แสงเช้าจางจางของฤดูหนาวทอดตัวลงบนหลังคาไม้ของเรือนใหญ่แห่งสกุลซ่งขณะที่ม่านหมอกบางเบายังคงปกคลุมแนวเนินเขารอบเมืองซางอวิ๋นฉู่เหยียนก้าวออกจากเรือนรับรองพร้อมเฉินไป๋ร่างสูงในชุดพ่อค้าเรียบง่ายสะพายกระบอกไม้ไผ่ใบเล็กซึ่งบรรจุแผ่นตัวอย่างใบชาและสมุดบันทึกที่เขาเขียนไว้ตลอดหลายวันที่ผ่านมา
“วันนี้ข้าจะไปตรวจโรงชาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้”เขากล่าวเรียบ ๆ
“โรงชานั้นอยู่ติดเส้นทางค้าหลักและมีข่าวว่ามีพ่อค้าเร่แปลกหน้าผ่านไปมา”
“ขอรับนายท่าน”เฉินไป๋พยักหน้ารับเขาเดินตามอยู่ครึ่งก้าวพลางมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง ระหว่างทางนั้น ฉู่เหยียนพบกับคหบดีซ่ง โดยบังเอิญ ที่ลานด้านหน้าเรือนใหญ่บุรุษเ้าบ้านวัยกลางคนท่าทางสุขุมใบหน้าเปื้อนยิ้มเมื่อเห็นแขกคนสำคัญเดินมาแต่ไกล
“ท่านฉู่จะไปดูโรงชาหรือ?”คหบดีซ่งเอ่ยถามฉู่เหยียนที่เดินมาถึงในระยะไม่ไกลนัก
“ใช่แล้วข้าอยากจะสำรวจการคั่วชาเสียหน่อยหากข้าจะลงทุนทำการค้าย่อมต้องรู้ขั้นตอนวิธีการให้ถ่องแท้”ฉู่เหยียนเอ่ยอย่างจริงจัง
คหบดีซ่งหัวเราะเบาๆ ด้วยความพึงใจ “เช่นนั้นก็ยิ่งดีนักข้ากำลังจะส่งคนไปตรวจโรงชาอยู่พอดีท่านไปพร้อมข้าก็แล้วกัน”
เสียงฝีเท้าของสตรีดังแ่เบาเข้ามาใกล้ซ่งเหยาเดินออกจากเรือนพร้อมพู่หอมสีอ่อนที่ไหวพลิ้วตามจังหวะลมนางชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นฉู่เหยียนแต่ก็น้อมกายคารวะทันที
“ท่านพ่อท่านจะไปโรงชาหรือเ้าคะ?”นางยิ้มเอ่ยถามบิดาอย่างดีใจ
“ใช่เ้าอยากไปด้วยหรือไม่?”นายท่านซ่งกล่าวยิ้มๆ อย่างรู้ทันบุตรสาว
ซ่งเหยายิ้มน้อยๆ พยักหน้าเบา ๆ
“ข้าอยากเรียนรู้เื่ใบชาสักหน่อยเ้าค่ะ”
ฉู่เหยียนพยักหน้าให้แบบสุภาพแต่ในใจเขารู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูกหรือการเดินทางครั้งนี้ของเขาจะไม่เงียบงันเสียแล้ว
โรงชาสกุลซ่งตั้งอยู่ริมเชิงเขาเล็กๆ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ ตัวเมืองกำแพงเตี้ยล้อมรอบตัวอาคารไม้สองชั้นที่ด้านหนึ่งเปิดเป็ลานตากใบชาเสียงไม้กระทบกันดังก้องจากโรงคั่วด้านในกลิ่นใบชาแห้งและควันจางของไม้เผาตลบอบอวลต้อนรับแขกที่มาเยือนทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขตโรงชา
“ที่นี่ใช้เตาเผาแบบโบราณดึงกลิ่นชาขึ้นไวแต่ต้องควบคุมไฟอย่างแม่นยำ”คหบดีซ่งกล่าวพลางชี้ไปยังปล่องเตาสูงที่มีควันพวยพุ่งออกมา
