“เพ้ย! นางหญิงแพศยาพอสุขสมอารมณ์หมายแล้วก็สะบัดหน้าทำเมินไม่รู้จักกันเชียวนะ หากมิใช่เจ้ามายั่วยวนข้าก่อนข้าไหนเลยจะชายตามอง!”
หมิงเถี่ยจู้โกรธจัดจนตาแดงก่ำไม่คิดว่าจ้าวจินจือจะกล้าย้อนกลับมาเล่นงานตนเอง จึงถ่มน้ำลายใส่หน้านางอย่างเดือดดาลราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเสียให้ได้
หัวหน้าหมู่บ้านฟังจ้าวจินจือร่ำไห้ฟูมฟายจนปวดหัวพอได้ยินหมิงเถี่ยจู้เอ่ยปากก็ยิ่งระงับโทสะไม่อยู่
บัดนี้แค่จะมองหน้าสองพี่น้องหมิงเป่าจูเขายังไม่กล้าทั้งที่รู้แจ้งว่าพวกเขายืนอยู่ไม่ไกล แต่กลับไม่กล้าหันไปมอง
สองวันก่อนหลังจากกลับถึงบ้าน เขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้านของหมิงเป่าจูให้คนในบ้านฟังเฉียนซื่อด่าเขาว่าตาแก่เลอะเลือน แม้แต่บุตรชายก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ยังโกรธเคืองเขาอีกคน
แต่สุดท้ายบุตรชายก็เข้ามาพูดคุยด้วยหลังจากพ่อลูกได้สนทนากัน เขาก็รู้สึกว่าตนเองทำผิดไปใช่หรือไม่
อาจารย์ของนางเป็นถึงผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตบุตรชายของตนเองเชียวนะ!
หัวหน้าหมู่บ้านรู้สึกผิดอย่างยิ่งจึงไม่กล้าไปเยี่ยมเยียนสองพี่น้องถึงสองวัน ไม่รู้ว่าควรขอขมาลาโทษอย่างไรสุดท้ายก็ยังรู้สึกละอายใจอยู่
ได้แต่ภาวนาว่าหมิงเถี่ยจู้จะไม่ไปรังควานสองพี่น้องอีกมิเช่นนั้นหัวหน้าหมู่บ้านเช่นเขาก็คงไม่รู้จะวางตัวอย่างไรแล้ว
ไม่นึกเลยว่าเรื่องร้ายมักมาเร็วกว่าเรื่องดีเสมอ
แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับหมิงเป่าจูโดยตรงแต่กลับชั่วร้ายยิ่งกว่า ทำให้เขาเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง!
“ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มพวกเจ้าก็ควรตระหนักถึงกฎของหมู่บ้าน หากข้าไม่ดำเนินการ ต่อไปจะทำหน้าที่หัวหน้าหมู่บ้านได้อย่างไรจะปกครองผู้คนได้อย่างไร!” หัวหน้าหมู่บ้านมองทั้งสองพลางเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ขังกรงหมู!ขังกรงหมู!” มีเสียงตะโกนขึ้นมาท่ามกลางฝูงชน หลังจากนั้นก็มีผู้คนร่วมสมทบมากขึ้นเรื่อยๆต่างร้องตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่า “ขังกรงหมู!”
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านขอร้องล่ะ ข้ายังไม่อยากตาย! ล้วนเป็นหญิงแพทศยาไม่รักษาจรรยาสตรีนางนี้ที่มายั่วยวนข้าข้ารู้สำนึกแล้ว ต่อไปไม่กล้าทำอีกแล้ว ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ได้โปรดเมตตาข้าด้วย!”
หมิงเถี่ยจู้ที่ถูกกดให้คุกเข่าอยู่พยายามคลานไปข้างหน้าสองก้าวท่ามกลางสายลมสารทเย็นเฉียบ บนหน้าผากกลับมีเหงื่อผุดพรายด้วยความหวาดกลัวรีบวิงวอนร้องขอชีวิต
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านข้าผิดไปแล้ว ข้าสำนึกผิดแล้วจริงๆ ท่านใจดีมีเมตตาที่สุด อย่าจับข้าขังกรงหมูถ่วงน้ำเลย!”
จ้าวจินจือเองก็หวาดกลัวแทบสิ้นสติครานี้นางบ่อน้ำตาแตก ร้องห่มร้องไห้ด้วยความรู้สึกที่แท้จริง
“ไม่ได้!ท่านจะจับบุรุษของข้าขังกรงหมูถ่วงน้ำไม่ได้! ล้วนเป็นนางแพศยากีบเท้าเล็กผู้นี้ที่ทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้ลงโทษนางคนเดียวก็พอแล้ว!” ทันใดนั้นหวังซื่อก็รีบเอ่ยปากแก้ต่างให้หมิงเถี่ยจู้
หากเขาถูกขังกรงหมูถ่วงน้ำจะต่างอะไรกับการถูกหย่าร้าง หากตนเองตกพุ่มม่าย ต้องเลี้ยงดูหมิงอาฝูเพียงลำพังเชื่อว่าทางบ้านก็คงไม่ต้องการนางแล้วอย่างแน่นอน
สุดท้ายแล้วสามีก็เป็นเหมือนท้องนภาแม้หวังซื่อจะเกลียดชังที่เขาลักลอบคบชู้ แต่ไม่เคยปรารถนาให้เขาตาย
หัวหน้าหมู่บ้านเห็นทั้งสามร้องไห้ฟูมฟายอยู่ตรงหน้าก็รู้สึกใจอ่อนมองไปทางหมิงเป่าจูด้วยสีหน้าลำบากใจ “แม่หนูเป่าจูเจ้าว่า...”
