ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกกระหน่ำไม่ขาดสายราวกับฟ้ารั่ว ท้องฟ้ากรุงเทพฯ ยามบ่ายคล้อยดูมืดมัวสลัวลาง วรุตม์นั่งนิ่งอยู่ในรถยนต์ส่วนตัวที่จอดอยู่ริมถนนซอยอารีย์ เสียงปัดน้ำฝนดังเอี๊ยดอ๊าดสม่ำเสมอไม่ได้ช่วยให้เสียงเต้นระรัวในอกของเขาสงบลงเลย
ในมือของเขาคือกำโทรศัพท์มือถือที่เปิดข้อความสั้นจากเบอร์แปลกข้อความหนึ่งทิ้งไว้:
*‘นิทรรศการศิลปะเงาสะท้อน แกลเลอรีท้ายซอย บ่ายสามโมง... อัญญ์จะรอนะคะ’*
หล่อนรู้... อัญชิสารู้ดีว่าเขาไม่มีทางปฏิเสธหล่อนได้ แม้ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักตลอดสองชั่วโมงที่ผ่านมาในการกดข่มความปรารถนาและบอกตัวเองว่าให้ลบข้อความนั้นทิ้งเสีย ทว่าสุดท้าย สัญชาตญาณความลุ่มหลงก็ชักนำให้เขาเลื่อนนัดคนไข้่บ่าย และขับรถมาหยุดอยู่ตรงนี้จนได้
วรุตม์ถอนหายใจยาว เปิดประตูรถแล้วกางร่มสีดำคันใหญ่ก้าวฝ่าสายฝนเดินตรงไปยังอาคารปูนเปลือยดีไซน์โมเดิร์นที่ตั้งอยู่อย่างสันโดษท้ายซอย ป้ายไฟนีออนดัดสีขาวสลัวเขียนชื่อนิทรรศการไว้ว่า **"เงาสะท้อน "**
ภายในแกลเลอรีเงียบสงบและเย็นเยียบ แสงไฟวอร์มไลท์ดวงเล็กๆ ส่องสว่างเฉพาะจุดเน้นไปที่ภาพวาดแนวแอบสแตรกต์ (Abstract) โทนสีมืดหม่นที่แขวนอยู่ตามผนังปูนเปลือย มีผู้เข้าชมงานบางตาจนเกือบจะเรียกได้ว่าว่างเปล่า เสียงเพลงคลาสสิกจังหวะเชื่องช้าแ่เบาดังคลอเบาๆ ช่วยขับให้บรรยากาศดูเวิ้งว้างและลึกลับยิ่งขึ้น
วรุตม์เดินผ่านภาพวาดหลายภาพไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งดวงตาของเขาเหลือบไปเห็นร่างระหงคุ้นตาที่ยืนนิ่งอยู่หน้าภาพวาดขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่งที่ตั้งอยู่ส่วนในสุดของแกลเลอรี
อัญชิสายืนอยู่อย่างสงบ หล่อนสวมเสื้อโค้ทตัวยาวสีเบจทับเดรสสีดำสนิท เส้นผมสีดำหยักศกปล่อยยาวสลวยคลุมแผ่นหลัง มือทั้งสองข้างซุกอยู่ในกระเป๋าโค้ท ใบหน้าด้านข้างของหล่อนที่สะท้อนแสงไฟดูนิ่งสงบ ทว่าแววตากลับหม่นแสงลงอย่างน่าใจหาย
วรุตม์ค่อยๆ ก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างหล่อนโดยเว้นระยะห่างไว้เล็กน้อย สายตาของเขาจับจ้องไปยังภาพวาดตรงหน้าตามหล่อน มันคือภาพของกระจกเงาบานใหญ่ที่แตกร้าวเป็เสี่ยงๆ สะท้อนภาพเงาของร่างมนุษย์ที่บิดเบี้ยวและกระจัดกระจาย โทนสีเทาดำสลับแดงก่ำชวนให้รู้สึกอึดอัดและบีบคั้นอารมณ์
"ภาพนี้ชื่อว่า 'ตัวตนที่แตกสลาย' ค่ะ..." อัญชิสาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของหล่อนราบเรียบแต่ทุ้มลึก โดยที่สายตายังคงจับจ้องที่ภาพวาดไม่หันมามองเขา "มันสะท้อนภาพของคนที่พยายามทำตัวให้สมบูรณ์แบบเพื่อคนอื่น... จนกระทั่งกระจกเงาที่พวกเขาสร้างขึ้นมาปิดบังตัวเองมันแตกร้าวลง และเผยให้เห็นความจริงที่แหลกเหลวข้างใน"
