ใน่เวลาอันแสนสั้นนี้ ความเงียบสงัดของป่าถูกแทนที่ด้วยเสียงของการต่อสู้และการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ฟางหลงรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงราวกับกลองศึกที่ถูกเคาะอย่างต่อเนื่อง เขาไม่เพียงแค่ต้องระวังตัวเอง แต่ยังต้องคอยสอดส่องไปตามมุมมืดต่างๆ ของป่าเพื่อคอยเฝ้าระวังศัตรู แน่นอนว่าเขาย่อมรู้สึกถึงความตึงเครียดที่ก่อตัวขึ้นในอากาศ
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจยกมือขึ้น ในมือข้างนั้นมีแผ่นกระดาษสีเหลืองคีบอยู่ระหว่างนิ้ว ความคิดมากมายไหลเวียนในหัว
“ข้าจะต้องไม่เป็ภาระ”
ฟางหลงปลุกความกล้าหาญในตัวขึ้นมา
ท่ามกลางความมืดในป่า ทันใดนั้นลูกไฟอัคคีหลายสายก็พุ่งโจมตีออกไป แน่นอนว่านั่นย่อมเป็ยันต์อัคคีที่ฟางหลงใช้ แม้ว่าอานุภาพของมันจะยังอ่อนด้อย แต่ก็ช่วยเบี่ยงเบนสมาธิของศัตรูได้เป็อย่างดี
กลางป่าอันลึกลับและทึบหนา กลิ่นไอของความมืดมิดคละคลุ้งไปทั่ว เฉินเมิ่งยืนตระหง่านดุจยอดเขาที่ไม่หวั่นไหวต่อสายลม เขาออกคำสั่งอย่างเฉียบขาด
“พวกเ้าสองคนแยกไปทางนั้น อย่าให้พวกมันรวมกลุ่มกันได้ ข้าจะคอยคุ้มกันเ้าเด็กนี่แล้วแยกไปอีกทาง”
เฉินเมิ่งรีบพูดกับสหายร่วมภารกิจ เสียงของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและไม่ยอมให้ศัตรูได้เปรียบ แม้ว่าจำนวนของพวกมันจะมากกว่าเพียงใดก็ตาม
ในความมืดที่หนาทึบ
เงาดำวูบไหวไปมาดุจเงาแห่งยมทูต
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยและเสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายดังก้องไปทั่วป่า เพียงฟังดูก็รู้ว่าพวกมันกำลังใช้กลยุทธ์ข่มขวัญเพื่อทำให้จิตใจของฝ่ายตรงข้ามยอมจำนน
แต่เฉินเมิ่ง เขาคือศิษย์ผู้คุมกฎแห่งสำนักศึกษา เขาไม่ใช่ผู้ที่พร้อมจะยอมแพ้ก่อนที่จะได้สู้ ฝีมือของเขาอาจไม่อยู่ในอันดับต้นๆ แต่ก็ถือว่าอยู่ในยี่สิบอันดับแรก ด้วยเหตุนี้ มีหรือที่เขาจะยอมแพ้ก่อนที่จะได้ต่อสู้
ด้วยความรวดเร็ว
พายุหอกสายหนึ่งก็ทะยานเข้าไปในดงป่า
“ศัตรูของต้าถังสมควรตาย สายลับในความมืดสมควรตาย พวกเ้าก็เป็ได้เพียงศพที่ตายแล้วเท่านั้น” เฉินเมิ่งพึมพำพร้อมตวัดหอกในมือ
“พวกศิษย์สำนักศึกษาโง่งมสิ้นดี รู้อยู่ว่าพวกข้าถือธนูก็ยังจะควงหอกวิ่งเข้ามา รนหาที่ตายแท้ๆ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากฝ่ายศัตรู แต่ก่อนที่เสียงนั้นจะจางหาย ดวงไฟดวงใหญ่จากยันต์อัคคีกลุ่มหนึ่งก็พุ่งไปทางนั้นอย่างพอดิบพอดี
ด้วยแสงสว่างที่เจิดจ้าท่ามกลางความมืด ทำให้เฉินเมิ่งสามารถมองเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน เขารีบอาศัยจังหวะนี้พุ่งเข้าไปแล้วตวัดหอกไปตามสัญชาตญาณ ดุจพายุหมุน หอกของเขาพุ่งไปยังศัตรูด้วยความแม่นยำและความเร็วที่ไม่มีใครเทียบเทียมได้
