ตอนที่สามสิบสอง ไม่ใช่อาจารย์ที่ดี
ผมใช้เส้นลมปราณในสมอง ตามหลักการของ อัลฟ่าโกะของอสูรผมแดงแดนไซฮก
จดจำ
แยกแยะ
รวมหมู่
สังเคราะห์ขึ้นมาใหม่
และสุดท้ายความคิดสร้างสรรค์
สุดขอบที่เหนือกว่าการแยกแยะและสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่คือความคิดสร้างสรรค์
ที่อัลฟ่าโกะ ยังอาจจะมีจุดอ่อนอยู่ในช่วงแรกๆที่เจอกับมนุษย์ แต่ความสามารถในการคำนวณตามสูตรนั้น คอมพิวเตอร์ สมองกลนั้นนำหน้ามนุษย์ไปนานแล้ว
และเส้นสายลมปราณของผมก็ใช้เพื่อเพิ่มพูนขีดความสามารถในการคำนวณของผมให้สูงขึ้นไปอีกขั้นจากโลกเดิมที่ผมฝึกคณิตศาสตร์ ตรรกศาสตร์และการคำนวณในโรงเรียนมากกว่าสิบปี
ด้วยวิธีการทางสมองของผมที่ฝึกควบคุมกระแสไฟฟ้ามา
เคล็ดวิชาแล่นไปมาในหัวของผมอย่างชัดเจนไม่ขาดตอน
เข้าใจง่ายกว่าการอธิบายของอี้จิงอีก
เน้นการใช้หลักตรรกะและแนวคิดทางการคำนวณ
นี่คือมุก”เจ้ามีวาสนากับวิชานี้” ตามนิยายสินะ
แต่วาสนานั้นก็เกิดขึ้นเพราะผมเลือกนักพรตคิ้วขาวนั่นล่ะ
เพราะจากเนื้อเรื่อง แกออกสไตล์”ข้าคำนวณได้ว่า ตะวันออกมีจุดอ่อนในกระบวนท่า..วารีกดข่มไฟแต่ส่งเสริมไม้..”
ไม่รู้เป็นไง คนเขียนเกลียดวิชาคำนวณเลยเอาบุคลิกของอาจารย์คณิตศาสตร์ที่ตนเองเกลียดมาใช้ในการเขียนนักพรตคิ้วขาวหรือเปล่าหว่า?
ผมโขกศีรษะขอบคุณนักพรตคิ้วขาว
“ขอบคุณอาจารย์ที่ประทานวิชา”
นักพรตคิ้วขาวกลับยิ้มมุมปาก
“วะ ฮา ฮา ฮา ข้ากะจะกลั่นแกล้งเจ้าโดยให้สลบจากการถ่ายทอดวิชาที่ซับซ้อน แต่ดูท่าทางเจ้าจะถ่อมตนต่อหน้าข้า คนมีความฉลาดธรรมดา ไหนเลยสามารถรับทราบเคล็ดวิชานี้ได้โดยไม่สลบไปก่อนได้? ป่านฉะนี้เจ้าคงสลบหรือไม่ก็สับสนเกิดการอาเจียนเสียกิริยาไปแล้ว วะ ฮา ฮา ฮา”
นักพรตคิ้วขาวจ้องมองที่ผมยังสภาพดีดีอยู่เนื่องจากท่าทางคนในโลกนี้ไม่น่าจะเคยชินกับภาพเคลื่อนไหวสามมิติ
ผมนั้นเก่งไม่เท่าอี้จิงในเรื่องการตีความเคล็ดวิชา แต่ผมฝึกการบริหารสมองไว้มากกว่าอี้จิงมาก
ไม่ใช่เพาระตั้งใจปกปิดอี้จิง แต่อี้จิงพออธิบายว่าอะไรอยู่ในสมองและเส้นเลือดก็ทำท่าหวาดกลัว
งงจริงๆ
ทั้งที่เดินลมปราณที่ควรจะเดินผ่านอวัยวะภายในทำได้ แต่พอบอกเรื่องรายละเอียดของเส้นเลือดกลับกลัว?
หรือนี่ก็คือจุดอ่อนของนางเอกอีกอย่าง?