วรุตม์นิ่งฟังถ้อยคำของหล่อน หัวใจของเขาบีบรัดตัวอย่างรุนแรง คำพูดของเด็กสาวตรงหน้าช่างตรงประเด็นและกรีดลึกเข้ามาในใจของเขา ราวกับหล่อนสามารถมองทะลุผ่านเสื้อกาวน์แพทย์และเกียรติยศชื่อเสียง เข้ามาเห็นตัวตนที่แห้งแล้งและแหลกสลายของเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
"อัญญ์ชวนผมมาที่นี่เพื่อจะบอกเื่นี้งั้นเหรอ?" วรุตม์เอ่ยถาม เสียงทุ้มต่ำของเขาแฝงความจริงจัง
อัญชิสาค่อยๆ เบือนหน้ามามองเขา รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปากของหล่อน ทว่าดวงตากลับไร้แววร่าเริง "อัญญ์แค่อยากให้คุณหมอได้เห็น... ในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นค่ะ พีทมองเห็นอัญญ์เป็เพียงผู้หญิงที่แสนดี น่ารัก และเพียบพร้อมที่จะเป็ภรรยาของเขาในอนาคต... เขาไม่เคยรู้เลยว่าข้างในของอัญญ์มันว่างเปล่าและพังพินาศขนาดไหน"
หล่อนก้าวเข้ามาใกล้เขาอีกหนึ่งก้าว แววตาของหล่อนสั่นไหวเล็กน้อยคล้ายคนกำลังเผชิญหน้ากับความเ็ปในอดีต "อัญญ์สูญเสียพี่ชายคนเดียวไปเมื่อห้าปีก่อน... เขาฆ่าตัวตายเพราะทนแรงกดดันจากครอบครัวไม่ไหว อัญญ์อยู่ตรงนั้น... ในคืนที่เขาโดดตึกลงมา แต่อัญญ์ช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย ั้แ่วันนั้นมา อัญญ์รู้สึกเหมือนตัวเองตายตามเขาไปด้วย ชีวิตมันไม่มีความรู้สึก ไม่มีรสชาติ... จนกระทั่ง..."
หล่อนชะงักคำพูดไป ดวงตาดำสนิทจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของวรุตม์อย่างโหยหาและเว้าวอน "จนกระทั่งอัญญ์ได้สบตากับคุณหมอ... ในสายตาของคุณหมอ อัญญ์เห็นเงามืดแบบเดียวกัน เห็นความโดดเดี่ยวและความพังทลายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสมบูรณ์แบบนั้น เราเหมือนกระจกที่สะท้อนตัวตนของกันและกันเลยนะคะ"
คำสารภาพและอดีตอันมืดมนของอัญชิสาแล่นเข้ามากระทบความรู้สึกของวรุตม์อย่างจัง เขารู้สึกถึงความเห็นอกเห็นใจและความผูกพันแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว หล่อนไม่ใช่แค่เด็กสาวที่ยั่วยวนเขาเพื่อความสนุก... แต่หล่อนคือจิติญญาที่าเ็และแหลกสลายไม่ต่างจากเขา
"อัญญ์..." วรุตม์เอ่ยเรียกชื่อเธอด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป มือของเขายกขึ้นแตะที่ต้นแขนของเธอแ่เบาด้วยสัญชาตญาณที่อยากจะปกป้องและปลอบโยน
ทว่าทันทีที่ฝ่ามือร้อนของเขาััโดนเนื้อผ้าเบจบนต้นแขนของเธอ กระแสความร้อนปะทุขึ้นมาท่วมท้นร่างของทั้งสองอีกครั้ง อัญชิสาสะท้านเฮือก หล่อนก้าวเข้าหาแผงอกของเขาอย่างรวดเร็ว ขยับเข้าไปในมุมอับสายตาหลังฉากกั้นปูนเปลือยบานใหญ่ที่ไร้ผู้คน
ดวงตาของทั้งสองสบประสานกันในระยะประชิด ลมหายใจอุ่นร้อนเริ่มหอบกระชั้น วรุตม์จ้องมองใบหน้าหวานที่เงยขึ้นรอนิ่ง ท่ามกลางเสียงสายฝนที่ตกลงมาภายนอกแผงกั้น ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีทั้งหมดปลิวหายไปกับสายลม เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบที่โหยหากันและกันอย่างบ้าคลั่ง