การต่อสู้ยังดำเนินต่อไป ศิษย์หนุ่มจากสำนักศึกษาทั้งสองยังคงยืนประจันหน้ากับศัตรูผู้มากมาย ฝีมือของทั้งสองแม้จะสูงส่งดุจพญาราชสีห์ ทว่าสามัญชนย่อมไม่อาจหลีกหนีความจริงแห่งจำนวนได้ แม้จิตใจจะฮึกเหิมและเต็มไปด้วยความกล้าหาญดั่งวีรบุรุษในตำนาน แต่ความเป็จริงยังคงยืนกรานอยู่ตรงหน้า
เฉินเมิ่งพลิกกายหลบการโจมตีของศัตรูด้วยความว่องไวดั่งพญาเหยี่ยวกลางเวหา ขณะนั้นฟางหลงก็ปล่อยยันต์อัคคีในมืออย่างโหมกระหน่ำ ทำให้ต้นไม้ฝั่งตรงข้ามลุกโชนไปด้วยเปลวไฟ
ศัตรูที่อยู่รายรอบต่างตกตะลึงในความสามารถ ทว่ายามเมื่อการต่อสู้ยืดเยื้อ ความเหนื่อยล้าก็เริ่มเข้าครอบงำดั่งหมอกหนาทึบ เฉินเมิ่งรู้ดีว่าหากปล่อยให้สถานการณ์เป็เช่นนี้ต่อไป พวกเขาจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
เมื่อเห็นโอกาสเพียงแวบเดียว เฉินเมิ่งไม่รอช้า เขารีบคว้าคอเสื้อของฟางหลงแล้วพุ่งทะยานไปอีกทางอย่างรวดเร็ว ดั่งพญาอินทรีที่โบยบินหนีภัย ความเร็วของเขาเปรียบดังสายฟ้า ฟางหลงที่แปลกใจแค่เพียงชั่วครู่ก็พลันเข้าใจในแผนการ เขาจึงไม่ขัดขืนและปล่อยให้เฉินเมิ่งพาตนออกจากวงล้อมศัตรูไปอย่างง่ายดาย
เสียงลมพัดผ่านหูดังหึ่งๆ ราวกับเสียงกลองศึกที่กระหน่ำไม่หยุด พวกเขาพุ่งทะยานผ่านพงหญ้าและต้นไม้ด้วยความเร็วที่ยากจะตามทัน บรรยากาศรอบข้างถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบที่ซ่อนซับซ้อนดุจผ้าผืนใหญ่
เฉินเมิ่งและฟางหลงเดินลึกเข้าไปในป่าที่ไร้เสียงนกและแมลงราวกับว่าโลกทั้งใบหยุดหายใจ พวกเขามาถึงถ้ำแห่งหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่ในซอกหลืบของหุบเขา
ถ้ำแห่งนี้เป็หนึ่งในถ้ำลี้ภัยแห่งหนึ่งของเฉินเมิ่งเมื่อยามออกมาปฏิบัติภารกิจลับ ด้วยความชำนาญทางของเขา ถ้ำแห่งนี้จึงยังคงเป็ความลับจากสายตาของคนทั่วไป
“ศิษย์พี่เฉิน ท่านเป็อย่างไรบ้าง” เสียงของฟางหลงทำลายความเงียบลง
เฉินเมิ่งมองไปยังศิษย์น้องรูปร่างสูงโปร่งด้านข้าง ด้วยสายตาเ็า ราวกับว่าอีกฝ่ายเป็ภาระอันหนักอึ้ง ทว่าเมื่อคิดถึงเื่ราวบางอย่างที่ฝังลึกในจิตใจ ใบหน้าของเขากลับแสดงออกอย่างสงบนิ่ง
“ข้าไม่เป็อะไรมาก ยังไม่ถึงเวลาที่เ้าจะต้องเป็ห่วง” เสียงของเฉินเมิ่งดังก้องในถ้ำที่เพดาน้าถล่มลงมา เผยให้เห็นดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า
ภายในถ้ำที่มืดสลัว มีเพียงแสงจันทร์อ่อนๆ สาดส่องลงมา ฟางหลงยืนหยัดขึ้นจากพื้นหินเย็นเยียบ ดวงตาของเขาส่องประกายเจิดจ้า
