Architecture อาสาสถาปัตย์
ตอนที่ 14 เล่าเื่ผี
ประมาณ่ตีสอง จุณตื่นเพราะเมื่อยคอ เขาลืมตาตื่นแล้วก็เห็นคนกลุ่มใหญ่มุงกันอยู่ตรงแถวท้ายโบกี้ พอหันไปมองบวกกับเสียงที่ได้ยินก็เดาได้ว่าพวกนั้นน่าจะกำลังเล่าเื่ผีกันอยู่ เขามองไปยังออกศึกที่นั่งหันหน้าเข้าหาเขา กะจะชวนไปฟังด้วยกัน แต่กลับพบว่าเพื่อนหลับสนิทหัวชนกับเพื่อนสาวหน้าหมวยอีกคนอยู่ตรงหน้า เลยมองไปที่เพื่อนผู้หญิงสามคนที่เหลือ มายด์ที่นั่งอยู่ติดกับเขางัวเงียตื่นขึ้นมาเหมือนกัน
“มายด์”
“หืม”
“ไปฟังเื่ผีกับพวกหลังโบกี้ป้ะ” จุณชวนเพราะไม่มีตัวเลือกอื่นแล้ว และเพราะเสียงชวนของเขาที่ต้องดังระดับที่ดังกว่าเสียงรถไฟวิ่ง มะปรางกับเมอาร์ก็งัวเงียตื่นขึ้นมาเช่นกัน ส่วนสองคนแรกที่เขามองก่อนหน้านั้นดูท่าแล้วคงหลับลึก ไม่มีวี่แววว่าจะตื่นแต่อย่างใด
“อะไรนะ ไปดูผี?” เมอาร์ตื่นมาแล้วก็ถามทันที เธอได้ยินไม่ถนัดเลยเดาๆ ไป
“ไม่ใช่ๆ ไปฟังเื่ผีป้ะ” มะปรางแก้ให้ จุณที่ตอนนี้เริ่มตื่นเต็มตาแล้วพยักหน้าหงึกหงัก
“เออ ไปๆ” เมอาร์ตอบรับคำชวนก่อน แล้วมะปรางกับมายด์ก็เลยได้แต่นึกในใจว่าไปก็ไปวะ ขณะที่ทั้งหมดกำลังจะย้ายตัวเองไปฟังเื่ผีกันที่ท้ายโบกี้ เมอาร์ก็เพิ่งพบว่าเพื่อนสาวที่นั่งข้างๆ เธอยังคงหลับสนิท “อ้าว มันไม่ตื่นอะ” รวมถึงเพื่อนผู้ชายอีกคนนั่นด้วยที่ไม่ตื่น
ยังไงดี ทิ้งมันไว้ตรงนี้ได้มั้ย จะปลุกก็ดูใจร้ายเกิน นอนหัวชนกันน่ารักสมกับที่เขาลือว่าเป็แฟนกันจริงๆ เลย เมอาร์ควักมือถือออกมาถ่ายรัวๆ ก่อนจะโบกมือให้ทุกคนเคลื่อนย้ายตัวไปยังจุดมุ่งหมายเดิมที่น่าสนใจกว่าคู่รัก(?)คู่นี้
กลุ่มเล่าเื่ผีกำลังขึ้นเื่ใหม่พอดีในนาทีที่พวกเขาทั้งสี่ยกขบวนกันไปห้อมล้อมขอฟังด้วยสี่คน รุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเริ่มเกริ่นถึงเื่ราวลึกลับเื่หนึ่ง
“ไม่รู้มีใครเคยได้ยินตำนานภารโรงปิดตึกของคณะวิด-ยามั้ยนะ ถ้าใครรู้ก็อย่าขัดเด้อ เื่นี้น่ะ น่าจะเกิดขึ้นั้แ่สมัยสิบกว่าปีก่อนแล้ว มีอยู่วันหนึ่ง นักศึกษาสาวคณะวิทยาศาสตร์ เธอกลับจากคณะไปั้แ่บ่ายๆ และมานึกได้ตอนดึกๆ ว่าต้องอ่านชีทเตรียมแล็ปวันพรุ่งนี้ แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ ทั้งที่เธอจำได้ว่าหยิบมันเก็บใส่กระเป๋าเองกับมือ เธอก็เลยโทรไปถามเพื่อนว่าแล็ปมันยากมั้ย เพื่อนบอกว่าเธอควรอ่าน แต่ก็แปลกใจว่าทำไมชีทของเธอหายไป เพราะตัวเพื่อนของเธอก็เห็นกับตาเช่นกันว่าเธอเก็บมันใส่กระเป๋าแล้ว เธอก็เลยตัดสินใจกลับไปที่หมา’ลัยอีกครั้ง โดยที่เพื่อนเธอไม่รู้เลยว่าคำแนะนำนั้นจะนำพาเธอไปเจอเข้ากับอะไร”
