ภายในห้องรับแขก
ทั้งเจ้าบ้านและแขกนั่งกันอยู่บนโซฟา ลานเซลอตนั่งอยู่ที่โซฟายาวด้านหนึ่ง ฝ่ายเฉินอันหลานและเจียงหยางนั้นนั่งด้วยกันบนโซฟายาวอีกด้าน ส่วนเว่ยเชียนเฉินก็ยืนอยู่ด้านหลังของลานเซลอตคอยจับตาดูเฉินอันหลานไม่ละสายตาไปไหน
หมิงจวงยกชาเข้ามาเสิร์ฟ แล้วยื่นไปตรงหน้าแขกแต่ละคน
เจียงหยางรับถ้วยชามา ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูของเฉินอันหลานเบา ๆ
“อันหลาน ฉันทั้งสืบหาทั้งสอบถาม ลำบากยากเย็น กว่าจะตามหาที่อยู่ของพวกเขาได้ แล้วทำไมนายถึงรู้ว่าพวกเขาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?”
เฉินอันหลานชายตามองไปทางลานเซลอตที่นั่งอยู่บนโซฟาด้านข้าง และพบว่าอีกฝ่ายก็กำลังจ้องมองมาที่เขาอยู่เช่นเดียวกัน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดอะไร นอกจากยกถ้วยชาขึ้นมาดื่ม
เมื่อเจียงหยางเห็นว่าคนข้างกายไม่สนใจตอบคำถาม จึงเลือกที่จะเงียบไม่ถามอะไรมากความอีก
“ทั้งสองคนมาด้วยกันเหรอครับ?” ทันใดนั้น เสียงทุ่มก็ดังขึ้น เป็นลานเซลอตที่เป็นฝ่ายเอ่ยปากทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
เจียงหยางคิดว่าเฉินอันหลานก็มาด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือเพื่อคดีของคริส จึงเตรียมจะพูดกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่าเฉินอันหลานบังเอิญอยู่กับเขา แต่กลับได้ยินเฉินอันหลานเอ่ยปากปฏิเสธออกมาเสียก่อนและบอกตัวเขามาหาลานเซลอตเรื่องธุรกิจ
“นายน้อยครับ หัวหน้าเจียงมาก่อนครับ” หมิงจวงบอก
สายตาของลานเซลอตจึงได้ละออกจากเฉินอันหลาน แล้วกวาดตามองไปยังเจียงหยางที่นั่งอยู่ด้านข้างเฉินอันหลานแทน
“หัวหน้าเจียงมาหาผมมีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ?”
เจียงหยางหันมองเฉินอันหลาน และเมื่อเห็นอีกฝ่ายก้มหน้าดื่มชาไม่พูดอะไร จึงได้เงยหน้ามองลานเซลอต ความลังเลเกิดขึ้นเล็กน้อย แต่สุดท้ายเขาจึงพูดออกมา
“ที่ผมมาในครั้งนี้ก็เพื่อจะรบกวนให้โอดิน ช่วยชี้แจงคำถามของผมสักสองสามข้อครับ”
“หัวหน้าเจียงมีอะไรก็พูดออกมาตรง ๆ ได้เลยครับ ไม่ต้องเกรงใจ”
“วันที่แปดที่ผ่านมา คุณไปไหนมาเหรอครับ?”
ลานเซลอตไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับเป็นหมิงจวงที่ยืนอยู่ด้านข้างคอยรายงานกระบวนการทำงานของเขาแทน โดยบอกว่าลานเซลอตไปพบเพื่อนคนหนึ่ง เจียงหยางจึงถามต่อว่าไปพบเพื่อนคนไหน หมิงจวงมองดูเจ้านายของตัวเองเล็กน้อย เมื่อไม่เห็นสัญญาณคำสั่งใด ๆ จึงไม่กล้าตอบออกไป
“คริส” ครั้งนี้ลานเซลอตเป็นฝ่ายพูด
เมื่อเจียงหยางได้ยินก็หันไปมองหน้าเฉินอันหลานโดยไม่รู้ตัว และเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรออกมาจึงหันไปถามย้ำกับลานเซลอต
“คุณหมอคริสใช่ไหมครับ?”
“ครับ”
“ถ้าโอดิน กับคุณหมอคริสเป็นเพื่อนกัน ก็น่าจะรู้ว่าตอนนี้คุณหมอคริส อยู่ในโรงพยาบาลนะครับ?”