“ได้ที่ไหนกัน วันนี้หากไม่ได้ท่าน ข้าคงดับสิ้นไปแล้ว”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงใจ พลางดึงไหสุราสีขาวขึ้นมาและฉีกผ้าสะอาดที่พกมาด้วยออกเป็ริ้วๆ ด้วยความชำนาญ
ฟางหลงใช้ปากกัดจุกไม้บนไหสุราออก จากนั้นเทของเหลวที่อยู่ภายในลงบนาแของเฉินเมิ่งอย่างไม่พูดไม่จา สุราข้าวเหนียวหมักสมุนไพรส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วถ้ำ แม้ว่าจะเสียดายสักเพียงใด แต่เขาก็ยังเทมันออกมา หลังจากนั้นจึงใช้ผ้าที่ฉีกไว้ มัดปิดาแของเฉินเมิ่งอย่างรวดเร็ว การกระทำทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเร็วมากราวกับว่าเขาเคยทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
เฉินเมิ่งที่ยังงุนงงกับการกระทำได้แต่มองตามอย่างพูดไม่ออก เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว ฟางหลงจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกำชับ
“เรียบร้อยแล้วศิษย์พี่เฉิน อย่าให้แผลโดนน้ำก็พอ” แล้วเขาก็ยกไหสุราที่เหลือขึ้นกรอกใส่ปากตนอย่างแเี
เฉินเมิ่งเห็นดังนั้นจึงทักท้วงทันที
“ยามออกปฏิบัติภารกิจ ห้ามดื่มสุรา!”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ข้าหิวน้ำ หรือว่าท่านมีน้ำ? ในเมื่อเสบียงของเราถูกศิษย์พี่สองคนนั้นเอาไปจนหมด เช่นนั้นสุราไหนี้ก็ถือเสียว่าเป็น้ำละกัน” ฟางหลงตอบกลับด้วยสีหน้าทะเล้นซุกซน
บรรยากาศในถ้ำกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหายใจของทั้งสองที่สะท้อนอยู่ในความมืดสลัวของถ้ำ ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์พี่ศิษย์น้องคู่นี้มีความลึกซึ้งที่แปลกประหลาดเกินกว่าคำพูดใดๆ จะบรรยายได้
อาจนับได้ว่าเป็เพราะความผูกพันที่เกิดจากการฝ่าฟันอุปสรรคและการร่วมทุกข์ร่วมสุขในทุกๆ สถานการณ์ด้วยกัน จึงทำให้คนทั้งสองรู้สึกคุ้นเคยกันและกันอย่างบอกไม่ถูก
เฉินเมิ่งนั่งนิ่งดั่งรูปปั้นหินท่ามกลางแสงจันทร์ส่องผ่านรูโหว่บนเพดานถ้ำ ทันใดนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบน ดวงตาแฝงไว้ด้วยความลุ่มลึกและปริศนา เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเ็าและสงสัย
“เ้าตามหาข้าทำไม? ทำไปเพื่ออะไร? เหตุใดต้องลำบากเสาะหาข้าไปทั่วจนโดนคนอื่นมองว่าเป็ตัวตลก”
คำถามนี้ทำให้ฟางหลงที่กำลังมีความสุขจากการดื่มสุราต้องสะดุ้งโหยงทันที รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหายไปแทบจะในทันใด เขาขมวดคิ้วอย่างโง่งม แต่แล้วก็เหมือนมีแสงสว่างส่องเข้ามาในความคิด เขาลุกขึ้นพรวดแล้วโถมกายเข้าหาเฉินเมิ่งด้วยความดีใจ
