สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 ตอนที่ 222 เพื่ออำนาจ

        ในขณะที่อันเจิงกำลังปรึกษากับชวีหลิวซีนั้นด้านนอกก็มีคนมาเคาะประตูด้วยอาการร้อนรน

 

        ตู้โซ่วโซ่วตะโกนมาจากด้านนอก “อันเจิงออกมาดูนี่หน่อย เกิดเรื่องแล้ว”

 

        อันเจิงรีบเปิดประตูทันที “มีเรื่องอะไร?”

 

        สีหน้าตู้โซ่วโซ่วดูไม่สู้ดีนัก“ตอนที่เราไปแย่งโรงพนันจากตระกูลเกาคนที่ถูกเจ้าสั่งสอนแล้วเอากลับมาเปิดร้านข้างทางที่เราเดินผ่านก็ตามไปด้วยตอนนั้นข้าไม่มีเวลาไปสนใจ เมื่อครู่มีคนบอกว่าพวกเขาอ้างชื่อของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไปอัดคนในโรงพนันตระกูลเกาแล้วยังขู่เอาเงินจากคนพวกนั้นหนึ่งพันตำลึง ไม่อย่างงั้นจะอัดให้ตาย”

 

        อันเจิงขมวดคิ้ว “ตอนนี้พวกเขาอยู่ไหน?”

 

        ตู้โซ่วโซ่วตอบกลับ “เท่าที่รู้เราก็จับตัวมาหมดแล้ว”

 

        อันเจิงก้าวยาว ๆ ออกไปด้านนอก“ไปดูหน่อย”

 

        ขณะที่เดินออกมาถึงด้านนอกพวกเขามองเห็นคนสามสี่คนคุกเข่าด้วยสีหน้าขาวซีดอันเจิงเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าคนเหล่านั้น จากนั้นก็ชี้ไปด้านหน้า “แค่นี้รึ?”

 

        ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้า

 

        อันเจิงดูอย่างละเอียดเขารู้จักคนเหล่านี้มาก่อน เพราะพวกเขามีชื่อเสียงด้านลบในแถบตะวันตกของเมืองคนพวกนี้ไม่กล้าทำเรื่องชั่วช้าที่เป็นเรื่องใหญ่ แต่เรื่องหลอกลวงก็ไม่เคยห่างเพราะตอนนั้นพวกเขาไม่ได้ทำเรื่องแย่อะไรมากนักฉะนั้นอันเจิงจึงจัดที่ให้ทุกคนมาอยู่ใกล้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ เพราะคิดว่าหากมีคนคอยจับตาดูอยู่พวกเขาคงไม่กล้าก่อเรื่องอะไรขึ้นอีก แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือนี่กลับกลายเป็นโอกาสหนึ่งความชั่วที่ฝังอยู่ในกระดูกพวกเขาโผล่ออกมาจนได้

 

        “ข่มคนเก่งดีนี่?” อันเจิงถามขึ้น

 

        พวกเขาคุกเข่าอยู่และไม่กล้าแสดงท่าทีโมโหแต่อย่างใด

 

        “ตอนรังแกคนอื่นพวกเจ้าแน่มากไม่ใช่รึ? รังแกคนที่ไม่กล้าโต้ตอบมันเป็นความรู้สึกสนุกมากสินะ”

 

       หนึ่งในนั้นตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “เจ้าสำนักอัน...พวกเข้า...พวกข้าก็แค่อยากช่วยท่านเท่านั้นเองอีกอย่าง คนในตระกูลเกาต่างก็เคยทำเรื่องชั่วมาทั้งนั้น ที่พวกเราทำแบบนี้ก็เพื่อแก้แค้นแทนคนแถวนั้นพวกข้า...พวกข้าไม่ได้อยากทำเรื่องชั่วจริง ๆ”

 

        อันเจิงขานรับ จากนั้นก็พูดขึ้น“อยากแก้แค้นแทนคนแถวนั้น? ตอนที่ข้าไม่ได้ลงมือจัดการตระกูลเกาทำไมพวกเจ้าไม่ออกไปแสดงคุณธรรมที่พูดถึงล่ะ”

 

        อันเจิงหันไปถามตู้โซ่วโซ่ว“คนที่ถูกพวกเขาซ้อมล่ะ?”