“รู้ครับ” สายตาของลานเซลอตยังคงมองไปทางเฉินอันหลานไม่ละไปไหน “เรื่องนี้เกี่ยวกับจุดประสงค์ที่หัวหน้าเจียงมาในวันนี้เหรอครับ?”
เจียงหยางหัวเราะแห้ง ๆ ด้วยความอึดอัดใจเล็กน้อย จากนั้นก็ตัดสินใจพูดต่อถึงเรื่องระหว่างลานเซลอตกับคุณหมอคริส
“แล้วคุณรู้ไหมครับว่า เกิดเรื่องกับคุณหมอคริสในวันที่แปดพอดี ดูบังเอิญเหลือเกินนะครับ เพราะเป็นวันเดียวกับที่คุณไปหาเพื่อนพอดีเลย”
“แล้วยังไงครับ?”
“ผมอยากรู้ว่าโอดินไปหาคุณหมอคริสด้วยเรื่องอะไรครับ แล้วทั้งสองคน คุยเรื่องอะไรกัน ทำไมหลังจากที่คุณจากไปได้ไม่นาน คุณหมอคริสก็เกิดเรื่องขึ้นทันที”
ลานเซลอตจ้องมองเฉินอันหลานต่ออีกหลายวินาทีก่อนจะละสายตา แล้วก้มลงดื่มชาไปอึกหนึ่ง
“จากที่ได้ยินความหมายของหัวหน้าเจียงแล้ว ดูเหมือนคุณกำลังสงสัยว่า ผมอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่คุณหมอคริสต้องเข้าโรงพยาบาลสินะครับ?”
เจียงหยางยิ้มอีกครั้ง
“ผมแค่ต้องการตรวจสอบหาความจริงเท่านั้น หวังว่าโอดินจะเข้าใจแล้วยอมบอกความจริงกับเจ้าหน้าที่นะครับ เพื่อกู้ความยุติธรรมให้กับคุณหมอคริสเพื่อนคุณด้วย”
ลานเซลอตนิ่งเงียบไม่ตอบอะไร
“หัวหน้าเจียงครับ” เมื่อหมิงจวงเห็นว่าสถานการณ์เริ่มอึมครึมจึงรีบถามขึ้น “ผมขอถามคุณสักหน่อยนะครับ ยาเสพติดที่อยู่ในตัวคุณหมอคริส คุณหามันเจอจากที่ไหนเหรอครับ?”
เจียงหยางขมวดคิ้ว
“ในคลินิกครับ”
“ในเมื่อหาเจอได้ในคลินิก แล้วจะต้องหาความยุติธรรมอะไรให้กับเขาอีกเหรอครับ?”
“คนปกติคงไม่มีทางฉีดยาเสพติดเกินขนาดให้กับตัวเองหรอกนะครับ จริงไหม? ยิ่งคนคนนั้นเป็นคุณหมอที่คุ้นเคยกับการรักษาด้วยก็ยิ่งน่าสงสัย”
“ผมได้ยินมาว่าคุณหมอคริสไม่ได้ฉีดเอง แต่เป็นนางพยาบาลที่อยู่กับเขาช่วยฉีดให้นี่ครับ หรือว่ายังมีส่วนไหนน่าสงสัยที่ต้องไปสอบสวนหาคนอื่นอีกเหรอครับ?”
คำโต้แย้งนั้นทำให้เจียงหยางถึงกับพูดอะไรไม่ออกขึ้นมาทันที
“คุณหมอคริสนอกจากจะฉีดยาเสพติดเกินขนาดเข้าสู่ร่างกายของตัวเองแล้ว ก็ยังมีแอลกอฮอล์และสิ่งอื่น ๆ ที่อาจจะสร้างผลกระทบต่อการตัดสินใจของเขาอย่างใหญ่หลวงก็ได้นะครับ?” ทันใดนั้น เฉินอันหลานที่นั่งเงียบมาตลอดก็พูดออกมา ถึงแม้ว่าจะตอบคำถามของหมิงจวง แต่เป้าสายตาของเขากลับเป็นลานเซลอต “หรือจะอีกข้อสันนิษฐานหนึ่งก็คือ คุณหมอคริสกับนางพยาบาลคนนั้นมีพฤติกรรมแบบนี้ภายใต้แรงกดดันบางอย่าง?”