“เป็ท่านจริงๆ เป็ท่านจริงๆ ด้วยที่ช่วยข้าไว้ ข้าว่าแล้ว แผ่นหลังหนา รูปร่างสูงใหญ่ อีกทั้งยังใช้หอก จะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากท่าน”
ฟางหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความปลื้มปิติ พลางเขย่าร่างของเฉินเมิ่งไปมาจนลืมไปว่าอีกฝ่ายกำลังาเ็อยู่
เฉินเมิ่งที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่เช่นเดิม ใบหน้าของเขาแฝงด้วยความอ่อนล้า แต่สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“ข้าไม่เคยคิดว่าการช่วยเหลือครั้งนั้นจะทำให้ข้าต้องมาเกี่ยวข้องกับเ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
เฉินเมิ่งนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่ตนช่วยเหลืออีกฝ่ายจากฝูงิญญาร้าย รวมทั้งเมื่อครั้งทดสอบภารกิจของศิษย์ใหม่ ยังมีครั้งนี้อีกที่เขาจะต้องมาคอยช่วยเหลือเด็กหนุ่มคนนี้
เมื่อนึกดูแล้ว…โชคชะตาก็ช่างเล่นตลกกับเขาเสียจริง
ฟางหลงหัวเราะเบาๆ แต่เต็มไปด้วยความสุข
“ท่านคือผู้มีพระคุณของข้า แม้ว่าท่านจะปิดบังแต่ข้าจะตามหาท่านจนกว่าจะพบ เพื่อขอบคุณท่านอย่างสุดซึ้ง” เสียงของเขาดังก้องไปทั่วถ้ำดั่งเสียงสะท้อนของความซื่อสัตย์ที่ไม่มีวันจางหาย
ด้วยความดีใจที่มาอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้ฟางหลงดื่มสุราที่มีอยู่เพียงครึ่งไหไปจนหมด แต่แล้วจู่ๆ เขากลับรู้สึกหนักหน่วงหนังตาอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน นี่นับเป็เื่แปลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มผู้มีพลังชีวิตเต็มเปี่ยมเช่นเขา
ปกติแล้วสุราในปริมาณนี้ไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาง่วงเลยด้วยซ้ำ แต่ในคราวนี้กลับเป็เช่นนั้นอย่างน่าประหลาดใจ
อาการอ่อนเพลียของเขาที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ราวกับว่าโดนหลุมดำดูดกลืนเอาพลังชีวิตของเขาออกไปอย่างมากมาย
ร่างสูงโปร่งของฟางหลงค่อยๆ ทรุดตัวลงใกล้กับเฉินเมิ่ง แล้วหลับลึกไปในทันใด เฉินเมิ่งซึ่งรอคอยเวลานี้มานานแล้ว เขาครุ่นคิดและตั้งใจที่จะคลี่คลายความสงสัยที่กักเก็บอยู่ในใจมาเนิ่นนาน เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหมดสติไปแล้ว เฉินเมิ่งจึงตั้งกายตรง หลับตา และเริ่มต้นทำการฝึกฝนอย่างเงียบๆ
ในเวลาไม่นาน
ความสงสัยที่อยู่ในใจก็เริ่มคลี่คลายอย่างไม่น่าเชื่อ
กลิ่นอายหอมฟุ้งที่กระจายออกมาจากร่างของฟางหลงนั้นทำให้การฝึกฝนของเขาดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เฉินเมิ่งพึมพำอย่างยินดี
“ใช่แน่ๆ กลิ่นอายหอมฟุ้งที่กระจายออกมาจากตัวเ้านั่นทำให้การฝึกฝนของข้าดีขึ้นหลายเท่าตัว”