 

        ตู้โซ่วโซ่วชี้ที่ที่ไกลออกไป“คนในโรงพนันของตระกูลเกายังถูกจับตัวอยู่ และไม่รู้ว่าคนพวกนี้คิดจะจัดการพวกเขาอย่างไร”

 

        “เอาตัวคนที่ถูกซ้อมมาให้หมด”

 

        อันเจิงสั่งการออกไป จากนั้นคนของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก็ไปเอาตัวคนในโรงพนันตระกูลเกาที่ถูกซ้อมออกมาคนพวกนี้กลัวอันเจิงจนเสียขวัญ เมื่อเห็นอันเจิงจึงรีบคุกเข่าลงจากนั้นก็คำนับอย่างต่อเนื่อง เพราะยังคิดว่าอันเจิงจะฆ่าพวกเขาสามารถพูดได้ว่าคนในตระกูลเกาเป็นศัตรูกับอันเจิง ฉะนั้นพวกเขาจึงกลัวมากก่อนหน้านี้อันเจิงเดินทางไปฆ่าคนที่โรงพนันตระกูลเกาในแถบตะวันตกเพียงตัวคนเดียวมีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นเหตุการณ์นี้เวลานั้นตระกูลเกาสั่งคนไปสู้กับอันเจิงไม่น้อยคนเหล่านั้นจึงเห็นอันเจิงฆ่าคนต่อหน้าต่อตา มาตอนนี้พวกเขายังตกอยู่ในกำมือของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์อีกนั่นยิ่งเป็นเรื่องที่เสี่ยงชีวิตเข้าไปใหญ่

 

        “คนพวกนี้พูดกับพวกเจ้าว่าอย่างไร?” อันเจิงถามขึ้น

 

        หนึ่งในนั้นตอบกลับ “เรียนเจ้าสำนักอันพวกเขาบอกให้พวกเรานำเงินหนึ่งพันตำลึงมาแลกกับชีวิตตัวเอง หากยอมมอบเงินพวกเขาก็จะปล่อยตัวพวกข้าไปแต่หากไม่ยอมละก็ พวกเขาจะตัดหัวพวกข้าทันที”

 

        อันเจิงถามอีกครั้ง “ตอนที่ถูกทำร้ายพวกเจ้าตอบโต้หรือไม่?”

 

        ชายคนนั้นรีบพูดขึ้น “ไม่มี ๆพวกเราไม่กล้า”

 

        อันเจิงโบกมือจากนั้นก็มีคนยกเก้าอี้ออกมาให้ อันเจิงนั่งบนเก้าอี้แล้วพูดขึ้น “ข้าชอบดูคนตีกันในเมื่อพวกเจ้ายินยอมอยากสู้กัน อย่างนั้นก็ตีกันต่อหน้าข้าเลยข้าจะให้โอกาสคนที่ชนะ คนคนนั้นสามารถออกจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัย”

 

        สีหน้าคนที่ซ้อมคนอื่นเปลี่ยนไปทันทีจากนั้นทุกคนก็คำนับอย่างต่อเนื่อง “ท่านอันท่านอันพวกเราอยากช่วยประชาชนกำจัดคนชั่วเท่านั้น ท่านอันพวกเราสำนึกผิดแล้ว”

 