เมื่อเจียงหยางได้ยินก็มีท่าทีตื่นตกใจไม่น้อย อย่างไรก็ตามเขาก็เข้าใจความหมายของเฉินอันหลานอย่างรวดเร็วจึงมีปฏิกิริยาตอบสนองในทันทีด้วยการพูดขยายความต่อจากนั้น
“ภายในร่างกายของคุณหมอคริสไม่พบของสิ่งใดที่สามารถสร้างผลกระทบต่อการตัดสินใจของเขาได้เลย แต่ก่อนเกิดเรื่องเขาถูกซ้อมอย่างหนัก ทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บร้ายแรง อีกอย่างพยาบาลคนนั้นก็เริ่มมีปัญหาทางจิตอย่างรุนแรงหลังจากที่คุณหมอคริสเกิดเรื่อง…”
“งั้นโอดินช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมครับ วันนั้นตอนที่คุณไปหาคุณหมอคริสที่คลินิกมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง”
เฉินอันหลานถามพุ่งเป้าไปที่ลานเซลอต
เมื่อสิ้นสุดคำถามจู่โจมนั้น บรรยากาศภายในห้องรับแขกก็เย็นยะเยือกขึ้นมาเฉียบพลัน
ลานเซลอตจ้องมองเฉินอันหลาน ดวงตาสีดำสนิทสะท้อนแววลึกซึ้งไม่ปกปิด
“อธิบายอะไร? ผมว่าพวกคุณน่าจะเข้าใจผิดแล้วนะครับ” เว่ยเชียนเฉิน สาดสายตามองนายตำรวจทั้งสองคนอย่างไม่เกรงใจพร้อมกล่าวถ้อยคำถากถาง สีหน้ามาดร้าย “ถ้ามีหลักฐานก็นำหมายศาลมาจับได้เลยครับ ถ้าไม่มีก็อย่ามากล่าวหากันด้วยการใช้คำพูดอ้อมไปอ้อมมาแบบนี้ ถ้าพวกคุณอยากจะหาความยุติธรรมให้กับคุณหมอคริสก็ไม่ผิด แต่ต้องไม่ใช่มาสงสัยนายน้อยของพวกเรา”
เฉินอันหลานหัวเราะอย่างเยือกเย็น
“แล้วเมื่อกี้ใครกันที่บอกว่านายน้อยของพวกนายเป็นเพื่อนกับคุณหมอคริส? ทำไม ในเมื่อเพื่อนเกิดเรื่องขนาดนั้น จะไม่ถามไม่สนใจอะไรเลยอย่างนั้นเหรอ?”
ใบหน้าของเว่ยเชียนเฉินมืดครึ้มทันที เขารีบถลันเข้าไปหมายจะสั่งสอน เฉินอันหลาน แต่กลับถูกหมิงจวงที่ยืนอยู่ด้านหน้าขวางไว้เสียก่อน หมิงจวงขยิบตาให้คู่หู หลังจากสถานการณ์คุกรุ่นสงบลง เขาก็อธิบายให้กับเฉินอันหลานและเจียงหยางฟัง
“ที่คุณชายเฉินพูดก็ถูกครับ ในเมื่อเป็นแบบนี้ หลังจากนี้ถ้าหัวหน้าเจียงต้องการความช่วยเหลืออะไรที่เป็นผลดีต่อรูปคดีในคดีความของคุณหมอคริส พวกเราก็จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพียงแต่เรื่องที่นายน้อยของพวกเราคุยอะไรกับคุณหมอคริสนั้น ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ นะครับ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นความลับของคนไข้ พวกเราไม่สะดวกเปิดเผยจริง ๆ ครับ”
“โอดิน ป่วยเหรอครับ?”
“ไม่ใช่ครับ”
“แล้วใครป่วยล่ะครับ?”