ด้วยความตื่นเต้นและความโลภที่เกิดขึ้น เฉินเมิ่งขยับตัวเข้าไปใกล้กับร่างสูงโปร่งที่นอนพาดอยู่บนโขดหิน จากนั้นจึงสูดดมกลิ่นหอมเ่าั้อย่างไม่รู้จักพอ คล้ายกับหลุมดำที่ดูดกลืนทุกสิ่งอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ความลึกลับที่อยู่เื้ักลิ่นอายหอมฟุ้งนั้นกลับทำให้เฉินเมิ่งรู้สึกถึงพลังที่เพิ่มขึ้นในทุกขณะ
วินาทีนี้เขารู้สึกว่าตนเองได้เข้าใกล้ความลับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในร่างของฟางหลงมากยิ่งขึ้น
…
ในดินแดนอันไพศาลของพิภพ์
บึงน้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่งนอนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่น น้ำในบึงนั้นมีสีเขียวมรกต ดุจดั่งอัญมณีที่สะท้อนแสงอาทิตย์ในยามเช้า รอบข้างบึงนี้เต็มไปด้วยพืชพรรณดึกดำบรรพ์ที่เจริญเติบโตอย่างไม่รู้จบ ดอกไม้หลากสีสันที่ไม่สามารถพบเห็นได้ในที่อื่นๆ และสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดมากมายที่มีอยู่เฉพาะในดินแดนนี้ ทุกชีวิตที่อยู่รอบบึงต่างใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ท่ามกลางเสียงน้ำกระทบหินและเสียงนกที่ร้องเพลงเป็ทำนองเสนาะ
ห่างจากบึงไปไม่ไกลนัก
บรรยากาศเงียบสงบถูกทำลายด้วยเสียงกรีดร้องของเด็กชายวัยเพียงสิบขวบ เขาประคองร่างชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งดูมีอายุประมาณยี่สิบปีขึ้นจากพื้น ชายหนุ่มคนนั้นาเ็สาหัส มีสายพลังสีดำทมิฬโอบล้อมร่างและกำลังนอนแน่นิ่งไม่ได้สติ
ผิวพรรณที่ซีดเผือดและาแที่ปรากฏบนร่างกายบ่งบอกถึงการต่อสู้อันรุนแรงที่เขาได้เผชิญมา เด็กชายผู้ใสซื่อไม่รู้นามของชายหนุ่มผู้นี้คืออะไร หรือเหตุใดเขาจึงมาพบกับเหตุการณ์เช่นนี้ แต่เขารู้ดีว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเหลือชายหนุ่มคนนี้ให้รอดพ้นจากความตาย
“พี่ชาย พี่ชายท่านเป็อย่างไรบ้าง ท่านต้องฟื้นขึ้นมานะ”
เด็กน้อยเอ่ยพลางเขย่าร่างตรงหน้าอย่างทุลักทุเล มือเล็กๆ ของเขาเต็มไปด้วยพลังชีวิตที่มีอยู่มากล้น เขาทุ่มเทถ่ายทอดพลังสายนั้นเข้าไปในร่างชายหนุ่มผู้าเ็อย่างไม่หยุดหย่อน แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็คนแปลกหน้า แต่จิตใจที่บริสุทธิ์และจริงใจของเด็กน้อยไม่อาจมองข้ามความจำเป็ในการช่วยเหลือได้
เขารู้ดีว่าพลังของตนมีผลต่อการรักษาอาการาเ็
ดังนั้นจึงทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อให้ชายหนุ่มได้มีโอกาสฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง ความตั้งใจและความพยายามของเด็กน้อยนั้นเปรียบเสมือนแสงแห่งความหวังที่ส่องสว่างในความมืดมิด โดยไม่รู้เลยว่าทุกสิ่งที่เขาทำนั้นจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของทั้งคู่และสามพิภพไปตลอดกาล
