ไม่มีโรงเรียน แต่เป็เพราะการเดินทางก่อนหน้านี้ยากลำบาก
ก่อนหักร้างถางพง หากเด็ก ๆ ในชนบทเดินเล่นก็อาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้
จ้าวอิ้งหงหัวเราะเมื่อหวนนึกถึงอดีต “บางครั้งตอนอยู่ที่โรงเรียนผู้ชายของคุณก็เป็คนเดียวในชั้นเรียน แม้แต่ครูก็ไม่สบายใจเช่นกัน ถ้าเขาไม่มาก็จะไม่มีการเรียนการสอน แต่ใครจะรู้เล่าว่าเขาจะมาตลอด”
ไป๋อวี้เบิกตากว้าง “รักเรียนขนาดนั้นเลย?”
“ทำไมถึงรักเรียนน่ะเหรอ” จ้าวอิ้งหงเอ่ยสมทบ “เขาก็แค่กล้าหาญมาก ไม่กลัวหมาจิ้งจอกหรือหมูป่า อีกอย่างการไปโรงเรียนก็ไม่เสียเงิน ฉันยังจำได้อยู่เลยว่าตอนนั้นเขาอายุเท่าไหร่เอง บางครั้งกลับจากโรงเรียนเขาก็เอาหมูป่าตัวเล็กกลับมาด้วย”
ไป๋อวี้พูดไม่ออก
เหตุผลของการเรียนหนังสือนั้นมีมากมาย และเป็ครั้งแรกที่เธอได้ยินว่ามีคนไปเรียนทุกวันเพราะพวกเขากล้าหาญ
เธอไม่สนใจจะถามเกี่ยวกับเื่ฉินต้าซานอีกต่อไป เพียงแต่บอกจ้าวอิ้งหงว่า “ฉันตกลงกับเขาแล้วว่าจะเลี้ยงไก่จำนวนหนึ่ง ต้องหาช่างไม้เพื่อมาทำโต๊ะให้ด้วย และยังต้องไปร้านสหกรณ์เพื่อซื้อของ”
จ้าวอิ้งหงได้ยินสิ่งนี้แล้วมีความสุขมาก “ยอดเยี่ยมที่สุด ถ้าเธอจัดการเื่พวกนีัได้ ชีวิตของเธอก็จะดีขึ้น”
ปัจจุบันการเลี้ยงไก่นั้นจะเลี้ยงได้ตามจำนวนคน ครอบครัวของพวกเขาสามารถเลี้ยงได้ 4 ตัว ไป๋อวี้ทำการลงทะเบียนกับจ้าวอิ้งหง และ้าแม่ไก่ 3 ตัว
จ้าวอิ้งหงสามารถเขียนตัวอักษรง่าย ๆ ได้ และทำการลงทะเบียนง่าย ๆ ด้วยการใช้คำว่า ‘นก’ แทน ‘ไก่’
เธอยังแนะนำไป๋อวี้ด้วย “ฉันจะให้แม่ไก่ที่พร้อมจะวางไข่สามตัวกับเธอ พรุ่งนี้พวกเราจะได้กินไข่ไก่แล้ว เธอยังต้องเชือดไก่ตัวผู้ที่บ้านให้เร็วที่สุด ฉันจะให้ไก่ตัวผู้กับเธออีกตัว”
สองพ่อลูกตระกูลฉินี้เีเกินกว่าจะฆ่าไก่ อีกทั้งในบ้านก็ไม่มีปัญหาการขาดแคลนเนื้อ ไก่จึงรอดชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้
“อ่า น่าวจงเหรอ เก็บน่าวจงไว้จะดีกว่า ไม่เป็ไรหรอก” ไป๋อวี้เอ่ย
น่าวจงก็คือชื่อที่เธอตั้งให้เ้าไก่ตัวนั้น
จ้าวอิ้งหงครุ่นคิด ไม่เป็ไร เก็บไว้ใช้เป็นาฬิกาปลุกก็ยังดี
หลังจากลงทะเบียนแล้วก็บอกกับไป๋อวี้ว่า “ตอนบ่ายฉันจะส่งคนไปที่กองหนุน ตอนเย็นจะส่งไปให้เธอที่บ้าน”
“ฉันก็อยากไปเหมือนกัน” ไป๋อวี้พูด “ฉันต้องซื้อของบางอย่าง”
จ้าวอิ้งหงเข้าใจและรู้ว่าเธอ้าซื้อชุดชั้นในหรือของใช้ประจำวัน
“เสี่ยวซู่ นำไปขึ้นรถแล้วพาแม่ไปที่นั่น เสี่ยวกั่วไม่ต้องตามไปหรอก อยู่กับป้าที่นี่แหละ”
แต่วันนี้เธอไม่สามารถเอาไก่กลับมาได้ ฉะนั้นต้องรอถึงวันพรุ่งนี้
จ้าวอิ้งหงดูเหมือนว่าจะมาที่นี่เพื่อช่วยไป๋อวี้ดูแลลูก
จริง ๆ แล้วเธอแค่อยากอยู่เล่นกับเ้าตัวน้อยสักพัก
ความคิดที่แสร้งทำเป็ให้บริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ส่วนตัวนี้ ไป๋อวี้ก็ไม่เคยพบเคยเจอเช่นกัน และก็รู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาจะไหล
“ดีไปเลย ฉันกำลังกลัวจะดูแลเธอไม่ไหวพอดีเลย!”
