คณะกรรมการทั้งหกนำโดยมหาราชครูฉินต่างก็ตกใจเมื่อถูกเรียก ก่อนส่ายศีรษะตอบ
ขอเพียงบิดามารดาไม่ขัดข้อง มีการสู่ขออย่างเป็นกิจจะลักษณะ ก็ไม่มีข้อใดที่ห้ามไม่ให้แต่งงานข้ามฐานะ
หลังจากเห็นปฏิกิริยาของทุกคนแล้ว มู่อวิ๋นฮว่าก็เงยหน้าขึ้นมองมู่อวี่ซี "พี่รอง เห็นแล้วใช่ไหมว่าท่านพ่อแต่งงานกับท่านแม่ของข้าโดยชอบธรรม แล้วเจ้าจะมาพูดได้อย่างไรว่ามารดาข้าเป็นมือที่สาม ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างมารดาเจ้ากับท่านพ่อ"
"คุณหนูใหญ่ ที่นี่คือสถานที่จัดการแข่งขัน เจ้าจะนำเรื่องภายในจวนมู่มาโต้เถียงกับข้าที่นี่จริงๆ หรือ ค่อยกลับไปพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวเถิด ตอนนี้การแข่งขันยังต้องดำเนินต่อไป" มู่อวี่ซีเห็นว่ามู่อวิ๋นฮว่าพูดฉอดจนตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งงาน จึงตัดสินใจรีบยุติบทสนทนานี้
ทว่าหากนางอยากหยุดก็ต้องดูว่ามู่อวิ๋นฮว่าจะยินยอมหรือไม่!
"ไม่ได้!" มู่อวิ๋นฮว่าตะโกนลั่นดึงดูดความสนใจจากทุกคน "ถึงแม้ข้าจะไม่ได้อ่านตำรามามากและไร้สติปัญญา แต่ข้าก็รู้ว่าห้ามตำหนิบุพการี ห้ามทำร้ายภรรยาและลูก! เจ้าจะด่าว่าข้าโง่ ด่าว่าข้าด้อยปัญญา ด่าว่าข้าเหลวแหลกอย่างไรก็ได้ แต่ห้ามต่อว่าพ่อแม่ที่เลี้ยงดูข้ามา!"
คำพูดของมู่อวิ๋นฮว่าทำให้ภาพลักษณ์ของนางดูงดงามขึ้นในทันใด!
ผู้คนในงานต่างได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่เลี้ยงดูมา แม้บางครั้งจะมีเหตุขัดแย้งกันและตัดพ้อพ่อแม่บ้าง แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ ทว่าระหว่างสิ่งที่ตนเองพูดกับคนอื่นพูดนั้นเป็นคนละเรื่องกัน!
ด่าทอตนเองได้ แต่หากลามไปถึงผู้ให้กำเนิดด้วยคงไม่อาจทนไหว!
ทันใดนั้นผู้คนในงานก็เห็นด้วยกับมู่อวิ๋นฮว่า แม้นางจะเป็นคนเหลวแหลกแต่ก็ยังมีเลือดเนื้อ!
"คุณหนูใหญ่ เจ้าช่าง..." มู่อวี่ซีผงะไปเล็กน้อย แต่ก็เปลี่ยนท่าทีเป็นเสมือนถูกใส่ร้ายได้อย่างรวดเร็ว "ข้าต่อว่าฮุหยินกับท่านพ่อตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เจ้าไปได้ยินมาจากที่ใด"
"ตั้งแต่เจ้าเริ่มกุเรื่องนี้ขึ้นมา ข้าก็ได้ยินแล้ว!" มู่อวิ๋นฮว่าโต้กลับอย่างไม่เกรงใจ "ข้าไม่ขัดข้องที่เจ้าต้องการกอบกู้ชื่อเสียงให้กับมารดาเพื่อลบล้างความฉาวโฉ่ที่นางได้ทำร้ายข้ามาตลอดสิบกว่าปี ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นลูก ควรคิดถึงพ่อแม่เป็นเรื่องธรรมดา แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์ทำลายชื่อเสียงของผู้อื่นเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับมารดาเจ้า! ในบรรดาคนเหล่านั้นมีบิดาบังเกิดเกล้าของเราอยู่ด้วย และอีกคนก็คือมารดาข้า!"
