เครื่องส่งสัญญาณข้ามมิติ
กัสถูกซีต้ากักตัวไว้ตรวจสอบนานหลายชั่วโมง กว่าเธอจะยอมปล่อยตัวเขาไปแบบไม่เต็มใจสักเท่าไหร่เพราะว่าเธอยังไม่ได้ข้อมูลอย่างที่เธอหวัง
แม้จะน่าผิดหวังแต่ซีต้าก็ทำได้เพียงปล่อยตัวกัสไปเท่านั้นเพราะว่าเธอไม่สามารถหาข้อมูลจากตัวเขาได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว
ส่วนตัวกัสนั้นหลังจากถูกปล่อยตัวเขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ก่อนจะสังเกตเห็นสีหน้าท่าทางที่เคร่งเครียดและความรู้สึกผิดหวังของซีต้า
เมื่อเห็นสภาพของหญิงสาวคนรักที่เป็นเช่นนี้ กัสก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงจนต้องปลอบ
แต่ทันทีที่เขายื่นมือออกไปสัมผัสกับหัวไหล่ของซีต้าอย่างอ่อนโยน สายตาที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดของซีต้าก็ตวัดมายังเขาทันที ทำเอากัสถึงกับสะดุ้งน้อยๆ
“มีอะไร..”
แม้ว่าน้ำเสียงของซีต้าจะไม่ได้เย็นชาหรือใส่อารมณ์มากนัก แต่เมื่อรวมเข้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด กับน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความไม่พอใจเช่นนี้ กัสก็หมดสิ้นความกล้าที่จะปลอบโยนเธอด้วยวิธีที่เขาชำนาญในทันที
“ม..ไม่มีอะไร ข้าแค่อยากจะถามว่า..ข้าไปได้แล้วใช่ไหม”
ซีต้าขมวดคิ้วเพราะท่าทางที่ผิดปกติของกัสก่อนจะพยักหน้ารับอย่างไม่คิดอะไรเพราะภายในใจของเธอนั้นกำลังหมกมุ่นอยู่กับข้อมูลใหม่ที่ได้รับมาจากกัส
แม้ว่าซีต้าจะไม่ได้ข้อมูลที่เธอต้องการ แต่ข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบร่างกายของกัสก็มากพอที่จะทำให้เธออนุมานได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง ซึ่งสิ่งนี้น่าจะมีประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ไม่มากก็น้อยทำให้เธออยากรีบที่จะวิเคราะห์มันเร็วๆ
การกวนใจของกัสจึงทำให้ซีต้าหงุดหงิด แต่เธอก็ไม่ใช่พวกที่ใส่อารมณ์กับคนอื่นอยู่แล้วแต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรู้สึกไม่พอใจของเธอมันหลุดออกไปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อได้คำตอบกัสก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจะยิ้มน้อยๆ เป็นเชิงให้กำลังใจแล้วออกไปจากห้องทำงานอย่างรวดเร็ว
หลังจากเดินออกมาจากห้องกัสก็แอบได้ยินเสียงของซีต้าที่เหมือนจะกำลังคุยกับใครบางคนอยู่ ซึ่งทำให้เขาสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าดินแดนของเขาในตอนนี้สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้แล้ว จึงเข้าใจได้ไม่ยากว่าซีต้ากำลังคุยงานกับคนอื่นอยู่
เมื่อรู้แบบนั้นกัสก็ยิ่งไม่อยากรบกวนเลยเดินหนีออกไปอย่างช้าๆ ก่อนจะถูกมือของมิซ่าที่ยื่นออกมาจากห้องนอนของเธอดึงตัวเอาไว้ก่อน
กัสหยุดมองมือของมิซ่าที่ยื่นออกมาจากห้องเพื่อดึงมือเขา ก่อนจะมองไปยังเจ้าตัวที่ส่งสายตาอ้อนวอนที่หวานปานจะหยดมาให้เขา
เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็เข้าใจความหมายในทันที แต่เขาก็นึกลังเลใจเพราะสีหน้าท่าทางที่เคร่งเครียดของซีต้าเมื่อครู่นี้
“ที่นี่ไม่เหมาะ..ซีต้ากำลังคุยงานอยู่ พวกเราไปทำกันที่บ้านข้าดีกว่า.”