        อันเจิงยักไหล่“ก่อนหน้านี้ข้าคงเคยพูดกับพวกเจ้าแล้วสินะ ชายชาตรีรังแกคนแก่และสตรีแบบนี้ถือว่าเป็นลูกผู้ชายหรือไม่? หาความสุขจากการรังแกคนที่ไม่มีทางสู้ แบบนี้มันน่าสมเพชมากแค่ไหน?หากจะพูดตามตรง พวกเจ้ามันก็เหมือนชายที่ของลับใช้การไม่ได้แต่ยังไม่วายคิดหาวิธีมาสำเร็จความใคร่ และคนอย่างพวกเจ้าต่อให้จะออกไปฉุดผู้หญิงก็คงไม่กล้าฉุดหญิงสาวที่โตเต็มวัยเพราะอายที่ของลับตัวเองใช้การไม่ได้ พวกเจ้าก็ทำได้เพียงรังแกเด็กสาวตัวเล็ก ๆเท่านั้นแหละ”

 

        เขาชี้ไปยังผู้คนที่มุงอยู่รอบ ๆ “จัดการที่ตรงนี้ให้ว่างให้พวกเขามีพื้นที่ต่อสู้กัน ข้าพูดคำไหนย่อมเป็นคำนั้นคนที่ชนะสามารถเดินออกประตูนี้ไปได้อย่างปลอดภัย”

 

       คนในโรงพนันตระกูลเกาที่ถูกซ้อมก่อนหน้านี้ลุกขึ้นจากนั้นก็ยกมือคารวะอันเจิง “ขอบคุณท่านอันที่ให้โอกาส”

 

        พวกเขาเดินไปยังคนที่ทำร้ายตนก่อนหน้านี้เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ตรงหน้า คนพวกนั้นที่เคยทำตัวยิ่งใหญ่กลับกลายเป็นลนลานไปหมดพวกเขารีบคลานหนีออกไปด้านนอก แต่กลับถูกคนในโรงพนันตระกูลเกาอัดอย่างทารุณถึงแม้คนในโรงพนันจะไม่ใช่ผู้ที่สามารถบ่มเพาะพลังวัตร แต่พวกเขาทุกคนก็ฝึกทักษะด้านร่างกายเป็นประจำส่วนคนที่คลานอยู่บนพื้นก็เหมือนที่อันเจิงพูดไว้ไม่มีผิด...รังแกคนไม่มีทางสู้และกลัวคนที่แน่กว่า

 

        ต่อให้จะเป็นตอนที่รังแกคนอื่นคนเหล่านี้ก็ไม่กล้าไปตัวคนเดียว ต้องลากเพื่อนหรือคนอื่น ๆไปช่วยเสริมความน่าเกรงขามด้วย ความจริงในจิตใจพวกเขาต่างก็แฝงความต่ำช้าเอาไว้

 

        ผ่านไปไม่นาน คนในโรงพนันตระกูลเกาก็อัดคนเหล่านั้นจนน่วมเมื่ออันเจิงเห็นว่าพอควรแล้วจึงโบกมือ “เอาตัวคนพวกนี้ส่งไปให้ชวีเฟิงจื่อแล้วให้พวกเขาทำงานหนัก คอยยกของในรถม้าขนส่ง”

 

        คนด้านหลังขานรับจากนั้นก็พุ่งออกไปราวกับหมาป่า แล้วจับตัวพวกเขาออกไปด้านนอก

 

        หนึ่งในนั้นคำราม “ท่านอัน...อันเจิง!เจ้าไม่มีสิทธิ์ส่งพวกเราไปทำงานหนักนะ เจ้าไม่ใช่ผู้ตัดสินในหน่วยฟางกู้เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาตัดสินพวกข้า”

 

        อันเจิงยิ้ม“ข้าไม่ใช่ผู้ตัดสินในหน่วยฟางกู้ แต่ข้าสามารถตัดสินชีวิตของพวกเจ้าได้ก็เหมือนความรู้สึกตอนที่พวกเจ้ารังแกคนอื่นอย่างไรเล่ารู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งกว่าคนที่ถูกรังแกฉะนั้นพวกเจ้าจึงเปลี่ยนชีวิตของคนอื่นอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ข้าก็เหมือนกันพวกเจ้าเพียงแค่ไม่เคยเจอคนที่มีวิธีการโหดร้ายกว่าเท่านั้นเองเจ้าคงจะเคยเห็นคนในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ฆ่าคน และก็น่าจะเคยเห็นพวกเขาจูงคนแก่เดินข้ามถนน”