วรุตม์เลื่อนมือขึ้นมากุมดึง่เอวบางของหล่อนเข้ามากระชับแนบชิดกับตัวตนของเขา ขณะที่มืออีกข้างเลื่อนขึ้นเชยคางมนของหล่อนขึ้นมารองรับอารมณ์ อัญชิสาเผยอริมฝีปากอิ่มออกอย่างรอคอย ดวงตาปรือปรอยปนเปไปด้วยความเสน่หาและท้าทาย
และในที่สุด... วรุตม์ก็ก้มใบหน้าลงบดเบียดริมฝีปากของเขาเข้าหาเรียวปากอิ่มของหล่อนอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง
"อืม..." เสียงครางแ่เบาในลำคอของอัญชิสาดังขึ้นเมื่อริมฝีปากร้อนจัดของวรุตม์จู่โจมเข้ามา หล่อนไม่ได้ขัดขืน ตรงกันข้าม เรียวแขนบางกลับยกขึ้นโอบกอดรอบลำคอหนาของเขา ดึงรั้งให้ร่างของชายวัยกลางคนบดเบียดเข้าหาเธอจนไม่มีช่องว่างให้อากาศไหลผ่าน
จูบนั้นไม่ใช่จูบที่อ่อนโยนหรือนุ่มนวล... มันคือการปะทุของูเาไฟที่สะสมความร้อนมาเนิ่นนาน วรุตม์ละเลงปลายลิ้นร้อนชื้นตวัดชิมความหอมหวานภายในอุ้งปากของหล่อนอย่างหิวกระหาย ราวกับคนหลงทางในทะเลทรายที่เพิ่งค้นพบหยาดน้ำทิพย์ อัญชิสาส่งลิ้นเล็กเรียวออกมาต้อนรับและพัวพันตอบโต้ด้วยความร้อนแรงไม่แพ้กัน รสชาติเปรี้ยวซ่าของกาแฟอ่อนๆ ผสมผสานกับความหวานปนกลิ่นน้ำหอมวานิลลาที่ริมฝีปากของหล่อน ยิ่งกระตุ้นให้อารมณ์ของวรุตม์เตลิดเปิดเปิงจนกู่ไม่กลับ
ศัลยแพทย์ผู้สุขุมกุมท้ายทอยของแฟนลูกชายแน่น นิ้วมือแทรกซึมเข้าไปในเส้นผมนุ่มละมุน บดจูบเน้นย้ำซ้ำๆ จนอัญชิสาสั่นสะท้านไปทั้งตัว แผ่นหลังของหล่อนถูกดันเบาๆ จนไปแนบชิดกับผนังปูนเปลือยที่เย็นเฉียบ ทว่าผิวกายภายในกลับร้อนรุ่มจนแทบจะละลาย
มือของวรุตม์สอดแทรกเข้าไปใต้เสื้อโค้ท ลูบไล้ผ่านแผ่นหลังนวลเนียนใต้ชุดเดรสสีดำ ลำตัวแกร่งบดเบียดเข้าหาความนุ่มหยุ่นของหน้าอกอวบอิ่มที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจที่หอบกระชั้น เสียงริมฝีปากที่บดเบียดและดูดดึงประสานกับเสียงฝนตกหนักภายนอก ขับให้มุมมืดแห่งนี้กลายเป็ดินแดนต้องห้ามที่แสนรัญจวนใจ
พวกเขาร่วมรักกันผ่านรสจูบที่ลึกซึ้งและดุเดือดอยู่นานหลายนาที จนกระทั่งลมหายใจเริ่มขาด่ วรุตม์ค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกมาอย่างแสนเสียดาย ปล่อยให้เส้นใยน้ำหวานบางเบาเชื่อมต่อระหว่างเรียวปากของทั้งสองก่อนจะขาดสะบั้นไป
ใบหน้าของอัญชิสาแดงซ่าน ริมฝีปากของหล่อนเจ่อบวมและเปียกชื้น ดวงตาปรือปรอยจ้องมองเขาพลางหอบหายใจถี่ หล่อนใช้ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยซับน้ำหวานที่มุมปากของวรุตม์เบาๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มลึกลับที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