“ขั้นตอนการคั่วมีความสำคัญยิ่ง”ผู้ดูแลโรงชากล่าวเสริมขณะนำคณะเดินลึกเข้าไปด้านใน
“เริ่มจากใช้เตาไฟไม้มงคลเช่นไม้หอมหรือไม้จันทน์เผาช้าๆ อุณหภูมิต้องพอเหมาะมิเช่นนั้นกลิ่นจะหายหรือใบจะเกรียมเสียก่อน”
ภายในโรงคั่วกลุ่มชายฉกรรจ์คอยพลิกใบชาในกระทะทองเหลืองขนาดใหญ่ใช้ไม้พายขัดมันค่อย ๆคนใบชาจนส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วกลิ่นนั้นไม่ใช่เพียงกลิ่นชาหากยังเจือด้วยควันไม้และกลิ่นเก่าแก่ของอิฐดินเผา
ซ่งเหยาเดินตามบิดาฟังอย่างตั้งใจสายตาของนางไล่มองเครื่องมือทั้งหมดด้วยความสนใจไม่นานนักนางก็หยุดอยู่หน้าระเบียงชั้นล่างที่มีถาดตากใบชาเรียงรายแผ่เต็มพื้นที่
“ใบชาพันธุ์นี้ชื่อหยกงามใช่หรือเ้าคะ?”นางถามพลางหยิบใบชาสีเขียวเงินขึ้นมาพิจารณาแ่เบา
“คุณหนูช่างมีสายตาแหลมคมนัก”ผู้ดูแลโรงชาที่มาคอยต้อนรับกล่าวอย่างพึงพอใจ“พันธุ์นี้ปลูกเฉพาะไหล่เขาสูงปีก่อนให้กลิ่นบางแต่ปีนี้กลับหอมเข้มเป็พิเศษ”
ฉู่เหยียนเดินเข้ามาใกล้เฝ้ามองภาพสตรีที่ยืนอยู่ท่ามกลาง ถาดชา รอยยิ้มของนางเจือแสงแดดจางจางที่ตกกระทบบนปลายเส้นผม กลิ่นหอมอ่อนจากพู่หอมและร่างของนางแตะต้องปลายจมูกเขาอีกครั้งเขาคิดว่าคงไม่ใช่แค่กลิ่นหอมของชาที่ทำให้โรงชาแห่งนี้เป็ที่น่าจดจำเสียแล้ว
เฉินไป๋เดินตามเงียบๆ ขณะสายตาเหลือบมองไปยังกลุ่มคนงานด้านหลังที่มุมหนึ่งของลานมีชายรูปร่างล่ำสันผู้หนึ่งกำลังหลบสายตาเมื่อเห็นคณะเดินตรวจผ่านเขาก้มหน้าลงอย่างรวดเร็วกว่าที่ควรจะเป็เฉินไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อยโน้มตัวไปกระซิบกับฉู่เหยียน
“บุรุษผู้สวมผ้าคาดหน้าผากสีดำทางขวาข้านับได้ว่าเขาอยู่ตรงนั้นั้แ่ก่อนพวกเรามาถึง”
“จดจำลักษณะไว้หากพบอีกเมื่อใด ส่งสัญญาณ”ฉู่เหยียนตอบเบา ๆ โดยไม่หันไปมอง
ระหว่างทางกลับคหบดีซ่งแวะพูดคุยกับหัวหน้ากลุ่มพ่อค้ารายหนึ่งทิ้งให้ซ่งเหยาและฉู่เหยียนเดินอยู่ที่ลานด้านนอกเพียงลำพัง
“วันนี้คุณหนูดูจะสนใจโรงชามากเป็พิเศษ”เขาเอ่ยขึ้นขณะเดินเคียงนาง
“ทุกอย่างที่ข้ารู้ข้าล้วนเรียนมาจากตัวหนังสือทั้งสิ้นเ้าค่ะ”ซ่งเหยาตอบเสียงใส“นี่เป็ครั้งแรกที่ข้าได้ััขั้นตอนการคั่วชาจริงๆ และกลิ่นมันทำให้จิตใจสงบอย่างน่าประหลาด”
ฉู่เหยียนยิ้มบางก่อนพยักหน้า “ใบชาก็เหมือนผู้คนหากไม่ลองคลุกเคล้าย่อมไม่รู้ว่ามันจะมีกลิ่นรสเช่นใด”
ซ่งเหยาเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ “เช่นนั้น ท่านก็หมายความว่า...”