 

        อันเจิงหันไปสั่ง“สืบดูว่าคนพวกนี้มีครอบครัวหรือไม่ หากมีก็ส่งเงินไปให้ครอบครัวพวกเขาบอกว่าคนพวกนี้ถูกหน่วยทหารเรียกตัวไปใช้งานแล้ว”

 

        ลูกน้องอันเจิงขานรับจากนั้นก็จับตัวคนพวกนั้นออกไป

 

       คนในโรงพนันที่ถูกอัดถามขึ้นอย่างระมัดระวัง “ท่านอัน พวกข้าไปได้แล้วจริงๆ หรือ?”

 

        อันเจิงพยักหน้า “ไปเถอะลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น พูดแล้วไม่คืนคำ ข้าเคยบอกแล้วว่าจะให้พวกเจ้าเดินออกไปอย่างปลอดภัยฉะนั้นข้าไม่มีทางคืนคำหรือเสียใจในสิ่งที่ตัวเองพูด”

 

        คนเหล่านั้นรีบกล่าวขอบคุณทันทีพวกเขาไม่อยากอยู่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว ฉะนั้นจึงรีบเดินออกไปด้านนอก

 

        อันเจิงโบกมือ“หลังจากออกไปแล้วหักข้อเท้าพวกเขาทั้งหมด”

 

        ผ่านไปไม่นานด้านนอกก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้น ชายกำยำในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์หักข้อเท้าของทุกคนจากนั้นก็ลากกลับมาอีกครั้ง คนเหล่านั้นร้องโอดโอย บางคนก็หันไปตะโกนต่อว่าอันเจิง“อันเจิง เจ้าพูดแล้วคืนคำ!”

 

        อันเจิงหัวเราะเบา ๆ “คำไหนคำนั้นข้าบอกว่าจะให้พวกเจ้าออกจากประตูนี้อย่างปลอดภัย แค่ออกจากประตูนี้เท่านั้น”

 

        อันเจิงนั่งบนเก้าอี้แล้วก้มตัวมองคนตรงหน้าพร้อมถามขึ้น“รู้สึกไม่พอใจมากสินะ? คนที่ถูกพวกเจ้ารังแกมานานหลายปีคิดดูแล้ว พวกเขาคงจะรู้สึกไม่พอใจยิ่งกว่าเจ้าเป็นหมื่นเท่า”

 

        มีชายคนหนึ่งตะโกนขึ้น“เจ้าไม่มีสิทธิ์มาตัดสินเรา!”

 

        อันเจิงพยักหน้า “หากพูดถึงกฎหมายบ้านเมืองข้าย่อมไม่มีสิทธิ์”

 

        เขาสั่งการ“ส่งคนของตระกูลเกาไปทำงานใช้แรงงานด้านการขนส่งทั้งหมด ให้ชวีเฟิงจื่อจดบันทึกตามนี้เมื่อส่งเสบียงไปช่วยชีวิตคนทางแถบชายแดนได้มากพอ และสามารถชดใช้สิ่งที่ตัวเองก่อได้เมื่อไหร่ถึงตอนนั้นค่อยให้อิสระกับพวกเขา”

 

        อันเจิงลุกขึ้นแล้วพูด “ข้าพูดเพียงเท่านี้พวกเจ้าช่วยประชาชนทางแถบชายแดนได้มากพอเมื่อไหร่ข้าก็จะให้อิสระกับพวกเจ้าเมื่อนั้น ข้าไม่กลัวพวกเจ้าจะกลับมาแก้แค้น จะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้แต่ตอนนี้พวกเจ้าเป็นเหมือนนักโทษในกำมือข้า โชคชะตาของพวกเจ้าก็ขึ้นอยู่กับข้า”