"ตอนนี้..." หล่อนกระซิบข้างใบหูของเขา เสียงสั่นพร่าปนความกระสัน "เราสองคน... ก็ได้เห็นเงาสะท้อนในกระจกบานเดียวกันแล้วนะคะ... คุณหมอ"
หล่อนค่อยๆ ดึงมือออก จัดเสื้อโค้ทและทรงผมให้เข้าที่อย่างเชื่องช้า ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปฝ่าความมืดสลัวของแกลเลอรี ทิ้งให้วรุตม์ยืนพิงกำแพงปูนเปลือยหอบหายใจกวาดเอาอากาศเข้าปอดอย่างอ่อนแรง ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังแผ่นหลังของหล่อนที่หายไปในสายฝนด้านนอก
เขาก้มลงมองฝ่ามือสองข้างของตนเองที่ยังคงสั่นสะท้านและหลงเหลือกลิ่นอายความหอมของเธอ... วรุตม์รู้ดีแก่ใจแล้วว่า วินาทีนี้เขาได้ก้าวข้ามเส้นแดนศีลธรรมอย่างสมบูรณ์ และประตูสู่อเวจีแห่งความลุ่มหลงนี้... ได้เปิดต้อนรับเขาอย่างไม่มีวันย้อนกลับอีกต่อไป
วรุตม์ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงในการสงบสติอารมณ์ท่ามกลางความมืดสลัวและเสียงฝนตกชุ่มชื้น เขาก้าวออกจากแกลเลอรี เดินฝ่าสายฝนกลับขึ้นรถยนต์คันหรูของตัวเอง ทว่าทันทีที่เขาปิดประตูรถ เสียงความเงียบงันภายในห้องโดยสารก็โถมเข้าใส่บีบคั้นประสาทััของเขาอีกครั้ง
ชายวัยกลางคนปรับกระจกมองหลังเพื่อมองเงาสะท้อนของตนเอง รอยจูบและแววตาสับสนปนดิบชื้นยังคงฉายชัดในแววตา เขาเอื้อมมือไปััริมฝีปากของตนเองที่ยังคงอุ่นร้อนและหลงเหลือรสััหวานซ่านปนขมปร่าของอัญชิสา มันช่างเป็รอยประทับที่เด่นชัดและอันตรายเหลือเกิน
เมื่อเขาขับรถกลับมาถึงบ้าน ไฟสีส้มอบอุ่นยังคงสว่างไสว กิ่งแก้วเดินเข้ามาทักทายเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานเช่นเดิมเหมือนทุกวัน
"กลับมาแล้วเหรอคะวัธน์ วันนี้ฝนตกหนักรถติดมากเลยใช่ไหมคะ? กิ่งเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้แล้วนะคะ" หล่อนเอ่ยพร้อมประคองเสื้อนอกของเขาไปแขวนไว้
"ครับ... ติดนิดหน่อยครับกิ่ง" วรุตม์ตอบพลางเบนหน้าหลบสายตาภรรยา รอยยิ้มและแววตาซื่อสัตย์ของกิ่งแก้วทำให้ความรู้สึกผิดทิ่มแทงหัวใจของเขาอย่างรุนแรง เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็ปีศาจร้ายที่แอบลักลอบกลืนกินผลไม้ต้องห้าม และตอนนี้เขากำลังยืนอยู่ต่อหน้าคนที่เขารักที่สุดพร้อมความลับอันดำมืดที่ยากจะลบล้าง
"วัธน์เป็อะไรหรือเปล่าคะ? หน้าดูซีดๆ นะคะ" กิ่งแก้วถามด้วยความห่วงใย มือเรียวเอื้อมมาแตะหน้าผากเขาเบาๆ
"เปล่าครับ... พ่อแค่ล้าๆ นิดหน่อย เดี๋ยวขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะครับ"
เขารีบก้าวเดินขึ้นบันไดวนไป ทิ้งให้กิ่งแก้วยืนมองตามหลังด้วยความสงสัยบางเบา วรุตม์รู้ดีว่าั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป ชีวิตที่เคยสงบสุขและงดงามของเขาจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว และเขาก็ไม่สามารถถอนตัวขึ้นมาจากหล่มบาปที่แสนรัญจวนใจนี้ได้อีกเลย...