“ข้าแค่เปรียบเปรยตามกลิ่นชาเท่านั้น”เขาตอบเรียบ ๆแต่ดวงตากลับมีประกายเ้าเล่ห์น้อยๆ ที่นางไม่ทันสังเกต
พอถึงจวนสกุลซ่งพระอาทิตย์คล้อยต่ำเงาของต้นเหมยยาวเหยียดบนพื้นลานนางเดินแยกกลับเรือนของตนเองพร้อมอาซิ่ว ในมือยังถือใบชาที่ผู้ดูแลโรงชาแอบมอบให้นางโดยเฉพาะ
ฉู่เหยียนมองตามแผ่นหลังนั้นไกลออกไปแล้วจึงพูดเบา ๆกับเฉินไป๋
“กลิ่นชาในโรงชายังไม่หอมเท่ากลิ่นในเรือนของนางเลย”
เฉินไป๋นิ่งเงียบไม่กล้าเอ่ยคำใด
ยามค่ำพระอาทิตย์ค่อยๆ คลี่ตัวตัวลง เหมือนม่านแพรสีหม่น ที่พาดผ่านขอบฟ้าแสงจันทร์เริ่มทอประกายเหนือชายคาเรือนซ่งเหยาเพิ่งเปลี่ยนอาภรณ์เรียบง่ายสวมคลุมด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์บางๆ ขณะนั่งลงที่เก้าอี้ไม้ริมหน้าต่างของห้องพัก
ถุงผ้าใบเล็กที่บรรจุใบชาที่ผู้ดูแลโรงชาแอบมอบให้ถูกวางไว้ข้างถ้วยน้ำชาว่างเปล่าสตรีน้อยมองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนยื่นมือแตะขอบถุงแ่เบา
“กลิ่นหอมจริงๆ” นางพึมพำเบา ๆ กับตนเอง
อาซิ่วเดินเข้ามามือถือผ้าคลุมอีกผืน
“คุณหนูเ้าคะกลิ่นชาที่ติดตัวท่านวันนี้แปลกกว่าทุกวันเลยนะเ้าคะหรือว่าเป็เพราะเดินผ่านโรงคั่วทั้งวัน?”
ซ่งเหยาหัวเราะในลำคอ“คงจะเป็เช่นนั้น”
“หรือจะเป็เพราะท่านฉู่?”อาซิ่วแอบย่นจมูกทำตาซุกซน
“เ้านี่!”ซ่งเหยายิ้มกว้างพลางเขกเบาๆ ที่หน้าผากสาวใช้
“เ้าอย่าคิดไปไกลเขาเป็แขกของท่านพ่ออย่าเสียมารยาท”
“แต่สายตาที่ท่านฉู่มองท่านวันนี้ข้าว่ามันมิใช่สายตาของพ่อค้าที่มีต่อคุณหนูเ้าค่ะ”อาซิ่วเอ่ยออกมาอย่างไม่ได้คิดอะไรมากแต่ทำให้คนที่ได้ฟังนั้นจิตใจรู้สึกสับสนกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก
ซ่งเหยาเงียบไปก่อนถอนหายใจเบา ๆ“ข้าไม่อยากคาดหวังในสิ่งที่ มิแน่ชัด รู้เพียงว่าเวลาข้าอยู่กับเขามันสงบดี”
ณเรือนรองในสวน ฉู่เหยียนนั่งอยู่หน้าหน้าต่างเปิดสมุดบันทึกทิ้งไว้แต่กลับมิได้อ่านบรรทัดใดเลยแสงจันทร์กระทบขอบพู่หอมที่เขาได้กลิ่นมาตลอดทั้งวันจนรู้สึกว่ามันแทรกซึมเข้าในใจ
เฉินไป๋เดินเข้ามาเงียบๆ คุกเข่าเบา ๆ ด้านหลัง“นายท่าน องครักษ์เงาส่งข่าวมาแล้วขอรับคนของเราที่แฝงตัวในโรงน้ำชาแจ้งว่ามีการขนส่งของแปลกประหลาดจากตะวันตกเฉียงใต้ในคืนนี้”
ฉู่เหยียนพยักหน้าแต่ดวงตายังมองผ่านบานหน้าต่างออกไปไกล “เฝ้าติดตามไว้หากมีความเคลื่อนไหวผิดปกติให้เฉียนอู่เคลื่อนกำลังรอที่แนวป่า”เขาเอ่ยเสียงเรียบ
“ขอรับและบุรุษสวมผ้าคาดหน้าผากจากโรงชาผู้นั้นมีประวัติไม่ชัดเจนข้าส่งให้คนในตลาดไปสืบต่อแล้ว”
เงาสะท้อนจากแสงจันทร์บนโต๊ะสะท้อนผ่านนิ้วมือของฉู่เหยียนเขาเอ่ยเสียงเบาอย่างเหม่อลอย
“ในเมืองนี้แม้แต่ใบชายังมิใช่เพียงใบชา”
เฉินไป๋เหลือบตามองเ้านายของตนอย่างสงบก่อนจะล่าถอยออกไปอย่างเงียบเชียบทิ้งให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบมีเพียงเสียงลมหายใจช้า ๆของผู้ที่ยังไม่อาจคลายใจได้แม้เพียงครึ่งคืน และภายใต้ความเงียบสงบของยามดึกนั้นเองเงาร่างชุดดำสองสายเคลื่อนไหวผ่านหลังคาตลาดเก่าอย่างไร้เสียงเป้าหมายมิใช่เพียงโกดังสินค้าแต่เป็เรือนพักหลังหนึ่งที่ติดตราสัญลักษณ์ของพ่อค้าจากตะวันตกเฉียงเหนือในเมืองซางอวิ๋นแห่งนี้แม้ใบชาจะหอมแต่เงามืดกลับขมยิ่งนัก