“งั้นลองอ่านนี่ดูสิ”
ในภาพม้วนคัมภีร์นั้นชวนลายตา..หากเป็นคนทั่วไปของยุคนี้ล่ะนะ
มันคือภาพที่หากคนเพ่งแบบธรรมดาก็จะทำให้มึนหัวนั่นเองและเกิดความสับสน
ซึ่งใช้ไม่ได้ผลกับคนที่ฝึกจ้องภาพสามมิติและได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพสมองด้วยพลังลมปราณอย่างผม
ตอนนี้ในหัวของผมเรียกว่ามีเส้นลมปราณที่คอยช่วยเสริมสติปัญญาในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลอยู่
ตามแบบแนวอัลฟ่าโกะ
ที่ตอนแรกผมคิดว่าผมจะลองเปลี่ยนสมองของผมออกแนววิเคราะห์แบบคอมพิวเตอร์แบบในแนวปราณยุทธบางเรื่องที่มีชิปคอมพิวเตอร์ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลวิชาและผมก็ค้นพบว่าการให้วิเคราะห์นั้นมีข้อจำกัด
ที่ผมทำเลยใช้อีกแนวทางหนึ่งแบบอีลอน มักส์ทำ
คือการใช้เส้นลมปราณเสริมสร้างสติปัญญาของมนุษย์ augment intelligence
ไม่ใช่เอาสมองกลมาแทนที่สมองมนุษย์
แต่เอาสมองกลมาช่วยเหลือให้สมองของมนุษย์มีประสิทธิภาพดีขึ้นมากกว่าเดิม
ไม่ได้ประชันขันแข่งแต่อยู่ร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม
ช่างเป็นแนวคิดที่ไร้เดียงสาราวกับเด็ก แต่คือแนวทางเดียวที่ผมมี
ผมพบจุดอ่อนของแนวคิดของผมในตอนแรกตอนที่คิดถึงอัลฟ่าโกะ
ตอนแรกคิดว่าจะปรับเปลี่ยนเส้นประสาทของผมให้เป็นแบบคอมพิวเตอร์
ตอนหลังจึงคิดว่าสมองของคนเราต่างจากคอมพิวเตอร์
ทำให้กลายเป็นแบบคอมพิวเตอร์อาจส่งผลที่ผมไม่คาดคิดได้
ดังนั้นช่วยเสริมสร้างสิ่งที่มีอยู่แล้วโดยไม่เปลี่ยนโครงสร้างเดิมน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า
การพัฒนาสมองโดยการให้มองภาพสามมิติ ความทรงจำ การวิเคราะห์สังเคราะห์ข้อมูลและความคิดสร้างสรรค์จึงได้เริ่มขึ้น
ซึ่งประสบผลสำเร็จกว่าการสร้างสมองที่ทำงานอย่างคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก
แทนที่จะเปลี่ยนโครงสร้าง ก็พัฒนาและเสริมโครงสร้างที่มีอยู่ให้มีปริทธิภาพมากขึ้น
ไมได้เปลี่ยนสมอง แต่เสริมความสามารถมากขึ้นกว่าเดิม
“ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ประทานเคล็ดวิชา”ผมคำนับอย่างนอบน้อม
นักพรตคิ้วขาวสีหน้ากลับอึ้งไป
มุมปากสั่นกระตุก
“ฮาช่างน่าสนุกสนานนัก”
ในมือกลับมีหยกอีกแผ่นหนึ่ง
“ข้าอยากรู้นักว่าเจ้าจะสามารถรับเคล็ดวิชาที่ต้องอาศัยคนฉลาดคำนวณได้อีกสักเท่าไรกัน?”