มิซ่าขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอลังเลใจอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ยอมตกลงตามคำเชิญของกัสและเดินตามเขาไปด้วยใบหน้าเขินๆ ตามมาด้วยคิตตี้ที่ไม่รู้ว่าโดนเรียกมาหรือรออยู่กับมิซ่าตั้งแต่แรก
ทันทีที่เมดสาวตัวน้อยเห็นหน้ากัส ใบหน้าของเด็กสาวก็แดงก่ำด้วยความเขินอายและพยายามหลบสายตาของเขาจนทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มน้อยๆ แล้วยื่นมือออกไปตีก้นนิ่มๆ ของเธอเบาๆ
เสียงร้องที่ดังขึ้นด้วยความตกใจและความเขินอายยิ่งกระตุ้นอารมณ์ของเขาให้มากขึ้นไปอีก
แต่กัสก็ยังไม่อยากรบกวนซีต้าในตอนนี้เขาเลยรีบพามิซ่ากับคิตตี้ออกไป ซึ่งก่อนจะออกไปกัสก็สังเกตเห็นวอร์แคทที่ยืนมองอยู่ที่มุมหนึ่ง เขาก็เลยกวักมือเรียกเธอให้ตามมาด้วย
ทว่าวอร์แคทนั้นเพียงยิ้มและส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะหันไปมองประตูห้องของซีต้า ซึ่งทำให้กัสเข้าใจและถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะพยักหน้ารับแล้วพามิซ่ากับคิตตี้ไปกันสามคน
หลังจากออกไปจากบ้านกัสก็ย้อนกลับไปยังบ้านของเขาและเชิญชวนมิซ่ากับคิตตี้เข้าไปในบ้านก่อนจะเผชิญหน้าสายตาของเหล่าน้องสาวที่มองตามมาด้วยความประหลาดใจ
ทันทีที่น้องสาวคนรองเห็นมิซ่ากับคิตตี้ดวงตาของเด็กสาวก็ทอประกายวาววับก่อนจะยิ้มกริ่มพลางหัวเราะเบาๆ ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่มีความหมาย
เสียงหัวเราะที่คล้ายกับกัสนี้ทำให้สองสาวหน้าแดงด้วยความขัดเขินเพราะพวกเธอเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในรอยยิ้มและเสียงหัวเราะนี้ดี
กัสเองก็เช่นกัน แต่เขาก็ไม่ได้ขัดหากแต่ส่งสายตากรุ้มกริ่มสวนกลับไปจนทำให้น้องสาวคนรองหน้าแดงขึ้นมาก่อนจะรีบหลบสายตาแทน
“ไม่มาด้วยกันหรอยัยตัวเล็ก..”
“ม..ไม่เอาด้วยหรอก หนูอยากเล่นเกมมากกว่า พี่กัสจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ! หนูไม่ว่าง!”