ฉินเสี่ยวซู่ลังเลเล็กน้อย “เธอขี่ม้าไปเองไม่ได้เหรอ!”
ไป๋อวี้ถลึงตาใส่เขา
“...เอาล่ะ ใครให้แม่เธอสอนเธอไม่ดีล่ะ ท่าดีทีเหลวสุด ๆ แค่ขี่ม้าก็ทำไม่ได้”
ฉินเสี่ยวซู่สาปแช่งและวิ่งหนีหางจุกตูดไป
เวลานี้ม้าและล่อทั้งหมดในหมู่บ้านถูกพ่อของเขาปล่อยไปแล้ว
ฝนตกหนักมากจนม้าและล่อหลายร้อยตัวในหมู่บ้านไม่ได้หยุดทำงาน และพวกมันก็กำลังจะขาดอาการหายใจตาย
ฉินเสี่ยวซู่วิ่งออกไปนานแล้ว
ไป๋อวี้คุยกับจ้าวอิ้งหงและบอกกับเธอว่าอยากทำชั้นวางง่าย ๆ
“แล้วทำไมเธอถึงหาช่างไม้ล่ะ” จ้าวอิ้งหงถาม “ฉันคิดว่าเธออยากจะสร้างบ้านหลังเล็ก ๆ เสียอีก ถ้าจะทำแค่ชั้นวางเธอไม่จำเป็ต้องจ่ายเงิน”
ปกติแล้วคนในหมู่บ้านที่้าสร้างบ้านหรือเครื่องไม้ชิ้นใหญ่ถึงจะไปหาเขา
ช่างไม้คนนั้นอารมณ์ไม่คงที่และมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด
ไป๋อวี้ถามอย่างสงสัย “งั้นปกติแล้วทำยังไงล่ะ?”
“ให้ผู้ชายที่บ้านทำ” จ้าวอิ้งหงตอบ “ถ้าของชิ้นนั้นไม่ได้ทำยาก เสี่ยวซู่ก็ทำได้เหมือนกัน”
“วัสดุล่ะ?” ไป๋อวี้ถาม
“ตัดต้นไม้ ไสเปลือกไม้” จ้าวอิ้งหงพูด “ฉันจะไปที่บ้านช่างไม้หลู่ขอยืมอุปกรณให้เธอ”
แล้ว...
ตอนที่ฉินเสี่ยวซู่กลับมา เขาเห็นไป๋อวี้ยิ้มกว้างจนหน้าบาน
“เสี่ยวซู่ คืนนี้ฉันจะทำเนื้อแกะย่างให้เธอกินเอาไหม? ป้าอิ้งหงบอกว่ามีเนื้อแกะขายที่สหกรณ์อยู่”
ฉินเสี่ยวซู่ตอบกลับทันที “อยากสิ แต่อย่าใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายล่ะ”
จ้าวอิ้งหงสถบมาประโยคหนึ่ง “เ้าเด็กบ้า ทำไมถึงพูดกับแม่แบบนั้น?”