“ขนลุกว่ะ” เมอาร์พึมพำกับตัวขณะที่ฟังไปด้วย จุณยืนอยู่ใกล้มากจนได้ยิน เขาหัวเราะเบาๆ จนหญิงสาวหันไปขมวดคิ้วมอง อีกนิดก็คือมองค้อนแล้ว ก่อนที่ทั้งคู่จะดึงความสนใจของตัวเองไปจดจ่อที่เื่ราวจากรุ่นพี่ต่อ
“เธอไปถึงที่มอตอนเกือบๆ สามทุ่ม นึกดีใจว่าตึกยังไม่ปิด เธอเลยตัดสินใจจะไปที่ห้องเลคเชอร์ที่เธอเข้าไปวันนี้ทั้งสองห้อง ตอนนั้นบรรยากาศภายนอกมืดสนิทแล้ว เธอเดินเข้าไปในตึกที่มืดมิด เริ่มไปหาที่ห้องเลคเชอร์ที่เธอเรียนตอนเช้าก่อนที่ชั้นสาม เธอเดินไปดูแถวโต๊ะที่เธอนั่งประจำ ทั้งยังวนหารอบห้อง แต่ก็ไม่มีชีทตกอยู่ เลยกลับออกมาจากห้องนั้น ที่ระเบียงทางเดินยามกลางคืนเริ่มมีเงาของเสาไฟพาดเป็ระยะและมีเพียงแสงสว่างสลัวจากเสานั้นที่น่าจะเพิ่งเปิดได้ไม่นาน เธอรู้สึกไม่ดี แต่ก็ยังคงหาชีทนั้นต่อที่ห้องเลคเชอร์ตอนบ่าย คราวนี้เธอหาเจอ มันอยู่ที่โต๊ะที่เธอนั่งราวกับกำลังรอการมาของเธออยู่ ผู้หญิงคนนั้นรู้สึกดีใจได้ไม่นาน ตอนที่เธอกลับมาที่ระเบียงทางเดินอีกครั้งก็ได้ยินเสียงคล้ายกับฝีเท้าเดินตามมา มันดังก้อง และดูเหมือนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ”
“ไม่อยากฟังแล้วอะ แง” มายด์กระซิบกระซาบกับมะปราง สาวน้อยเอามือยกปิดหู แต่เพื่อนสาวไม่ยอมให้เธอหนีได้พ้น มะปรางแงะมือเธอออกแล้วจับมือมายด์ไว้แน่นจนเธอต้องฟังต่อไป
“เธอเดินหนี เดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวิ่งลงบันได เธอลงไปจนถึงชั้นหนึ่ง มองไปที่ปลายประตูตึก เธอเห็นเหมือนมีคนยืนอยู่ น่าจะเป็ภารโรงเพราะเหมือนเขาจะถือไม้กวาดอยู่ เธอดีใจและรีบวิ่งตรงไปทางนั้น”
ทุกคนล้วนลืมหายใจ คล้ายกับว่าจะรู้ล่วงหน้าว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังวิ่งเข้าหาอะไรบางอย่างที่ไม่น่าใช่คน…
“แต่พอไปใกล้มากพอ เธอก็พบว่าที่มือนั่นไม่ใช่ไม้กวาด และคนที่เธอเข้าใจว่าเป็ภารโรงก็ไม่ใช่คน...”