ท่าทางที่แสนน่ารักนี้ทำให้กัสหัวเราะขำๆ ก่อนจะหันกลับไปหามิซ่ากับคิตตี้แล้วพาสองสาวเข้าไปสานสัมพันธ์รักที่ร้อนแรงภายในห้องนอนที่มีความสามารถในการเก็บเสียงที่ดีกว่าสมัยก่อนมาก
ด้วยเหตุนี้แม้ว่ากัสกับมิซ่าและคิตตี้จะเริงรักกันหนักหน่วงแค่ไหนก็ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่นิดเดียว เหล่าเด็กสาวที่แสนไร้เดียงสาจึงสามารถรวบรวมสมาธิกับการเล่นเกมของพวกเธอได้
อาจจะมีเพียงน้องสาวคนรองเท่านั้นที่มีความต้องการเกิดขึ้นเพราะเอาแต่คิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องอยู่ตลอด
ซึ่งท้ายที่สุดเด็กสาวก็ทนไม่ไหวจนแอบเปิดประตูเข้าไปร่วมวงด้วย ก่อนจะจบลงด้วยการถูกกัสลากเข้าจัดหนักจนเสียงครวญครางดังออกมาไม่ขาด
กัสทุ่มเทความต้องการทั้งหมดลงไปบนเรือนร่างของเด็กสาวทั้งสาม เสพรับความสุขสมจากเรือนร่างของพวกเธอและนำพาพวกเธอจนไปถึงฟากฝั่งแห่งความสุขสมก่อนจะพากันหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
หลังจากโหมหนักติดต่อกันนานถึงสามชั่วโมงเต็ม กัสก็เดินออกมาจากห้องด้วยความสดชื่น ก่อนจะนั่งลงในห้องนั่งเล่นและสังเกตเห็นเกมที่น้องสาวเล่น
ถึงตอนนั้นกัสก็นึกขึ้นได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ก่อนหน้านี้ แต่พอเขาหันไปมองเวลา เขาก็ต้องผิดหวังเพราะหลังจากเสียเวลากับซีต้าไปหลายชั่วโมง มาเปิดศึกรักที่เร่าร้อนกับมิซ่าคิตตี้และน้องสาวคนรองของเขาอีกหลายยก เวลาก็ผ่านเลยไปจนถึงตอนเย็นเสียแล้ว
อีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว มันคงไม่เหมาะที่จะไปคุยเรื่องสำคัญเท่าไหร่ กัสก็เลยตัดสินใจเอาไว้พรุ่งนี้แทน
ซึ่งหลังจากนั้นก็เป็นไปอย่างที่เขาคิด น้องสาวคนโตของเขามาตามกัสไปทานอาหารเย็นร่วมกับทุกคน
ในช่วงที่ทานอาหารอยู่นั้นแม้กัสจะเห็นแองจี้อยู่ด้วย ทว่าเขาก็ไม่ได้สอบถามอะไรมาก นอกจากบอกกับเธอสั้นๆ ว่าพรุ่งนี้เช้าเขาจะเข้าไปคุยด้วยเพียงเท่านั้น ซึ่งแองจี้ก็ตอบรับกลับมาสั้นๆ พร้อมกับรอยยิ้ม
ต่อจากนั้นมื้ออาหารที่แสนสุขก็เริ่มต้น เสียงพูดคุยดังขึ้นเล็กน้อย เนื้อหาที่คุยกันนั้นได้หลุดพ้นไปจากเนื้อหาในอดีตที่เกี่ยวกับเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในดินแดน ไปยังเนื้อหาที่เกี่ยวกับโลกภายนอกมากยิ่งขึ้น
กัสแอบสังเกตเห็นความมีชีวิตชีวาของทุกคนที่เพิ่มขึ้น ทั้งยังดูกระตือรือร้นมากกว่าเดิมไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องเล่น
เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็คิดว่าการที่สามารถติดต่อกับคนที่อยู่ข้างนอกดันเจี้ยนได้นั้นเป็นเรื่องที่ดีขนาดไหน
เทียบกับสมัยก่อนที่ทุกคนต้องใช้ชีวิตอยู่กับการทำงานหนักจนหมดแรงและนอนแต่หัวค่ำในทุกๆ วัน ความสนุกสนานเพลิดเพลินใจเพียงหนึ่งเดียวก็มีเพียงการเริงรักของบุรุษสตรีที่ต้องเฝ้ารออย่างอดทนว่ากัสจะเลือกใครในค่ำคืนนั้น
