เมืองบัวบานที่เคยคลาคล่ำไปด้วยผู้คนในยามนี้กลับดูเงียบเหงาผิดปกติ แต่ถึงเช่นนั้นก็ยังมีผู้คนเดินเหินบนท้องถนนอยู่บ้างประปรายที่เป็เช่นนี้ก็เพราะแคว้นฉู่กำลังเผชิญกับหน้าหนาวอันอันแสนเหยือกเย็นทั่วทั้งเมืองถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวแห่งเหมันต์นอกฤดูกาล
ร่างของเด็กสาวตัวน้อยที่วันนี้อายุครบห้าขวบพอดีกำลังเดินย่ำเท้าด้วยความร่าเริงท่ามกลางความหนาวดึงดูดสายตาของทุกคนได้เป็อย่างดี เด็กน้อยมีใบหน้ารูปไข่ผมยาวสีดำถูกมัดเป็ซาลาเปาสองลูกอยู่เหนือหัวร่างของอิงฮวาสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสองปีก่อนที่เกิดเื่วุ่นวายขึ้นภายในตระกูลเมิ่ง
“แม่หนูอิงฮวาไม่หนาวรึไงกันสวมเสื้อผ้าเสียบางเชียว”พ่อค้าเขียงหมูกล่าวถามออกมาอย่างสนิทสนม เขาชี้ไปยังชุดผ้าฝ้ายสีขาวของอีกฝ่ายด้วยความสงสัย
“ไม่หนาวหรอกเ้าค่ะ ข้าแข็งแกร่งมากเลยนะเ้าคะ!”เด็กสาวกล่าวตอบพลางทำท่ายกแขนขึ้นเบ่งกล้ามที่ไม่มีอะไรนูนขึ้นมาจากต้นแขนให้อีกฝ่ายดูสร้างความขบขันให้กับทุกคนในบริเวณนั้นเป็อย่างมาก
“แต่ก็น่าจะสวมหมวก ผ้าพันคอถุงมือเสียหน่อยนะ ไม่เช่นนั้นเจ็บป่วยขึ้นมาจะแย่เอา”แม่ค้าขายผ้าแบกะดินกล่าวขึ้นด้วยความเป็ห่วง
นั่นก็เพราะเด็กสาวตัวน้อยสวมเพียงชุดผ้าฝ้ายและรองเท้าผ้าสีขาวที่ดูหมองหม่นบ่งบอกถึงการใช้งานมาอย่างยาวนานได้เป็อย่างดี
“..ข้าไม่มีของเช่นนั้นหรอกเ้าค่ะ ครอบครัวข้าเป็เพียงบ่าวรับใช้ฐานะยากจนไม่มีเงินทองซื้อของเช่นนั้นหรอกเ้าค่ะ”เด็กสาวตัวน้อยนิ่งเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงน่าสงสารสร้างความรู้สึกที่ทำให้ผู้พบเห็นอยากเข้าไปปลอบโยนขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ
“อา..ข้าก็ช่างโง่เขลาเสียจริงมานี่เถิดแม่หนูน้อย”แม่ค้าขายผ้ากวักมือเรียกเด็กสาวให้เข้ามาใกล้ ๆ
อิงฮวาก็เดินเข้าไปหาอีกฝ่ายโดยไม่คิดอะไรเด็กน้อยยิ้มแย้มออกมาอย่างไร้เดียงสา
“เ้าเลือกสิ ข้ามอบให้”แม่ค้าขายผ้ากล่าวออกมาพลางผายมือไปยังกองผ้าด้านหน้าของตนเอง เป็สัญญาณในการบอกให้อีกฝ่ายเลือกได้ตามใจชอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
นางอายุสี่สิบกว่าปีแล้วมีลูกสาวก็สามคนถึงแม้ตอนนี้จะฐานะดีขึ้นเพราะการรับผ้ามาขายแต่ก็เคยยากจนมาก่อนนางย่อมเข้าใจความรู้สึกของการยากจนเป็อย่างดี
แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังกล่าวออกมาโดยไม่ทันระวังทำให้เด็กสาวตรงหน้าต้องรู้สึกไม่ดีนางจึงตัดสินใจที่จะมอบเครื่องสวมใส่บางอย่างให้กับอีกฝ่ายเป็การไถ่โทษ
ถึงความเป็จริงนางจะไม่จำเป็ต้องทำอะไรเช่นนี้ก็เถอะแต่มันเหมือนกับว่ามีบางอย่างดลบันดาลใจให้นางรู้สึกเอ็นดูเด็กสาวผู้นี้ขึ้นมาอย่างอดเสียมิได้
“แต่ว่า...ข้าเกรงใจเ้าค่ะท่านพ่อท่านแม่กล่าวว่ามิให้รับของจากผู้อื่นโดยไร้ซึ่งการตอบแทน” เด็กน้อยกล่าวออกมาด้วยท่าทางเกรงใจแต่บนใบหน้าของนางก็มิอาจปกปิดอาการดีใจเอาไว้ได้มิดสิ่งนี้ยิ่งสร้างความเอ็นดูในตัวของนางให้กับผู้คนรอบข้างมากขึ้นไปอีก
“ถ้าเช่นนั้นก็เอาอย่างนี้แล้วกัน” แม่ค้าขายผ้ายิ้มออกมาให้กับความใสซื่อของอีกฝ่าย ก่อนที่จะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงใจดีถึงข้อเสนอบางอย่าง
...