นาทีนั้นไม่มีเสียงพูดคุยจากใครเลย มีเพียงเสียงรถไฟวิ่งแหวกสายลมและล้อกระทบรางดังเป็จังหวะ
“วันต่อมาทุกคนพบเพียงแค่ศพของเธอนอนอยู่ที่ภายในตึกนั้น ตามคำให้การของภารโรงตึกเขาเล่าว่าเขามาปิดประตูตึกั้แ่เวลาเกือบๆ สองทุ่มและไม่เลยสองทุ่มแน่ๆ เพราะเขาทำแบบนั้นทุกวันเป็ปกติ ไม่มีทางที่นักศึกษาหญิงคนนี้จะเข้ามาได้เลย เพื่อนของเธอก็ยืนยันว่าตอนที่เธอโทรมาหาที่บ้านเลยสองทุ่มไปแล้วแน่ๆ และไม่มีประโยชน์เลยหากเธอจะโกหกว่าเธออยู่ที่บ้านในตอนนั้น เธอน่าจะอยู่จริงๆ นั่นแหละถึงได้บอกแบบนั้น”
ทุกคนยังคงเงียบ กระทั่งแจ็คกี้โผล่มาที่ใกล้ๆ กลุ่มนั้นแล้วส่งเสียงดังลั่น
“แฮ่!!!” จนกลุ่มแทบแตกกระเจิง พี่ปีสามหลายคนรุมตบตีแจ็คกี้อย่างมันส์มือจนเขาต้องร้องโอดโอยแต่ก็ยังมิวายหัวเราะอย่างชอบใจคล้ายคนชอบซาดิสม์ และเพราะเสียงวงแตกเมื่อครู่นั้นก็ทำให้หลายคนตื่นจากนิทราแบบงงๆ ซึ่งยิปโซกับออกศึกก็เป็หนึ่งในนั้น เขาและเธอต่างลืมตาตื่นก่อนจะพบว่าหัวของตัวเองพิงอีกฝ่ายอยู่จึงเด้งออกจากกันแทบจะในเวลาเดียวกัน
“อะเอ่อ โทษทีอะศึก” หญิงสาวที่มีหมอนรองคออยู่ยิ้มเผล่ให้เขาพลางยกมือขึ้นจับรอบๆ ริมฝีปากของตัวเอง เธอนอนน้ำลายยืดไหมวะ มีน้ำลายไหมเนี่ย…
“ไม่ๆ เราต่างหาก ขอโทษนะ ไม่ได้ตั้งใจพิงเธอ” ออกศึกเริ่มลูบผมตัวเอง เขาดูเหมือนคนวางตัวไม่ถูกไปชั่วขณะหนึ่ง ความเป็สุภาพบุรุษจากคำสอนของที่บ้านจากแม่โดยเฉพาะที่สั่งสมในตัวเขามาั้แ่เด็กทำให้รู้สึกผิดที่โดนตัวเธอแม้เขาจะไม่รู้ตัวและไม่ได้ตั้งใจเลยด้วยซ้ำ
“ไม่เป็ไรๆ ว่าแต่...” ยิปโซเองก็ไม่ได้โกรธ เธอเองเสียอีกที่ไปซบเขา ไม่รู้เขาจะรำคาญเธอรึเปล่า เธอเลยรีบเปลี่ยนเื่ หญิงสาวยืดตัวไปมองทางด้านหลังของโบกี้ ก่อนจะหันมาพูดต่อกับเขา “พวกเค้าเสียงดังอะไรกันหว่า”
“ไม่รู้สิ” ออกศึกตอบก่อนจะหันมองรอบๆ ตัวแล้วพบว่าเพื่อนของเขาและเพื่อนของเธอต่างก็ไม่อยู่ มองไปทางนั้นให้ดีๆ ก็พบว่าทั้งสี่คนอยู่ในกลุ่มหลังโบกี้ด้วย “จุณกับเพื่อนยิปไปทำอะไรกันตรงนั้นหว่า”
เธอกับเขามองหน้ากันอย่างงงๆ แล้วเพื่อนๆ ก็พากันเดินขบวนกันกลับมา ทั้งที่บนรถไฟทรงตัวยากนิดหน่อยและนี่ก็ดึกมากแล้ว แต่พวกนั้นก็ดูมีสติเต็มที่ไม่โงนเงนเลย ทุกคนกลับมาประจำที่เดิมของตัวเอง เมอาร์ขอทางเข้าเพราะพอตื่นแล้วทั้งออกศึกและยิปโซก็ยืดแข้งยืดขาจนแทบไม่มีที่ให้เท้าวาง
“ขอเข้าหน่อยจ้า ตื่นกันแล้วหรอพวกคู่รักหวานแหวว”
“คู่รักอะไรไอ้เม” ยิปโซเลิกลั่ก รีบร้อนปฏิเสธพร้อมกับถลึงตาใส่เพื่อนสาวเ้าของคำพูด
“ไม่ต้องทำตาโตจ้าเพื่อน เค้าเห็นกันหมดแล้วว่าแกกับศึกพิงกันจ้ะ” มะปรางสมทบทันที ขณะที่มายด์เริ่มต้นหัวเราะเบาๆ ส่วนจุณเองก็แซวเพื่อนตัวเองกับเขาด้วย
“ทีคนในกลุ่มถามอะเงียบตลอด แหม หลักฐานคาตาเลยนะค้าบ”
อ่า…
ทั้งเธอและเขาต่างอยู่ในสภาพยอมจำนนต่อหลักฐาน แต่ความจริงมันไม่มีอะไรสักหน่อย ไม่เคยเผลอหลับแล้วหัวพิงคนบนรถตู้กันหรือไงห้ะ!