 

        คนของตระกูลเกาถูกจับตัวไปทั้งหมดเพียงไม่นานด้านนอกก็มีรถม้ามาคันหนึ่ง จากนั้นชวีเจิ้งเซิงก็เดินเข้ามาจากด้านนอกเมื่อเห็นอันเจิงจึงรีบโค้งตัว “คารวะท่านปั๋ว”

 

        หากนับตามตำแหน่งทางราชการ อันเจิงเป็นขุนนางขั้นสี่ตำแหน่งรองหัวหน้าองครักษ์ในตำหนักวิหารสวรรค์ ส่วนผู้ดูแลหน่วยฟางกู้อยู่ขั้นห้าหากเรียงตามขั้นเขาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอันเจิงอีกทั้งอันเจิงยังมียศเป็นปั๋วขั้นหนึ่งอีกด้วยฉะนั้นการที่ชวีเจิ้งเซิงโค้งคำนับอันเจิงก็เป็นเพียงมารยาทเท่านั้น

 

        “ใต้เท้าชวีมาที่นี่ได้อย่างไร?” อันเจิงถาม

 

        ชวีเจิ้งเซิงพูดอย่างนอบน้อม“ตอนนี้ข้าได้รับคำสั่งให้มาตรวจสอบเรื่องของตระกูลเกา หากท่านอันสะดวก...ส่งตัวคนพวกนี้ให้ข้าจะได้หรือไม่?”

 

        อันเจิงเข้าใจได้ทันทีว่า คนคนนี้เพียงแค่มาเพราะอยากได้ผลงานพวกเขามาเพื่อนำตัวคนของตระกูลเกาไป แล้วรายงานว่าตัวเองจับมาได้เช่นนี้ก็เป็นการสร้างผลงานให้ตัวเองแล้ว

 

        อันเจิงส่ายหน้า “ข้าจะไม่มอบตัวคนพวกนั้นให้เจ้าแต่อีกประเดี๋ยวข้าจะสั่งคนนำรายชื่อพวกเขาทั้งหมดมาให้ วางใจเถอะ...คนพวกนี้ถูกจับโดยคนในหน่วยฟางกู้”

 

        ชวีเจิ้งเซิงรีบกล่าวขอบคุณ“ขอบคุณท่านอัน ขอบคุณท่านอัน”

 

        หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งอันเจิงก็ถามขึ้น “จริงด้วย โรงพนันของตระกูลเกาที่ข้าเอามาได้ข้าอยากจัดการหลักฐานหน่อย...”

 

        ชวีเจิ้งเซิงรีบพูดขึ้น “เรื่องนั้นเรื่องเล็กอีกประเดี๋ยวข้าจะสั่งคนเอาหลักฐานมาส่งให้ถึงสำนักท่านเลย”

 

        อันเจิงยกมือคารวะ “ขอบคุณ”

 

        ชวีเจิ้งเซิงรีบส่ายหน้า“ท่านอันไม่ต้องเกรงใจ ระหว่างเราทั้งสองยังมีเรื่องอะไรต้องเกรงใจอีก? จริงด้วย...ท่านอัน มีบางเรื่องที่ข้าต้องพูดได้ยินมาว่าคนของหน่วยทหารถูกปล่อยตัวแล้ว ข้าขอแสดงความยินดีด้วย”

 

        เรื่องนี้อันเจิงยังไม่รู้ฉะนั้นในใจจึงผ่อนคลายลงมาก “เป็นเรื่องที่น่ายินดีจริง ๆอีกประเดี๋ยวข้าต้องขอเลี้ยงเหล้าใต้เท้าชวีสักหน่อยแล้วล่ะ”

 