"พี่รอง เจ้าฉลาดยิ่งนัก แต่คราวนี้กลับโดนความฉลาดของตนเองย้อนกลับมาเล่นงานเสียได้! เจ้าไม่เคยคิดเลยหรือว่าถึงแม้ว่าความจริงจะเป็นอย่างที่เจ้าพูด ท่านแม่ของข้าได้ล่อลวงท่านพ่อ ทำให้อนุหว่านพลาดตำแหน่งภรรยาเอก แต่มารดาข้าก็ได้จากไปสิบหกปีแล้ว! ตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา เหตุใดท่านพ่อจึงยังไม่ยกอนุหว่านขึ้นเป็นภรรยาเอกกันเล่า!"
"เพราะท่านพ่อไม่เคยมีใจให้อนุหว่านเลยอย่างไรเล่า! เป็นอนุหว่านที่รักท่านพ่อฝ่ายเดียวมาตั้งแต่แรก ไม่แม้แต่จะละอายที่จะเสนอตัวให้เขา เดิมทีคิดว่าจะได้สุขสมหวังในสักวัน แต่ใครจะรู้ว่าท่านพ่อจะได้พบกับคนที่ตนเองรักและแต่งนางเข้าเป็นภรรยาเอกอีกด้วย! ความผิดหวังนี้ไหนเลยอนุหว่านจะทนไหว นางถึงได้มีเจ้า! และก็เพราะว่ามีเจ้า มารดาข้าจึงเมตตาให้ท่านพ่อพาพวกเจ้าเข้ามาในจวน ทำให้อนุนอกจวนอย่างนางได้เป็นอนุในจวน!"
มู่อวิ๋นฮว่าพูดเน้นชัดถ้อยชัดคำ ในที่สุดก็ชี้ไปที่มู่อวี่ซี "พี่รอง ท่านพ่อและท่านแม่ของข้าไม่เกี่ยวข้องแต่อย่างใดมาตั้งแต่แรก แต่เป็นอนุหว่านที่คิดไปเองฝ่ายเดียว!"
"เจ้าว่าจริงหรือไม่เล่า!"
"ไม่จริง!"
มู่อวี่ซีตะโกนสวนทันที กระทั่งสิ้นเสียงจึงเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองถูกมู่อวิ๋นฮว่าไล่ต้อนให้เสียอาการ!
สีหน้าของนางพลันซีดลง นางเตรียมการมาอย่างดีตั้งแต่เริ่มคิดลอกเลียนบทกวีต่างๆ นางไม่ใช่หญิงสาวไร้เดียงสาผู้ข้ามมิติมาที่กล้าอ้างสิทธิ์ในบทกวีของผู้อื่น ทั้งเส้นทางชีวิต อายุ และประสบการณ์ของแต่ละคนนั้นไม่อาจเลียนแบบได้ ด้วยเหตุนี้ในตอนที่จะลอกเลียนบทกวี นางถึงได้คัดเลือกอย่างระมัดระวังแล้ว
อย่างบทกวี "กำหนดจากทุกข์ยาก มอดม้วยด้วยสุขสันต์" และ "เชิญร่ำสุรา" นั้น นางไม่กล้าที่จะใช้เลย ถึงแม้จะรู้ดีว่าบทกวีเหล่านี้เป็นผลงานที่โด่งดัง แต่มู่อวี่ซีก็เป็นเพียงสตรีที่ใช้ชีวิตอยู่ในจวนเย็บปักถักร้อยทุกวัน
อย่างไรเสียก็ไม่น่าจะมีแนวคิดและประสบการณ์ที่จะแต่งบทกวีเช่นนี้ได้
ทำให้ไม่น่าจะมีผู้ใดนึกกังขา!
นางจึงมักเลือกบทกวีที่ใช้ชื่นชมสิ่งของ สรรเสริญดอกไม้เป็นต้น บทกวีแต่ละบท ช่วงเวลาที่หยิบยกมาใช้ และการเลือกใช้ประเภทบทกวี ล้วนแล้วแต่สอดคล้องกับตัวตนและสถานะของนางอย่างมาก
ไม่น่าเกิดสถานการณ์ที่จะมีผู้ใดตั้งคำถามแต่อย่างใด!
สำหรับบทกวีของจั๋วเหวินจวินบทนี้ นางได้คิดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะใช้เรื่องราวความรักของมารดาและบิดาของตนมาแทนที่ ไม่ควรมีช่องโหว่ใดๆ แม้แต่น้อย! ทว่าใครเล่าจะรู้! ใครเล่าจะรู้ว่ามันจะถูกใครบางคนครหาในวันนี้!