ทว่าตอนนี้นอกจากการทำงานที่ลดลง การฝึกฝนที่มีอิสระมากยิ่งขึ้น พัฒนาการที่ก้าวกระโดดขึ้นจากการสนับสนุนของกัสแล้ว การที่สามารถติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกได้นั้น ทำให้วิถีชีวิตของทุกคนกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน
โลกของพวกเธอเปิดกว้างขึ้นอีกครั้งหลังจากถูกปิดกั้นด้วยมิติของดันเจี้ยนที่ตัดขาดทุกคนออกจากวิถีชีวิตที่คุ้นเคย
เมื่อกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง ความมีชีวิตชีวาของทุกคนก็เพิ่มขึ้นเป็นธรรมดา สังคมโลกวิญญาณที่เชื่อมต่อทุกคนเข้าด้วยกันผ่านอุปกรณ์นั้น ทำให้ทุกคนสามารถพูดคุยกับเพื่อน ญาติพี่น้อง หรือพ่อแม่ได้จากในดันเจี้ยน
ความน่ากลัวของดันเจี้ยนจึงหมดไปและกลายเป็นเหมือนค่ายฝึกฝนสำหรับทุกคนแทน จึงไม่น่าแปลกที่ทุกคนจะสดใสร่าเริงและมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น
กัสมองภาพแห่งความสุขด้วยความพึงพอใจและหันไปมองแองจี้ด้วยความชื่นชมอีกครั้งก่อนจะจบมื้ออาหารด้วยความสุขสำราญที่มากยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
พอจบมื้ออาหาร ก็ตามมาด้วยช่วงเวลาพักผ่อนที่แสนสุข ซึ่งกัสที่เก็บตัวฝึกฝนหนักมาถึง 2 อาทิตย์เต็มๆ ย่อมต้องมีความปรารถนาที่อัดแน่นอยู่ภายใน
แม้จะได้ปลดปล่อยออกไปบ้างแล้วกับมิซ่า คิตตี้และน้องสาวคนรอง แต่มันก็ยังห่างไกลจากคำว่าพึงพอใจสำหรับเขาอยู่บ้าง
ค่ำคืนนั้นกัสจึงตระเวนไปหาสาวๆ ของเขาแต่ละคนและเปิดศึกรักกับพวกเธออย่างร้อนแรงเพื่อเติมเต็มความปรารถนาในใจของพวกเธอและตอบสนองต่อความปรารถนาที่ร้อนแรงของเขา
ช่วงเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วศึกรักที่ไม่มีวันจบสั้นนั้นดำเนินไปตลอดทั้งคืน จนกระทั่งเช้าของวันใหม่กัสก็ยังไม่สามารถมอบความรักความเอ็นดูให้กับหญิงสาวของเขาทุกคนได้
นี่เป็นเพราะหญิงสาวของเขาแต่ละคนต่างพัฒนาไปกันมาก เพียงแต่การเริงรักแค่ไม่กี่ชั่วโมงย่อมไม่สามารถทำให้พวกเธอหมดแรงจนหลับไปได้เหมือนเมื่อก่อนอีก
ความอดทนที่มากขึ้นทำให้ศึกรักของกัสและสาวๆ ยาวนานยิ่งกว่าเดิมและทำให้ความสุขสมที่พวกเขาได้รับมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน
ไม่ว่าจะโหมหนักเพียงใด ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนจนแข็งแกร่งก็สามารถรองรับความร้อนแรงของกัสได้ทำให้ทุกคนปลดปล่อยกันอย่างเต็มที่จนกระทั่งค่ำคืนที่ยาวนานผ่านพ้นไป
กัสก็จำต้องพักแม้จะไม่อยากเพราะมันถึงเวลาเช้าแล้ว งานที่หยุดพักไปก็จำต้องเดินหน้าต่อตามเวลาที่กำหนด
ตัวเขาเองก็มีเรื่องที่อยากจะไปคุยกับแองจี้ด้วยเช่นกัน กัสจึงต้องหยุดในช่วงรุ้งเช้าแล้วนอนพักเพียงครู่สั้นๆ ก่อนจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้วเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดใสที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