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพี่สาวข้า อีกอย่างครอบครัวพวกเราก็ตัดขาดกันแล้ว ไยท่านต้องถามพี่สาวข้าเล่า”หมิงเป่าอวี้ทั้งฉุนทั้งขัน มาถามอะไรเอาป่านนี้
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านเรื่องนี้ท่านตัดสินใจเองเถอะ ข้ากับเป่าอวี้ไม่มีความเห็นใดๆ”
หมิงเป่าจูหัวเราะเยาะหยันอยู่ในใจแต่กลับเอ่ยประโยคเดิมที่เคยพูดกับหัวหน้าหมู่บ้านเมื่อครั้งที่เขามาหาที่บ้าน
ใบหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านแดงก่ำก่นด่าตนเองในใจว่าหาเรื่องขายหน้า แต่กลับไม่โทษหมิงเป่าจูทุกอย่างล้วนเป็นเพราะตัวเขาเองแท้ๆ ที่ทำให้เด็กทั้งสองต้องเจ็บช้ำน้ำใจ
“หมิงเถี่ยจู้จ้าวจินจือ ทั้งสองลักลอบเป็นชู้กัน ตามกฎของหมู่บ้านต้องถูก...” หัวหน้าหมู่บ้านค่อยๆเอ่ยปาก เตรียมประกาศโทษตายของทั้งสองคน
“ช้าก่อน!”ทันใดนั้นเฉียนซื่อก็รีบรุดเข้ามา ขัดจังหวะหัวหน้าหมู่บ้านได้ทันท่วงที “ตาเฒ่าเอ๋ยพวกเรานับถือพุทธองค์มาทั้งชีวิตจะฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไม่ได้!”
จากนั้นนางก็เดินไปที่ข้างกายหมิงเป่าจู
“แม่หนูเป่าจูสองวันก่อนตาเฒ่าบ้านข้าทำผิดต่อเจ้า แต่เจ้าอย่าถือสาเขาเลย ที่เขาทำไปก็เพื่อหมู่บ้านวันนี้ข้าเป็นคนบังคับเขามาเอง หากเจ้าจะโทษก็โทษข้าเถิด!”
พูดจบก็ทำท่าจะคุกเข่าลงแต่หลี่ไหวฺอวี้ไหวตัวทัน รีบเข้าไปขวางไว้
“ท่านอย่าทำเช่นนี้”เห็นเฉียนซื่อยังคงยืนกรานจะคุกเข่า หมิงเป่าจูจึงถอนหายใจ “ได้ ข้าไม่ถือโทษท่านหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว”
แท้ที่จริงหมิงเป่าจูมิได้โกรธเคืองเขาแต่อย่างใดเขาย่อมมีวิจารณญาณของตนเอง
ฐานะศิษย์ของผู้มีพระคุณเป็นเพียงเรื่องที่กุขึ้นด้วยเหตุจำเป็นหากนางยึดติดกับเรื่องนี้และโกรธเคืองที่หัวหน้าหมู่บ้านมิได้ตอบแทนบุญคุณก็คงเป็นฝ่ายที่ไม่รู้จักถูกผิดดีชั่วเสียเอง
ในที่สุดหมิงเถี่ยจู้และจ้าวจินจือก็รอดพ้นจากการถูกขังกรงหมูถ่วงน้ำไปได้แต่ต้องขับไล่ทั้งสองออกจากหมู่บ้าน ยึดที่ดินและบ้านเรือนอนุญาตให้นำเพียงเสื้อผ้าและเงินติดตัวไปเท่านั้นซึ่งเป็นไปตามความต้องการของหมิงเป่าอวี้
หมิงเถี่ยจู้และหวังซื่อย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่งอย่างน้อยก็ยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้ ซ้ำยังมีเงินยี่สิบตำลึงที่หมิงเป่าจูให้ไว้ถือเป็นทรัพย์สินจำนวนไม่น้อยทีเดียว
ครั้งก่อนที่หนิวกุ้ยหลันภรรยาของซุนเถียนพาคนมาอาละวาดพวกเขาคิดว่าเงินที่มีอยู่หายไปจนหมดแล้ว
จนกระทั่งต่อมาหวังซื่อไปเก็บกวาดห้องของหมิงอาฝูจึงนึกได้ว่าเงินยี่สิบตำลึงที่หมิงเป่าจูคืนมาถูกนางเก็บใส่กล่องแล้วเอาไปวางไว้ในห้องของบุตรชายด้วยเหตุนี้สองสามีภรรยาจึงดีใจอยู่หนึ่งวัน