เด็กสาวตัวน้อยพาร่างกายที่สั่นเทาเดินเข้าสู่บ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่น
ทันทีที่นางเดินผ่านประตูบ้านเข้าไปก็พบเข้ากับการต้อนรับที่ไม่คาดคิดจากบิดามารดาของตนจนเผลอทำข้าวของที่หอบมาเต็มสองมือตกลงพื้น
“สุขสันต์วันเกิดนะลูกรัก” เหมยลี่ที่ปีนี้อายุสามสิบหกปีแล้วก็ยังคงเป็ที่หมายปองของชายน้อยใหญ่กล่าวอวยพรวันเกิดออกมาภายในมือของนางมีกล่องของขวัญสีแดงวางเอาไว้
มันเป็กล่องไม้ที่ถูกทาสีและวาดลวดลายเงินทองเอาไว้ดูสวยสดงดงามแต่จากสภาพของสีที่ดูซีดกว่าปกติก็บ่งบอกได้ว่ากล่องไม้ดังกล่าวถูกเก็บรักษาเอาไว้นานแล้ว
“ส่วนนี่ของพ่อ เก็บไว้ใช้นะอิงฮวา” หรูเป้ยเฟิงกล่าวขึ้นมาบ้างเขายื่นถุงผ้าที่ใส่เงินเอาไว้จนเต็มให้กับเด็กน้อยอายุห้าขวบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มภายในถุงผ้ามีเงินอยู่มากถึงห้าเหรียญเงิน
มันเป็เงินที่เขาเก็บเอาไว้เพื่อมอบให้อีกฝ่ายโดยเฉพาะเนื่องจากลูกสาวของเขานั้นไม่เคยบอกกล่าวถึงสิ่งที่นาง้าแม้สักครั้งทำให้เขาตัดสินใจได้ลำบากว่าจะมอบสิ่งใดให้นางดีสุดท้ายจึงได้แต่มอบเป็เหรียญเงินให้อีกฝ่ายไปเลือกซื้อตามใจชอบแทน
“ขอบคุณท่านพ่อ ท่านแม่ เป็อย่างมากเ้าค่ะ” อิงฮวายิ้มหน้าบานพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสุขนางยื่นมือไปรับกล่องไม้จากมารดามาวางเอาไว้ก่อนหลังจากนั้นจึงยื่นมือไปรับถุงผ้าจากบิดาเป็ลำดับถัดมา
ครึ่งหลัง
“ว่าแต่เ้าเอาสิ่งใดมาด้วยกันพะรุงพะรังไปหมดเชียว” เหมยลี่กลาวถามออกมาด้วยความสนใจ
“จริงด้วยสิ แล้วหมวก ผ้าพันคอถุงมือไหมพรมเ่าั้เ้าได้แต่ใดมา”หรูเป้ยเฟิงที่ได้ยินคำกล่าวของภรรยาตนเองเขาจึงสังเกตลูกสาวของตนอย่างถี่ถ้วนก่อนจะพบกับความผิดปกติบางอย่าง เขาจึงกล่าวถามขึ้นมาบ้าง
“ข้าซื้อมาเ้าค่ะ!”เด็กน้อยยิ้มกว้างก่อนจะตอบกลับไปด้วยความภาคภูมิใจ
“แต่ว่า..พ่อให้เงินเ้าไปแค่สิบเหรียญทองแดงเองนะ” ชายกลางคนกล่าวถามด้วยความสับสน
อย่างหมวกไหมพรมนั่นก็น่าจะราคาสิบเหรียญทองแดงแล้วมันจึงไม่น่าเป็ไปได้ที่จะซื้อของทั้งหมดเ่าั้ได้ ไหนจะขนมอีกตั้งมากมายที่ตกอยู่บนพื้นนั่นอีก
เป็ไปไม่ได้ที่ลูกสาวของตนจะใช้เงินเพียงสิบเหรียญทองแดงซื้อทั้งหมดนั่นมา
“หรือเ้าไปขโมยใครเขามา? พ่อสอนเ้าแล้วใช่ไหมว่าอย่าทำเช่นนั้น”ชายกลางคนพลันนึกถึงความคิดบางอย่างขึ้นมาได้จึงกล่าวตักเตือนเด็กสาวขึ้นมาด้วยสีหน้าจริงจังเด็กสาวทำหน้ามุ่ยลงเล็กน้อยเนื่องจากโดนผู้เป็บิดาว่ากล่าว