นักพรตคิ้วขาวทำท่าเหมือนจะลืมตัวไปแล้ว
ในโลกนี้มันมีแต่คนเสียสติหรือไงนะ
หรือผมเข้ามาเปิดอีเวนท์ เจอเหตุการณ์ “ผู้อาวุโสประหลาดประจำยุทธจักร จับพระเอกเป็นหนูลองวิชา”เข้าซะแล้ว
ในหัวมีภาพของกระบวนท่าและการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนพุ่งเข้ามาในหัวของผมอีกครั้ง
ผมตอบรับด้วยการค่อยย่อยสลายข้อมูลด้วยการเดินลมปราณ จัดหมวดหมู่ความคิดในสมอง
แบ่งการรับรู้เหตุการณ์เป็นห้ามิติ
สามมิติแรก
มิติที่สี่คือความเร่ง
มิติที่ห้าคือการเวลา
หากคนทั่วไปรับข้อมูลโดยขาดความเคยชินในการมองภาพสามมิติหรือภาพเคลื่อนไหวอย่างนี้คงเวียนหัวไปแล้ว
หากเปรียบเปรยกับเนื้อหาในหน้ากระดาษ
ที่พุ่งมาอีกครั้งก็ประมาณ54 หน้ากระดาษเอสี่
ทำให้ผมก่อนหน้าที่จะฝึกวิชาคงจะมึนงงอยู่
แต่หลังจากฝึกวิชาแล้วเป็นอะไรที่ผมพอรับได้
ห้าสิบสี่หน้าและการเคลื่อนไหวต่างๆนั้น
คือการเดินลมปราณและการปล่อยกระบวนท่า ที่สามารถดัดแปลงออกมาได้อีกประมาณ สองหมื่นกว่ารูปแบบได้
แต่ในหัวของผมจินตนาการเป็นภาพห้ามิติ สามารถจัดเรียบเรียงข้อมูลที่มีในหัวได้อย่างง่ายดาย
“ขอบคุณอาจารย์ที่ส่งเสริม” ผมคุกเข่าลงอีกครั้ง
นักพรตคิ้วขาวถลึงตา
กดหยกอีกครั้งและเอาตราหยกหลายสิบชิ้นมากองเต็มโต๊ะ
“ข้าจะดูว่าเจ้าจะสามารถรับวิชาได้อีกมากแค่ไหนกัน หากเจ้าสามารถรับรู้กระบวนท่าเหล่านี้ได้ทั้งหมด ข้าจะยอมยกยาวิเศษของข้าให้เจ้าเลย”
ต่อจากนั้นผมอยากจะบอกว่าเป็นเหตุการณ์ที่หวาดเสียวแบบเดียวกับแนวทางการฝึกวิชา
แต่สำหรับที่ผมลองรับข้อมูลและจัดระเบียบข้อมูลแล้ว
การรับรู้แนวทางวิชาที่มาจากคำนวณของสายเดียวกันนั้นยิ่งง่ายขึ้นเรื่อยๆ
เหมือนกับโปรแกรมและความทรงจำของคน อะไรที่เคยคำนวณผ่านไปแล้วก็สามารถที่จะจำได้ อะไรที่ทำผ่านแล้วง่ายก็จะง่ายขึ้นในครั้งต่อไป
นักคณิตศาสตร์ตัวจริงถึงได้บอกว่าโจทย์ทางคณิตศาสตร์ที่แท้จริงนั้น ปัญหาคณิตศาสตร์ ไม่ใช่ปัญหาที่จะใช้สูตรแทนที่ได้
เคล็ดวิชาคำนวณไท้ซัวของสำนักนี้คือการคำนวณกระบวนท่าต่างๆ พลังลมปราณ การตอบโต้วิชาต่างๆ
จากตอนแรกที่ผมใช้เวลาย่อยวิชาประมาณห้านาที
พอมาถึงวิชาสุดท้ายที่ดูเหมือนซับซ้อนที่สุด
กลับกลายเป็นง่ายที่สุดและใช้เวลาน้อยที่สุดสำหรับผมแค่รับแสงจากหยกเข้ามาที่สมองก็สามารถเข้าใจได้ทั้งหมดเพียงเสี้ยววินาทีเดียว
นักพรตคิ้วขาวกล่าวว่า
“วารีเกิดจากไฟ น้ำสะกดข่มไม้..”
“ดินก่อเกิดทอง ลมส่งเสริมไฟ” ผมกล่าวต่อให้จบประโยค
แต่นักพรตคิ้วขาวอุ้มผมด้วยแสงแขนที่ชูขึ้นสูงๆ
“ช่างเป็นเด็กที่ชาญฉลาดนัก หงซิ่วฉวนเอ๋ย เจ้ามีผู้สืบทอดแล้ว”
นักพรตคิ้วขาวทิ้งแส้ปัดสีขาวและอุ้มผมไปมาทั่วห้อง เสียกิริยาของนักพรตอาวุโสอย่างยิ่ง
เอ๊ะ หรือว่า นักพรตคิ้วขาวมีนิสัยเหมือนอาจารย์คณิตศาสตร์จริงๆ
ที่พอเด็กไม่สนใจก็จะโมโห ไม่พอใจที่จะสอน
พอเด็กสนใจสามารถทำโจทย์ที่ต้องการได้ ก็จะลำเอียงเอาใจศิษย์คนนั้น?
ไม่ใช่นิสัยของอาจารย์ที่ดีนะนั่น
..