สาวๆ ที่ผ่านศึกรักที่ร้อนแรงมานั้นมีบ้างที่อ่อนเพลียเพราะเพิ่งจบศึกรักที่ร้อนแรงกับกัสเมื่อตอนรุ่งเช้าของวันใหม่
ส่วนคนที่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอก็ตื่นขึ้นมาอย่างสดใสมีชีวิตชีวาทั้งยังอิ่มเอิบยิ่งกว่าวันก่อนๆ ผิวหนังมีน้ำมีนวลกว่าเดิมจนดูสวยเป็นพิเศษ
เพียงแค่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทุกคนก็รู้ได้ในทันทีว่าเมื่อคืนที่ผ่านมามีใครบ้างที่ได้รับความรักความเอ็นดูจากกัส
แม้จะมีความอิจฉาอยู่บ้างเล็กน้อย แต่กัสก็มองไปทางพวกเธอแล้วส่งยิ้มกรุ้มกริ่มที่สื่อความหมายที่ชัดเจนไปให้ทำให้เหล่าหญิงสาวที่พลาดโอกาสต้องหน้าแดงระเรื่อด้วยความขัดเขินและความตื่นเต้น
หลังจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไปตามปกติ กัสเองก็ไปหาแองจี้ตามที่เขาบอกเอาไว้เมื่อวานตอนเย็น
เมื่อกัสไปถึงห้องทำงานของแองจี้ ทุกอย่างก็ถูกเตรียมเอาไว้แล้ว ราวกับเธอรู้ว่าเขามาหาเธอด้วยเรื่องอะไร
“ยินดีต้อนรับค่ะท่านกัส เชิญทางนี้ค่ะ”
กัสพยักหน้ารับด้วยความตื่นเต้นแล้วเดินตามแองจี้เข้าไปด้านในเพื่อดูอุปกรณ์ตัวใหม่ที่แองจี้สร้างขึ้นจากวัตถุดิบที่เกิดจากการปลูกฝังพลังวิญญาณของเขา
“ท่านกัสจำได้หรือไม่ค่ะว่าก่อนหน้านี้พวกเราทำการทดลองอย่างหนึ่งและมีการปลูกฝังพลังวิญญาณจำนวนหนึ่งลงไปในผลึกวิญญาณ”
“ข้าจำได้..ผลการทดลองเป็นยังไงบ้าง สำเร็จหรือล้มเหลว”
“ทั้งหมดยังไม่มีคำตอบค่ะ”
กัสเลิกคิ้วขึ้นมาด้วยความประหลาดใจกับคำตอบที่ได้เพราะเขาคิดว่าแองจี้พูดขึ้นมาก็เพราะว่ามีผลลัพธ์บางอย่างจากการทดลองเสียอีก
“ไม่มีผลงั้นหรือ”
“ค่ะ! ยังไม่มีตัวอย่างชิ้นไหนแสดงผลลัพธ์ออกมาค่ะ แต่พวกเราได้พบกับความสำเร็จบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับการทดลองค่ะ”
“ความสำเร็จบางอย่าง”
กัสทวนคำด้วยความประหลาดใจและรอฟังอย่างตั้งใจ แองจี้เห็นแบบนั้นก็ไม่รอช้าเปิดบันทึกโลกวิญญาณของเธอขึ้นมาทันทีและฉายภาพบางอย่างขึ้นจนจอ
“สิ่งนี้คือตัวอย่างที่ข้าส่งออกไปเพื่อให้ฝ่ายวิศวกรรมมนตราทำการทดลองต่อ เนื่องจากการทดลองในดันเจี้ยนนั้นมีปัจจัยที่จำกัด ข้าจึงส่งตัวอย่างบางส่วนออกไปเพื่อทำการทดลองต่อในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันค่ะ”
กัสรับฟังอย่างสงบโดยไม่พูดอะไรเกี่ยวกับการตัดสินใจโดยไม่บอกเขาก่อนของแองจี้เพราะเขาเคยบอกเธอแล้วว่าถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่ต้องบอกเขาก็ได้
ดังนั้นกัสจึงไม่แปลกใจที่แองจี้ตัดสินใจส่งตัวอย่างกลับไปยังฝ่ายวิศวกรรมมนตราเพื่อทำการทดลองในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง
ในจุดนี้กัสมองดูภาพที่แองจี้ฉายให้ดู มองดูพื้นที่แห่งหนึ่งที่เขาไม่รู้จัก ก่อนจะได้รับคำอธิบายจากแองจี้ที่บอกให้รู้ว่าพื้นที่แห่งนี้คือพื้นที่ทดลองที่ถูกสร้างขึ้นให้มีพลังเวทในธรรมชาติที่หนาแน่นผิดปกติ
“ความสำเร็จที่ได้เกิดขึ้นจากตัวอย่างทดลองชิ้นนี้ค่ะท่านกัส ตัวอย่างทดลองชิ้นนี้ถูกทิ้งเอาไว้ในพื้นที่ที่มีพลังเวทในธรรมชาติที่หนาแน่นกว่าปกติ 10 เท่าค่ะ ซึ่งหลังจากทิ้งเอาไว้นาน 10 วันก็ตัวอย่างทดลองก็มีปฏิกิริยาตอบสนองครั้งแรก หลังจากนั้นอีก 5 วันก็มีปฏิกิริยาตอบสนองอีกครั้งและตอบสนองทุกๆ 5 วันนับจากนั้น”
ปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดขึ้นนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับการทดลอง ทำให้ทางฝ่ายวิศวกรรมมนตราไม่ได้แจ้งให้แองจี้ทราบ
ทว่าแองจี้นั้นสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างได้ก่อน ความผิดปกติบางอย่างที่ว่าคือ การเชื่อมต่อที่ผิดปกติกับโลกภายนอก
ความผิดปกตินี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตัวอย่างทดลองเกิดปฏิกิริยาขึ้นมาพอดี ซึ่งหลังจากตรวจสอบดูเธอก็พบว่าตัวอย่างทดลองชิ้นนั้นมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับพลังเวทในธรรมชาติ
เมื่อตรวจสอบลงลึกเข้าไป ก็มีการค้นพบว่าตัวอย่างทดลองชิ้นดังกล่าวมีการเผาผลาญพลังเวทที่ผิดปกติ
ถึงตอนนั้นแองจี้จึงขอให้ฝ่ายวิศวกรรมมนตราตรวจสอบโดยละเอียด จนพบว่าผลึกวิญญาณที่กัสปลูกฝังพลังวิญญาณลงไปนั้น ได้เกิดคุณสมบัติพิเศษบางอย่างขึ้น ซึ่งจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมันมีพลังเวทเพียงพอ
คุณสมบัติที่ว่าก็คือ การเชื่อมต่อข้ามมิติ
ในความเป็นจริงคุณสมบัติข้อนี้ถูกค้นพบมาก่อนแล้วจากการทดลองกับผลึกวิญญาณที่มีการปลูกฝังจิตสำนึกและพลังวิญญาณลงไป
ทว่าเป้าหมายในการทดลองก่อนหน้านี้คือการสร้างระบบควบคุมผ่านมิติขึ้นมา ต่างจากครั้งนี้ที่ค้นพบว่าแม้จะไม่ได้ปลูกฝังจิตสำนึกลงไปด้วย ผลึกวิญญาณก็ยังมีความสามารถในการเชื่อมต่อข้ามมิติได้อยู่
เพียงแต่ความสามารถนี้ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยตัวของมันเองและมีการเผาผลาญพลังเวทที่มาก ซึ่งผลึกวิญญาณทั่วไปไม่มีพลังมากพอที่จะทำงานได้
ตัวอย่างทดลองที่เกิดปฏิกิริยาขึ้นนั้น เป็นตัวอย่างทดลองที่ถูกใส่ไว้ในพื้นที่ที่มีพลังเวทในธรรมชาติหน้าแน่นกว่าปกติ 10 เท่า มันจึงเกิดปฏิกิริยาขึ้นเพราะพลังเวทจากภายนอกหนาแน่นกว่าภายใน มันจึงเกิดการถ่ายเทพลังเวทตามธรรมชาติ
เมื่อมีพลังเวทมากพอมันก็แสดงผลของมันออกมาทันทีและเกิดเป็นการเชื่อมต่อที่ผิดปกติซึ่งแองจี้สังเกตเห็น
“ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้าจึงทำการทดลองสร้างอุปกรณ์สื่อสารขึ้นเพื่อใช้ร่วมกับผลึกวิญญาณที่ท่านกัสปลูกฝังพลังวิญญาณเอาไว้นะคะและนี่ก็คือผลลัพธ์จากการทดลองของข้า เครื่องส่งสัญญาณข้ามมิติ”