“ตาเฒ่า! เ้าว่าใครเป็ขโมยกัน!ลูกสาวของข้าไม่ได้มีนิสัยมือไวเช่นเ้าหรอก หยุดใส่ร้ายนางให้ข้าได้ยินเช่นนี้ได้แล้ว!” เมื่อได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวเหมยลี่ก็ชี้หน้าของสามีตนเองก่อนจะด่าอีกฝ่ายออกมาเสียงดังทำให้หรูเป้ยเฟิงที่กำลังตีสีหน้าจริงจังต้องหดคองอเข่าตัวลีบลงเหมือนกับเต่ามิมีผิด
คิกคิก
เด็กสาวหัวเราะด้วยความสนุกสนานกับการทะเลาะกันของทั้งสองคนเธอทำการถอดหมวก ผ้าพันคอ ถุงไม้ ถุงเท้ารองเท้าออกทั้งหมดจนเหลือเพียงชุดเสื้อผ้า ก่อนจะนำพวกมันไปเก็บอย่างเป็ระเบียบ
หลังจากนั้นก็จัดการนำขนมต่างๆ มาวางไว้บนโต๊ะไม้เพื่อแบ่งให้บิดากับมารดาได้รับประทานหรูเป้ยเฟิงและเหมยลี่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุขก่อนจะเดินตามเด็กสาวไปนั่งลงที่โต๊ะไม้เล็กๆ กลางบ้าน พวกเขาแกะขนมออกจากห่อใบไม้อย่างระมันระวัง
พวกมันส่วนใหญ่จะเป็ขนมทอดเสียส่วนใหญ่มีซาลาเปานึ่งลูกใหญ่อยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก
“สิ่งเหล่านี้ข้าซื้อมาในราคาหนึ่งเหรียญทองแดงเ้าค่ะ” หลังจากนั่งกินอาหารกันไปได้สักเล็กน้อย เด็กสาวก็กล่าวออกมา
เธอชี้ไปยังสิ่งต่างๆ ที่ได้ซื้อมาในราคาถูกเหมือนแจกฟรีจากในเมือง
“เป็ไปได้ด้วยรึ?มันใกล้จะเสียหรือหมดอายุรึเปล่าอิงฮวา?”หรูเป้ยเฟิงได้ยินคำกล่าวของบุตรสาวก็ไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายโกหกแต่อย่างใดเป็เพราะอิงฮวาไม่ได้มีลักษณะนิสัยเช่นนั้น
“เป็เื่จริงเ้าค่ะตอนแรกท่านลุงท่านป้าทั้งหลายจะยกให้ข้าฟรี ๆเพียงแต่ข้ายึดมั่นในคำสอนของท่านพ่อและท่านแม่ข้าเลยมิอาจรับของเ่าั้มาโดยไม่ตอบแทนได้”เด็กสาวกล่าวจบก็เงียบไปเล็กน้อย หลังจากนั้นเธอก็เปิดปากเล่าเื่ราวต่อ
“ดังนั้นท่านลุงท่านป้าจึงบอกว่าพวกเขาจะขายให้ข้าในราคาหนึ่งทองแดงไม่เช่นนั้นพวกเขาก็จะให้ข้าฟรี ๆถึงแม้ข้าจะพยายามปฏิเสธเช่นไรพวกท่านก็ยังยัดของเ่าั้มาให้ข้าอยู่ดีนั่นจึงเป็ที่มาของสิ่งที่ข้าซื้อมาทั้งหลายเหล่านี้เ้าค่ะ”
สองสามีภรรยามองหน้ากันก่อนจะยิ้มให้เด็กสาวตัวน้อยพวกเขาดึงตัวเด็กสาวเข้ามากอดด้วยความรักใคร่
ทั้งสามคนกอดกันอย่างมีความสุขแม้จะเป็เพียงครอบครัวเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีฐานะอะไร แต่สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ซิ่วอิงฮวาที่จิตใจด้านชาค่อย ๆ ได้รับการเติมเต็มในสิ่งที่ขาดหายไปกลับมาอีกครา
นางได้แต่คาดหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะคงอยู่ตลอดไป...