ขณะที่เขาประคองร่างที่ดูเหมือนไร้ชีวิตของชายหนุ่มตรงหน้าเอาไว้ จู่ๆ ร่างนั้นก็สลายหายไปดั่งสายหมอกที่ถูกลมพัดพา ความงุนงงประหลาดใจครอบงำเด็กน้อย แต่ก่อนที่เขาจะมีเวลาพินิจพิเคราะห์ สถานที่รอบข้างก็แปรเปลี่ยนไปอย่างอัศจรรย์ ประหนึ่งว่าพลังแห่ง์ได้แทรกแซงเข้ามาในชีวิตของเขา
ร่างขนาดเล็กของเด็กน้อยก็เช่นกันที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ในตอนนี้ร่างนั้นเติบใหญ่ขึ้นมากลายเป็หนุ่มน้อยหน้าตาสันทัด ก่อนหน้านี้เขาได้เข้าสู่การต่อสู้ที่โหดร้ายกับัทมิฬ าแภายในที่ได้รับจากพลังป่าเถื่อนของเสินดั้งเดิมกลุ่มนั้นรุนแรงถึงขั้นที่ทำให้เขาพร่ำบ่นออกมาอย่างปวดร้าว
“์จะไม่มีทางเหลือให้ข้ารอดชีวิตเลยหรือ”
เขากัดฟันพูดอย่างจนปัญญา ขณะเดียวกันนั้นก็เพียรพยายามบีบอัดพลังสองกลุ่มที่ไม่เข้ากันภายในร่างให้เข้ากันได้เป็เนื้อเดียว
ในขณะที่พลังทั้งสองค่อยๆ หลอมละลายเข้าด้วยกันดั่งน้ำแข็งที่ละลายเมื่อเจอแสงแดดแรกในฤดูใบไม้ผลิ
ชายหนุ่มรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง
ความพยายามที่ฝ่าฟันมาตลอดหลายวันทำให้เขารู้สึกว่าในที่สุดเขาก็จะก้าวข้ามสิ่งที่ขวางกั้นได้ ทว่าโชคชะตากลับเหมือนกลั่นแกล้ง เขารู้อยู่แล้วว่าสายฟ้าที่วิ่งพล่านไปมา้าจะต้องผ่าลงมาอย่างแน่นอน และความคิดที่ว่าร่างของเขาจะต้องะเินั้นทำให้เขาหวาดกลัว
ทว่า สิ่งที่เขาคิดกับความเป็จริงกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อแสงสีเงินสว่างจ้าปรากฏขึ้นในท้องฟ้า สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นแทนที่จะเป็สายฟ้าเส้นหนา แต่กลับกลายเป็สายธารสมุนไพรนานาชนิดร่วงหล่นลงมาอย่างไม่ขาดสาย
เมื่อชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงสุดแสนดีใจ วิ่งพรวดออกไปพลางร้องะโพร้อมกับโอบอุ้มสมุนไพรเ่าั้เอาไว้ดุจดั่งของล้ำค่าน่ายินดี ความสุขที่ได้รับจากการเห็นสมุนไพรเ่าั้ทำให้เขานึกฉงนสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมาข้าล้วนฝันฉากเดิมซ้ำๆ เ็ปจากการถูกฟ้าผ่าจนเคยชิน แต่เหตุไฉนในความฝันครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป?”
ชายหนุ่มยืนกอดสมุนไพรพลางคิดถึงเื่แปลกประหลาดที่เกิดขึ้น เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้พบสถานที่ใหม่ๆ และยังได้พบกับคนแปลกหน้าในความฝัน
แน่นอนว่าชายหนุ่มคนนี้ย่อมต้องเป็ฟางหลงที่มักจะฝันถึงเหตุการณ์นี้ซ้ำๆ จนสามารถรับรู้ได้โดยปริยายว่ามันเป็เพียงความฝัน แม้ว่าเขาจะยังไม่ตื่นขึ้นมาก็ตาม