จ้าวอิ้งหงกังวลว่าไป๋อวี้จะรู้สึกว่าฉินต้าซานกำลังสร้างเกราะป้องกันเธออยู่ ทำให้ไป๋อวี้มีชีวิตอย่างยากลำบาก
ป้องกันย่อมต้องทำอยู่แล้ว แต่จะให้พูดออกมาตรง ๆ ก็ไม่ได้หรือเปล่า
ไป๋อวี้ไม่โกรธเลยสักนิด ใบหน้ายังเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
“ไม่นะ ฉันช่วยพ่อของนายประหยัดเงินได้มาก ฉันจะเอาเงินนี้มาซื้อเนื้อแกะให้นาย”
ฉินเสี่ยวซู่พูดอย่างจริงจัง “รู้วิธีประหยัดเงินก็ดีแล้ว”
เขาไม่รู้หรอกว่าไป๋อวี้เอาใจใส่เขาอยู่ตลอด
……
ไป๋อวี้ขึ้นเกวียนไปที่ร้านสหกรณ์ขนาดเล็กเพื่อซื้อของต่าง ๆ ระหว่างทางก็เริ่มวางแผน ก่อนออกจากบ้านเธอวางแผนจะซื้อชุดชั้นใน ชุดนอน 1 ชุด ผ้าเช็ดตัว 2 ผืน ฯลฯ
นอกจากนี้ต้องชั่งน้ำหนักลูกแกะและซื้อไข่สิบฟอง
แต่ตอนนี้เธอ้าตั๋วและเงินสำหรับซื้อของ เมื่อเธอมาถึงก็ใช้เวลาสิบนาทีเพื่อดูว่าคนอื่นซื้ออย่างไร จากนั้นเดินตรงไปยังเป้าหมายทันที
ร้านสหกรณ์ขนาดเล็กแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับหน่วยยุวชน โดยปกติจะจัดหาสิ่งของส่วนใหญ่ให้กับยุวชนและคนจากสถาบันวิจัย
ของในสหกรณ์แห่งนี้มีน้อยจริง ๆ ทุกอย่างล้วนแต่เป็ของใช้จำเป็ในชีวิตประจำวัน แต่พนักงานขายมีทัศนคติที่ดี ไม่เย่อหยิ่งเหมือนคนในเมือง
ไป๋อวี้กำลังคิดว่าจะกลับมาที่นี่อีกครั้งในอนาคต ตอนนี้เธอหลอกให้ฉินเสี่ยวซู่ตัดต้นไม้ก่อน
หลังจากซื้อของเสร็จแล้วเธอก็ถือข้าวของพะรุงพะรังกลับไป
ขณะที่ฉินเสี่ยวซู่กำลังนั่งอยู่บนเกวียนล่อและเหวี่ยงแส้อันน้อยไปมา “มองหาอะไรอยู่! เธอเป็แม่ของฉัน! ห้ามมองเด็ดขาด!”
เขาเองก็กระวนกระวายไม่น้อย
เหตุผลหลัก ๆ คือผู้หญิงคนนั้นสวยเกินไป ทั้งยังดูมีชีวิตชีวาจนสะดุดตามาก ยุวชนชักชวนกันออกมาและเอาแต่จ้องมองหล่อน
ลุงเสี่ยวซู่ผู้นี้หงุดหงิดมาก!
ไป๋อวี้รีบกลับพร้อมถือของมากมายในมือ เมื่อได้ยินดังนั้นก็ะโบอกเขา “ลูกชาย! แม่กลับมาแล้ว!”
ฉินเสี่ยวซู่โกรธมากจนเกือบตกรถ
ไป๋อวี้หัวเราะเริงร่าและเร่งเร้าเขา “รีบไปเถอะ รีบไป! ที่บ้านยังมีงานให้ทำอีกมาก!”
ฉินเสี่ยวซู่เป็เพียงเด็กอายุ 8 ขวบ เขาบังคับเกวียนให้เธอนั่งพร้อมทั้งพูดด้วยความโกรธ “เธอบอกว่าจะหัดขี่ม้าด้วยตัวเองใช่ไหม! คนอะไรโตขนาดนี้แล้วยังขี่ม้าไม่เป็อีก”
ไป๋อวี้พูดอย่างไม่ใส่ใจ “มีเวลาว่างค่อยเรียน มีเวลาว่างค่อยเรียน”
“จะรออะไรอยู่เล่า กลับไปฉันจะสอนเธอเอง”
“ไม่ได้ ๆ ตอนนี้ฉันกำลังยุ่ง เธอเองก็ยุ่งเหมือนกัน เธอต้องช่วยฉันตัดต้นไม้ ต้องช่วยฉันไสเลื่อยไม้ด้วย”
ฉินเสี่ยวซู่ตกตะลึง “ฉัน?! ทำไมล่ะ!”
[1] น่าวจง แปลว่า นาฬิกาปลุก