“เป็นเพื่อนที่พิเศษมากสำหรับนายน้อยของพวกเราครับ”
ตอนที่หมิงจวงพูดนั้นเขาปรายตามองไปทางเฉินอันหลานชั่วขณะด้วยสายตาแฝงความนัยบางอย่าง
เฉินอันหลานเห็นทุกการกระทำของหมิงจวงอย่างชัดเจน จึงเดาได้ว่าเพื่อนพิเศษของลานเซลอตที่หมิงจวงพูดถึงนั้นน่าจะหมายถึงตัวเอง ถึงแม้ว่าในใจของเฉินอันหลานจะไม่อยากยอมรับว่าตัวเขาเองน่าจะมีความเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ก็ตาม แต่หลังจากที่คริสฉีดยาระงับให้กับเขาจนก่อเกิดผลข้างเคียงอย่างร้ายแรง ไม่นานคริสก็เกิดเรื่องขึ้นทันที ซึ่งเรื่องที่เกิดรวมทั้งเวลาที่เกิดเรื่องช่างเหมาะเจาะลงตัวเหลือเกิน ยิ่งไปกว่านั้นสายตาของหมิงจวงเมื่อครู่ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่ามันหมายถึงตัวเขาเอง... เฉินอันหลานขมวดคิ้ว แต่กลับไม่ได้ส่งเสียงใด ๆ ออกมา
ฝ่ายเจียงหยางก็นิ่งไปเช่นกัน เขาเป็นตำรวจมานานกว่าสิบปี และไม่เคยรู้สึกกลัวไม่ว่าจะเจอคดีอะไรหรือต้องไล่ล่าอาชญากรคนไหน แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกกดดันแปลก ๆ ไม่ใช่ว่าเขาขี้ขลาดแต่เพราะคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นถึงคนในตระกูลเอสเตที่มีพลังอำนาจมากจริง ๆ แค่นั่งอยู่ในห้องรับแขกนี้ไม่กี่สิบนาที ตำรวจวัยกลางคนก็รู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปนานนับทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นอัลฟ่าคนไหนก็คงรู้สึกไม่ต่างจากเขาถ้าต้องเผชิญหน้ากับ ——อัลฟ่าขั้นสูงบวกกับความน่ายำเกรงของอัลฟ่าอีกสองคน…
เจียงหยางเคร่งเครียดและตื่นตระหนกอย่างบอกไม่ถูก เขาหันไปกระซิบคนข้าง ๆ
“อันหลาน ตอนนี้เราจะทำยังไงกันดี?”
“คุณเป็นคนมาถามพวกเขาเรื่องนี้ ไม่ใช่ผม”
เมื่อเห็นว่าเฉินอันหลานไม่สนใจเขา เจียงหยางจึงไม่กล้าที่จะถามต่อ
“งั้น...” เขานั่งเงียบอยู่บนโซฟาสักพัก ครุ่นคิดหลายตลบแล้วก็หยุดคำถามไปชั่วขณะ เห็นชัดว่าครั้งนี้พวกเขาคงจะไม่ยอมบอกในสิ่งที่ไม่ต้องการบอกแน่ ๆ เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้ เจียงหยางก็ไม่รั้งอยู่นาน เขาพูดคุยกับเจ้าของบ้านอีกเล็กน้อย จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วกล่าวลาในที่สุด
เมื่อเจียงหยางไปแล้ว ในห้องรับแขกจึงเหลือเพียงแค่ลานเซลอตผู้เป็นเจ้าบ้านและเฉินอันหลานที่เป็นแขกที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม
“พวกนายสองคนออกไปก่อนไป” ลานเซลอตออกคำสั่งให้หมิงจวงและ เว่ยเชียนเฉินออกไป
หมิงจวงและเว่ยเชียนเฉินโค้งตัวให้เจ้านาย จากนั้นก็ออกจากห้องรับแขกไปตามคำสั่ง
ตอนนี้ในห้องรับแขกเหลือแค่ลานเซลอตและเฉินอันหลานตามลำพังเท่านั้น อัลฟ่าหนุ่มจึงเอ่ยปากพูดด้วยสีหน้านิ่งเฉย
“หัวหน้าของนายมาหาฉันเพราะคดี แล้วนายล่ะ?”
เฉินอันหลานล้วงของขวัญที่เอามาด้วยออกมา แล้ววางลงบนโต๊ะ
ลานเซลอตมองดูอย่างนิ่งเฉยโดยไม่พูดอะไร
“ผมแค่อยากซื้อของบางอย่างจากคุณ”
“ของอะไร”
“เซรุ่มยาระงับ”
นัยน์ตาสีดำทมิฬฉายแววลึกลับอย่างยากจะคาดเดาในทันที ผู้นำตระกูลเอสเตจ้องมองเฉินอันหลานอยู่นานหลายนาทีก่อนจะใช้มือตบปุ ๆ ลงบนโซฟาที่ตำแหน่งข้างกายของตัวเอง
“มานั่งตรงนี้มา”
เฉินอันหลานมองลานเซลอตด้วยสายตาแปลกใจ เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้ขยับไปไหน
“แล้วจะคุยกันยังไง?”