พูดจบแองจี้ก็ผายมือออกไปยังเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนตู้ขายน้ำอัตโนมัติที่มีอยู่ในตระกูลของเขา เพียงแต่มีขนาดที่เล็กกว่าเท่านั้น
ความสูงของตัวเครื่องราวๆ 1 เมตร กว้างประมาณ 30 เซนติเมตรและยาว 50 เซนติเมตร โดยรวมแล้วมันถือเป็นเครื่องมือที่มีขนาดใหญ่พอสมควร
“ในอุปกรณ์ตัวนี้มีการต่อพ่วงผลึกวิญญาณที่ผ่านการปลูกฝังพลังวิญญาณของท่านกัสเอาไว้ภายในค่ะ ซึ่งทำให้กำลังส่งของมันเพิ่มสูงขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้อุปกรณ์มีความต้องการพลังเวทที่สูงขึ้นด้วย ข้าจึงต้องเสริมแบตเตอรี่พลังเวทเข้าไปด้วยเพื่อให้อุปกรณ์สามารถทำงานได้ตลอดเวลาค่ะ”
คำอธิบายของแองจี้นั้นเข้าใจยากอยู่บ้าง แต่ก็นับว่าโชคดีที่กัสได้เรียนเรื่องวิศวกรรมมนตรามาบ้างแล้ว เขาเลยพอเข้าใจว่ามันมีหลักการทำงานยังไง
โดยสรุปตัวเครื่องนี้ไม่ได้ต่างจากอุปกรณ์ส่งสัญญาณทั่วไปเท่าไหร่ ความต่างเดียวคือ มันทำงานผ่านผลึกวิญญาณของเขา ซึ่งต้องเสริมตัวควบคุมลงไปด้วยอีกตัวหนึ่งเพื่อควบคุมการทำงานและต้องใส่แบตเตอรี่พลังเวทขนาดใหญ่ลงไปเพื่อให้พลังงานกับมัน
ความซับซ้อนของอุปกรณ์ไม่ได้สูงนัก แต่ยากที่จะผลิตเพิ่มเพราะวัตถุดิบสำคัญนั้นได้มาจากการปลูกฝังพลังวิญญาณของกัสที่มีพลังของพรศักดิ์สิทธิ์แฝงอยู่
“แบบนี้เอง..เพราะเจ้าเครื่องนี่ดินแดนของข้าก็เลยติดต่อกับเครือข่ายโลกวิญญาณได้สินะ”
“ค่ะ! แต่ถ้าจะพูดให้ถูกคือ เครื่องส่งสัญญาณตัวนี้เพียงแค่ทำการติดต่อกับเครื่องส่งสัญญาณอีกตัวเท่านั้นค่ะ มันไม่ได้ทำการเชื่อมต่อกับเครือข่ายโลกวิญญาณโดยตรง แต่มีสถานะเป็นเหมือนช่องทางเชื่อมต่อมากกว่าค่ะ”
กัสพยักหน้ารับอย่างเข้าใจและตระหนักว่าคุณสมบัติของเครื่องมือตัวนี้มีค่ามากขนาดไหน ซึ่งหลังจากครุ่นคิดถึงข้อดีของมัน เขาก็อดไม่ได้ที่จะหันไปหาแองจี้เพื่อสอบถามถึงต้นทุนการผลิตเพื่อทำการผลิตในจำนวนมาก
“เจ้าคิดว่าไงแองจี้ หากข้าจะผลิตเจ้าเครื่องนี้ให้มากขึ้นแล้วขายให้กับตระกูล”
“เรื่องนั้น..ข้าไม่แนะนำนะคะ แม้ว่ามันจะมีคุณสมบัติที่ดีมาก แต่การใช้งานมันค่อนข้างจำกัดและเกินความจำเป็นไปสักหน่อย ในความคิดของข้าหากท่านกัสอยากจะผลิตจำนวนมากเพื่อขายละก็ ข้าแนะนำให้จำกัดปริมาณข้อมูลที่จะส่งข้ามมิติจะดีกว่า เอาแค่ทำให้สามารถส่งข้อความข้ามมิติได้ก็เพียงพอแล้ว”
กัสนิ่งคิดไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยเพราะยิ่งลดปริมาณข้อมูลที่จะส่งข้ามมิติเอาไว้มากเท่าไหร่ ขนาดของอุปกรณ์ก็จะเล็กลงเท่านั้น ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังวิญญาณที่เขาต้องปลูกฝังลงไปในผลึกวิญญาณด้วย
“เอาแบบนั้นก็ได้ รบกวนเจ้าด้วยนะแองจี้”
“ด้วยความยินดีค่ะท่านกัส!!”