และคนผู้นี้ก็คือมู่อวิ๋นฮว่า สตรีเหลวแหลกที่นางไม่เคยนึกระวังมาก่อน!
อีกฝ่ายทำลายทุกสิ่งที่นางสร้างขึ้นต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ ทำเอานางอยากจะหมดสติไปเสียเดี๋ยวนี้!
ชั่วขณะนั้นดวงตาของนางก็ฉายแววคล้ายพบหนทางสว่าง ในเมื่อไม่อาจอธิบายได้ชัดเจน ไม่ชิงหมดสติตอนนี้จะรอตอนไหนกัน!
ตั้งท่าว่าสิ้นคำแล้วก็จะแสร้งสลบไสลไป!
"คุณหนูใหญ่ เจ้าจะมากลับดำเป็นขาวได้อย่างไร ข้า... ข้า..." เปลือกตามู่อวี่ซีเริ่มปรือปิดลงเพื่อแกล้งหมดสติ ทว่ากลับได้ยินเสียงของมู่อวิ๋นฮว่าพูดขึ้นเสียก่อน "พี่รอง อย่าได้แกล้งหมดสติเลียนแบบอนุหว่านเลย ที่นี่คืองานประลองบทกวี ลูกไม้ตื้นๆ เช่นนี้จะทำให้ที่นี่มัวหมองเอาได้"
ร่างกายของมู่อวี่ซีที่สั่นอยู่พลันหยุดชะงักลง สีหน้านั้นไม่รู้จะปั้นอย่างไรดีด้วยซ้ำ
มู่อวิ๋นฮว่ากล่าวเช่นนี้แล้ว หากนางหมดสติอีกก็เท่ากับว่านางใช้กลอุบายไร้หัวคิด!
ทว่าหากไม่หมดสติและยังฝืนยืนอยู่ที่นี่ นางก็จะกลายเป็นตัวตลกในสายตาผู้อื่น!
ไม่ว่าจะเลือกทางใดก็จะล้วนไม่ดีทั้งสิ้น มู่อวิ๋นฮว่า... กำลังไล่ต้อนให้นางจนมุม!!
"ใช่แล้วๆ คุณหนูของข้าพูดถูก ทุกอย่างเป็นความจริง เป็นความจริงทุกประการ" แม่นมที่นั่งชมด้านล่างลนลานบอกกับคนข้างๆ โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะรับฟังหรือไม่
ถึงอย่างไรนางก็มีความสุขและตื่นเต้นมาก
แม้เรื่องราวของอนุหว่านและนายท่านจะคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย เช่น เดิมทีทั้งสองรักใคร่กันจริงๆ แต่ต่อมานายท่านกลับเปลี่ยนใจเสียก่อน ทว่าเรื่องนี้ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับเรื่องราวที่คุณหนูแต่งขึ้นมาแต่อย่างใด
เรื่องราวที่คุณหนูของนางแต่งขึ้นมานั้นน่าเชื่อถือกว่าเรื่องราวจากปากมู่อวี่ซีมาก!
"โอ้ มู่อวิ๋นฮว่าปากคอเราะรายมากทีเดียว เมื่อก่อนโดนรังแกจนเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรกัน" เยี่ยชิงมีสีหน้างุนงง แต่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับการรับชมละครของนาง ไม่มีสิ่งใดสนุกไปกว่าการเห็นคนทรงภูมิโดนตอกหน้ากลับแล้ว
ยิ่งมีความรู้มาก ยิ่งถูกตอกหน้ากลับรุนแรง นางยิ่งสะใจ
อย่างเช่น มู่อวี่ซี ยอดหญิงอันดับหนึ่งแห่งต้าซีในปัจจุบัน มักมีคนนำพวกนางทั้งสองมาเปรียบเทียบกันบ่อยๆ บอกว่าเยี่ยชิงเป็นแม่เสือ เป็นปีศาจ แต่งงานกับหมูกับหมายังดีกว่าแต่งงานกับนาง
หากต้องการแต่งภรรยาสักคนก็ควรจะเป็นมู่อวี่ซี!
นางไม่ชอบอีกฝ่ายมานานแล้ว เอาแต่แสร้งทำตัวราวกับเป็นเทพธิดา!
ทว่าเพราะด้อยปัญญาจึงไม่อาจโต้เถียงด้วยได้... วันนี้ถึงคราวมู่อวี่ซีโดนตอกหน้ากลับแล้ว!