“ผมนั่งตรงนี้ก็ได้”
“งั้นก็ไม่ต้องคุย เชิญ”
ลานเซลอตออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงแสนเย็นชา
เดิมทีเฉินอันหลานตั้งใจจะลุกขึ้นแล้วเดินออกไป แต่เมื่อคิดได้ว่าคืนนี้ เขาจะต้องไปพบพ่อกับแม่ถ้าขจัดยาระงับในร่างกายของตัวเองไม่หมด สถานะที่เขาปิดบังซ่อนเร้นมานานหลายปีก็อาจจะถูกพ่อแม่ล่วงรู้ ถึงตอนนั้นเรื่องทุกอย่างจะไม่ใช่แค่การ ‘หารือ’ อีกแล้ว แต่จะกลายเป็นต้องทำตามคำสั่งของพ่อและแม่ และเขาจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะเลือกทางเดินของตัวเองหรือปกป้องตัวเองอีก…
เมื่อลังเลอยู่สักพัก เฉินอันหลานก็ยืนขึ้น แล้วเดินมานั่งลงบนโซฟาข้างกายลานเซลอต
“ไกลไป”
เฉินอันหลานขยับเข้าไปใกล้คนออกคำสั่งมากขึ้น
ลานเซลอตยกมือขึ้นพาดบนพนักพิงโซฟาด้านหลัง
“ก็ยังไกลไป”
“ผมมาซื้อของจากคุณ”
“ฉันก็เคยบอกไปก่อนหน้านั้นแล้วนี่”
เฉินอันหลานกัดฟันกรอด จากนั้นก็ขยับก้นไปนั่งบนตำแหน่งที่มือข้างหนึ่งของลานเซลอตสามารถเอื้อมถึง
“ใกล้พอรึยัง?”
“พอได้” ลานเซลอตหันไปมองใบหน้าของคนตัวเล็กกว่าที่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบพลางถามขึ้น “เมื่อกี้นายบอกจะมาซื้ออะไรนะ?”
เฉินอันหลานสูดลมหายใจเข้าลึก เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธไว้ในใจแล้วพูดออกไป
“เซรุ่ม”
“เซรุ่มอะไร?”
“...ยาระงับ”
“แต่นายเป็นอัลฟ่า”
“...” เฉินอันหลานหันไปมองแววตาของคนข้าง ๆ “คุณกำลังเยาะเย้ยผม ใช่ไหม?”
ลานเซลอตยกมือที่พาดบนพนักพิงโซฟาด้านหลังออก แล้วโอบไปบนไหล่ของเฉินอันหลานแทน เฉินอันหลานออกแรงสะบัดทันที แต่กลับถูกคนเอาแต่ใจออกแรงโอบรัดไว้แน่น
“นายน่าจะรู้นะว่าทั้งเมืองมีแค่ฉันคนเดียวที่มีของที่นายต้องการ”
เฉินอันหลานเลิกดิ้นรนและหันหน้ามาจ้องหน้าลานเซลอตเขม็ง
ลานเซลอตกระชับวงแขนให้ร่างของโอเมก้าหนุ่มแนบชิดกับร่างของตนมากขึ้นก่อนยื่นหน้าไปกระซิบข้างใบหูของอีกฝ่าย
“แล้วนายจะเอาอะไรมาแลกกับเซรุ่มของฉัน?”
“บอกราคามาได้เลย”
“ฉันไม่ได้อยากได้เงิน”
“แล้วอยากได้อะไร?”
“นาย”
เมื่อเฉินอันหลานได้ยินก็หลับตาทั้งสองข้างลงทันทีอย่างอดกลั้น เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งสายตาของเขาก็กลับมาเป็นปกติ
“ยกเว้นเรื่องนี้ นายขออย่างอื่นเถอะ”
“ยกเว้นเรื่องนี้?” ลานเซลอตบีบไหล่คนในอ้อมแขนแน่น ก่อนจะกระซิบข้างหูของเขาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เอาจริง ๆ นะ ถ้าไม่ใช่ ‘ตัวนาย’ ฉันก็ไม่สนใจอย่างอื่นแล้ว คิดดูสินายมีอะไรที่ฉันไม่มีบ้างล่ะ?”
เฉินอันหลานเงียบไปในพริบตา
เล่ม 5 วางขายวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 จ้า