บุรุษมีสามภรรยาสี่อนุเป็นเรื่องปกติหวังซื่อตีโพยตีพายไปรอบหนึ่ง จนเกือบต้องเสียสามีไปครั้นรู้ว่าหมิงเถี่ยจู้ไม่ตายก็หายโกรธที่เขาแอบไปลักกินนอกบ้าน
นางสะบัดแขนหลุดจากคนข้างหลังที่จับกุมตัวไว้ก้าวเข้าไปประคองหมิงเถี่ยจู้เตรียมจะจากไป หัวหน้าหมู่บ้านสั่งให้พวกเขารีบเก็บข้าวของอย่างช้าพรุ่งนี้ต้องออกไปจากหมู่บ้านแล้ว
ทั้งสองดีใจจนเนื้อเต้นรีบกลับไปเก็บของ มีเงินยี่สิบตำลึง ต่อให้ไปที่ไหนก็ไม่หวั่น
ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวเท้าออกไปเสียงเย็นชาของหลี่ไหวฺอวี้ก็ดังขึ้นก่อน “ในเมื่อเรื่องกำไลหยกเป็นเรื่องโป้ปด ท่านหัวหน้าหมู่บ้านเงินยี่สิบตำลึงที่พวกเขาได้ไปก่อนหน้านี้ ก็สมควรคืนมาใช่หรือไม่?”
“สมควรอย่างยิ่งหมิงเถี่ยจู้ หวังซื่อ...” หัวหน้าหมู่บ้านพยักหน้า จุดนี้เขาพอจะช่วยทวงถามความเป็นธรรมคืนกลับมาให้แม่หนูเป่าจูได้ขณะกำลังจะเอ่ยปาก กลับถูกหวังซื่อขัดขึ้นเสียก่อน
“คืนอะไรกัน!ข้าไม่มีกำไลหยกแล้วอย่างไรเล่า! นางรู้อยู่เต็มอกว่าข้าไม่มี ก็ยังให้เงินมา จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องคืนหากมิใช่ต้องการตัดขาดกับพวกเรา เงินก้อนนี้ก็เป็นของพวกเราโดยชอบธรรมจะคืนอะไรกัน!”
หวังซื่อเหมือนลิงโดนเหยียบหางลุกขึ้นมาเต้นผางตีโพยตีพายราวกับหญิงปากตลาด
หลี่ไหวฺอวี้ยิ้มมุมปากไม่สนใจหวังซื่อ แต่กลับหันไปมองหัวหน้าหมู่บ้านด้วยสายตาเปี่ยมรอยยิ้ม จนหัวหน้าหมู่บ้านรู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง
“วันนี้ข้าขอทิ้งศีลธรรมที่ยึดมั่นมาชั่วชีวิต!แม้แต่ภรรยาอย่างเจ้าก็อย่ามาห้าม หากพวกเจ้าไม่ยอมคืนเงินให้แม่หนูเป่าจูต่อให้ข้าต้องลงขุมนรก ก็จะจับพวกเจ้าสองคนมาขังกรงหมูถ่วงน้ำให้ได้!”
หัวหน้าหมู่บ้านมองหมิงเป่าจูปราดหนึ่งเห็นนางจ้องมองมาที่ตนโดยไม่เอ่ยสิ่งใดก็ยิ่งร้อนรน ยกไม้เท้ากระทุ้งบนพื้นจนฝุ่นตลบแผดเสียงตะโกนจนถึงประโยคสุดท้ายก็แทบจะขาดลมหายใจ
“คืน!ข้าคืน!”
หมิงเถี่ยจู้กัดฟันจนแทบป่นถึงเค้นถ้อยคำเหล่านี้ออกมาจากซอกฟันได้ก่อนจากไปยังจ้องมองหมิงเป่าจูอย่างเคียดแค้น
“เหอะอย่าได้แอบหนีไปเสียล่ะ ข้าว่าส่งคนตามไปเอาเงินด้วยจะดีกว่า” หลี่ไหวฺอวี้เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“วิธีนี้เหมาะสม”หัวหน้าหมู่บ้านกล่าว
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านข้าจะไปช่วยน้องหญิงเป่าจูเอาเงินเอง” หลิวเถี่ยหนิวก้าวออกมาพลางขันอาสา
หัวหน้าหมู่บ้านมองหลี่ไหวฺอวี้เขาคิดว่าที่อีกฝ่ายเสนอเช่นนั้น คงเพราะต้องการตามไปด้วย อย่างไรเสียหลี่ไหวฺอวี้ก็มีวรยุทธ์สูงส่งไม่ต้องกลัวว่าหมิงเถี่ยจู้จะเล่นลูกไม้ตุกติกอันใดอยู่แล้ว