       ชวีเจิ้งเซิงยิ้มรับ “ดีเลย ๆท่านอันยังมีเรื่องวุ่นวายอีกมาก ข้าขอตัวก่อนก็แล้วกัน ไม่รบกวนแล้ว”

 

        อันเจิงสั่งให้คนเดินออกไปส่งจากนั้นก็ขมวดคิ้วมากขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้

 

        ทางด้านไทเฮาอยากทำอะไรกันแน่? ความจริงแล้ว ไทเฮาไม่มีทางยอมแพ้ง่ายดายเช่นนี้หากปล่อยคนของหน่วยทหารออกมา การจะหาเหตุผลมากำจัดพวกเขาอีกครั้งก็ไม่ง่ายแล้วหากไม่มีผลดีอย่างอื่นละก็ ไทเฮาต้องไม่มีทางปล่อยตัวพวกเขาออกมาอย่างแน่นอน

 

        ขณะกำลังคิดอยู่นั้น หวังไคไท่ก็พาคนเดินก้าวยาวๆ เข้ามาจากด้านนอก เมื่อเห็นอันเจิง เขาดีใจจนแทบไม่อาจระงับได้

 

        อันเจิงเดินพาหวังไคไท่เข้าไปในห้องนอนหลังจากทั้งสองคนนั่งลงแล้วจึงพูดขึ้น “ตอนนี้เรื่องในหน่วยทหารไม่มีปัญหาแล้ว?”

 

        หวังไคไท่รีบพยักหน้า“ตอนนี้ใต้เท้าเฉินและคนอื่น ๆ ถูกส่งตัวกลับมาหมดแล้ว ตอนนี้กำลังรักษาตัวอยู่ เพราะพวกเขาบาดเจ็บสาหัสจะให้ฟื้นฟูรวดเร็วก็คงทำไม่ได้แต่ยังดีที่การเปลี่ยนแปลงในหน่วยทหารไม่ได้เป็นไปอย่างยากลำบาก ข้ากับแม่ทัพฟางเต้าจือเหนื่อยหน่อยก็ไม่เป็นไรที่ข้ามาเพราะอยากกล่าวขอบคุณเจ้า หากไม่มีเจ้า ใต้เท้าเฉินและคนอื่น ๆคงไม่ถูกปล่อยตัวออกมาเร็วขนาดนี้”

 

        อันเจิงส่ายหน้า“ข้ามักจะรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายขนาดนั้น”

 

        “ข้าก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติแต่ถึงกระนั้น เรื่องนี้ยังถือเป็นเรื่องดีของหน่วยทหารอยู่ ข้ามาเพราะอยากบอกเจ้าทางด้านสำนักวรยุทธ์ชางเริ่มฟื้นฟูขึ้นมากแล้ว แต่ตอนนี้คนในสำนักน้อยมากเพราะคนที่จากไปก่อนหน้านี้ก็ไม่กล้ากลับมา เมื่อครู่ข้าไปดูที่สำนักพื้นที่กว้างขนาดนั้น มีคนรวมกันยังไม่ถึงสิบคนเลยด้วยซ้ำ...เฮ้อชวี่ลวนและเจ้าสำนักเหยียนชวี่ก็ตายแล้ว”

 

        อันเจิงเงียบไปครู่หนึ่ง“ข้าเคยคิดว่า...เจ้าสำนักเหยียนชวี่เป็นคนของไทเฮาเสียอีก”

 

        หวังไคไท่พูดขึ้น “เขากับเจ้าสำนักซาง...คนหนึ่งอยู่ในที่มืดส่วนอีกคนอยู่ในที่สว่าง ผลสุดท้าย...เฮ้อ!”

 

        อันเจิงนึกถึงชวี่ลวนและเหยียนชวี่ ยังมีคนในสำนักวรยุทธ์ชางอีกจำนวนหนึ่งจากนั้นในใจก็เริ่มรู้สึกหนักอึ้ง เพื่ออำนาจต้องมีคนตายไปอีกเท่าไหร่กัน?

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน