ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ตอนพิเศษ ภีมะ l

    ตอนพิเศษ ภีมะ l
    บ้านเกิดของภีมะอยู่จังหวัดกำแพงเพชร แต่เมื่อพ่อแม่แยกทางกันหลังเขาชั้นจบประถม ภีมะก็ถูกพ่อที่เป็นนายตำรวจชั้นประทวนหอบหิ้วมาด้วยตามการย้ายงานเด็กกำลังเข้าสู่วัยรุ่นที่ครอบครัวแตกแยกส่วนใหญ่ก็มักจะกลายเป็นเด็กมีปัญหา
    ภีมะคือเด็กมีปัญหา
    มาเข้าเรียนมัธยมในต่างถิ่นที่ไม่รู้จัก เมื่อต้องเจอความแตกต่างทั้งวัฒนธรรม ภาษาถิ่น สังคมต่างจังหวัดที่ไม่คุ้นเคย ภีมะจึงรู้สึกแปลกแยกในโรงเรียนใหม่
    เมื่อเป็นเด็กต่างถิ่นที่แปลกแยก ก็กลายเป็นที่สะดุดตาและเป็นที่เขม่นกับนักเรียนเจ้าถิ่นเดิมในโรงเรียน แต่ภีมะไม่ใช่คนจะยอมใคร การมีเรื่องทะเลาะ หรือลามไปจนกระทั่งต่อยตีจึงเป็นเรื่องปกติ
    ต่อยตีมากๆ เข้า พวกที่เคยเขม่นก็หงอไปในที่สุด ภายหลังภีมะจึงกลายเป็น ‘ขาใหญ่’ ในหมู่เด็กมอต้นโดยไม่รู้ตัว
    จนกระทั่งขึ้นชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนเดิม ภีมะกับกลุ่มลูกสมุนก็กร่างคับโรงเรียน จนแม้แต่รุ่นพี่ยังไม่อยากยุ่งด้วย
    ในช่วงกลางเทอมของโรงเรียนประจำอำเภอชั้นมอศอสี่ห้องภีมะก็ได้มีนักเรียนใหม่ย้ายเข้ามาเพิ่มเติม นักเรียนใหม่เป็นเด็กจากตำบลรอบนอก ซึ่งถูกเพื่อนร่วมชั้นที่บ้านอยู่ในตัวอำเภอมองว่าเป็นเด็กบ้านนอกจากหมู่บ้านที่ถนนลาดยางและไฟฟ้ายังไปไม่ถึง
    ภีมะไม่ได้สนใจเด็กใหม่หน้าเข้ม ตัวใหญ่ ท่าทางเอาเรื่องคนนี้นัก แต่เพราะเป็นหัวหน้ากลุ่มจึงพลอยเขม่นเด็กใหม่ตามลูกสมุนไปด้วย แต่เด็กใหม่ก็เป็นคนไม่ยอมคน จึงมีเรื่องให้กระทบกระทั่งกับลูกน้องของเขา
    จนเป็นเหตุให้วันหนึ่งภีมะกับอีกฝ่ายเปิดฉากตะลุมบอนกันในที่สุด
    เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมแพ้หรือคิดจะยอมกัน ทั้งคู่จึงยืนแลกหมัดต่อยกันแบบไม่มีใครยอมถอย เพื่อนร่วมห้องก็เข้ามาแยกไม่ได้ จนสุดท้ายต้องไปตามอาจารย์ฝ่ายปกครองหลายคนเข้ามาจับแยกคู่กรณีออกจากกัน
    ส่งผลให้ทางโรงเรียนต้องเชิญผู้ปกครองของทั้งคู่มารับทราบเรื่องการทะเลาะวิวาทกันในครั้งนี้ ภีมะโดนพ่อลงโทษทั้งตีทั้งหักเงินค่าขนม ส่วนฝ่ายนิวัติที่มีพ่อเป็นครูใหญ่ ภีมะได้ยินว่าโดนทำโทษหนักกว่าเขาเสียอีก
    หลังจากนั้นพ่อของภีมะยังคาดโทษว่าถ้าเขาก่อเรื่องไปทะเลาะกับคู่กรณีอีกจะโดนลงโทษหนักกว่าเดิมสองเท่าเขาจึงไม่ได้เข้าไปหาเรื่องเด็กใหม่ที่ชื่อ นิวัติ คนนั้นอีก
    ภีมะเพิ่งเคยเจอคนที่ยืนแลกหมัดกับเขาอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงแบบไม่ยอมแพ้หรือหมอบไปก่อนเป็นครั้งแรก แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้เป็นมวยเท่าเขาแต่ก็หมัดหนักจนเขาขยาดเหมือนกัน



    เย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียน
    ภีมะเดินมากับเพื่อนร่วมห้องลูกสมุนสองคนจนถึงประตูหลังโรงเรียนเพื่อที่จะไปแทงสนุกเกอร์ด้วยกัน แต่เมื่อเดินมาถึงประตูก็เจอหน้ากับนิวัติอดีตคู่กรณีที่เพิ่งเดินออกจากโรงเรียนมาเช่นกัน ปฏิกิริยาของทั้งสองจึงเป็นการเสมองไปทางอื่นไม่สบตากัน ทำทีหันไปมองอะไรอื่นๆ ที่อยู่แถวนั้นแทน
    ที่ประตูหลังโรงเรียนที่ทั้งคู่เพิ่งเดินออกจากโรงเรียนมา มีนักเรียนอาชีวะกลุ่มหนึ่งมาจับกลุ่มคอยแซวนักเรียนหญิงที่เดินผ่านไปมา
    ภีมะหันสายตาหลบจากคู่ปรับร่วมห้องไปทางอื่นจึงไปสบตากับกลุ่มเด็กอาชีวะกลุ่มนี้เข้า
    อำเภอแห่งนี้เป็นอำเภอใหญ่ที่อยู่ติดอำเภอเมือง นอกจากโรงเรียนประจำอำเภอที่ภีมะเรียนอยู่ซึ่งเป็นสายสามัญแล้ว ยังมีโรงเรียนอาชีวะสายช่างอยู่อีกสองโรงเรียนมาตั้งอยู่ในพื้นที่แทนในตัวจังหวัด ดังนั้นแม้โรงเรียนของภีมะจะได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนประจำอำเภอ แต่กลุ่มเด็กนักเรียนวัยรุ่นที่ถือว่า กร่างและเบ่งที่สุดในละแวกอำเภอนี้จะเป็นเด็กจากโรงเรียนช่างและเทคนิคทั้งสองแห่งนี้แทน
    “มองหน้าทำไม มีปัญหาเหรอ” มีเสียงท้าทายจากเด็กช่างที่ดูเป็นหัวโจกของกลุ่ม ส่งคำถามมาทางภีมะที่บังเอิญหันไปสบตา
    ภีมะกวาดสายตามองกลุ่มเด็กอาชีวะทั้งหมดคร่าวๆ
    หลังจากนับจำนวนคนทั้งกลุ่มได้ว่ามีเพียงสี่คน ภีมะก็ก้าวเท้าออกไปข้างหน้า เดินตรงไปทางกลุ่มเด็กช่าง ก้าวเท้าไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตรงหน้ากลุ่มวัยรุ่น ก่อนที่ภีมะจะบรรจงถีบคนที่เป็นคนส่งคำถามมาหาเขาทันทีโดยไม่ได้ตอบคำถามที่ถูกส่งมา
    เท้าข้างขวาของภีมะถูกส่งเข้ากลางอกหัวโจกของกลุ่มเด็กช่างที่นั่งยองๆ อยู่ใต้ร่มไม้หลังโรงเรียนโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว ส่งผลให้คนถูกถีบหงายหลังหัวซุกเข้าไปที่พุ่มดอกเข็มด้านหลังทันที
    เด็กช่างอีกสามคนที่เหลือรอบข้างหลังจากหายตกใจที่เพื่อนหัวโจกถูกถีบกระเด็นต่างก็มองหน้ากันไปมา ก่อนเดินตรงเข้ามาหาภีมะพร้อมเพรียงกันทั้งสามคนอย่างเตรียมจะเอาคืนแทนเพื่อนที่ยังฟุบอยู่ที่พุ่มดอกไม้ริมรั้วโรงเรียน
    ภีมะหันไปมองสมุนสองคนเพื่อนร่วมห้องที่มาด้วยกัน เห็นเพียงทั้งคู่ยืนทำสีหน้าตกใจอยู่กับกลุ่มนักเรียนคนอื่นๆ ที่เป็นไทยมุงเท่านั้น
    เห็นลูกสมุนสองคนทำเพียงยืนดูอยู่ก็ได้แต่ถอนหายใจ เตรียมพร้อมที่จะต้องโดนรุมสามโดยไม่สามารถใช้มุกเดิมไปตัดกำลังลดจำนวนคนได้อีก เพราะเด็กช่างสามคนที่กำลังเดินเข้ามาต่างก็ระวังตัวอย่างเตรียมพร้อมจะเปิดศึกวิวาทด้วยจำนวนคนที่เหนือกว่า
    ภีมะมองคนทั้งสาม ประเมินว่าใครดูเป็นแกนนำเพื่อจะได้รวบรัดจัดการให้เร็วที่สุดเขามีประสบการณ์ต่อยตีมามากรู้ว่าแม้มีจำนวนคนที่น้อยกว่าก็สามารถจัดการคนที่มากกว่าได้ หลายครั้งที่เขาเพียงเล็งจัดการคนที่เป็นหัวๆ ลงได้ แม้อีกฝ่ายจะเหลือคนที่มีจำนวนมากกว่าแต่ก็มักจะไม่สู้ต่อ ยอมแพ้และถอยไปเอง
    เล็งคนริมด้านขวาที่ดูหน่วยก้านท่าทางเอาเรื่องที่สุดไว้ในใจ
    แต่ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะมาประชิดตัว ภีมะก็เห็นอีกฝ่ายเสียหลักเซ ‘ถลา’ ผ่านหน้าเขาไป ก่อนที่จะล้มลงแล้วหน้าทิ่มไถลพื้นไปอย่างน่าหวาดเสียว
    ทุกคนในบริเวณต่างหยุดชะงักอย่างตกใจและคาดไม่ถึง เพราะแทนจะได้เห็นการเข้ารุมต่อยตีตะลุมบอนกัน แต่ในกลุ่มเด็กช่างสามคนที่ทำท่าจะเข้ามารุมแก้มือแทนเพื่อนที่เพิ่งถูกถีบหน้าหงายไปก่อนหน้ายังไม่ทันจะถึงตัวเด็กโรงเรียนเจ้าถิ่น หนึ่งในสามก็เจอเด็กนักเรียนอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ในกลุ่มไทยมุงวิ่งออกมากระโดดถีบเด็กช่างคนนำหน้าท่าทางขึงขังร่วงไปก่อน
    เด็กช่างสองคนที่เหลือยืนทำหน้าเลิ่กลั่ก ไม่กล้าจะเข้ามาหาเรื่องภีมะที่ยืนงงอยู่ ทั้งคู่มองไปมาระหว่างภีมะกับคนที่เพิ่งถีบเพื่อนตัวเองร่วงไปอีกคนสดๆร้อนๆ ก่อนจะตัดสินใจพากันวิ่งไปดูคนที่ถูกกระโดดถีบซึ่งนอนนิ่งหน้าแนบพื้นอยู่ แล้วค่อยพยุงลุกขึ้นก่อนหิ้วปีกไปสมทบกับหัวโจกที่เพิ่งมุดออกมาจากพุ่มดอกเข็มด้วยใบหน้ามึนงง ก่อนที่กลุ่มเด็กช่างทั้งหมดจะประคองพาคนที่ยังไม่ฟื้นพากันถอยจากไป
    แต่ไอ้หัวโจกที่หัวทิ่มพุ่มดอกเข็มก็ยังไม่วายชี้หน้าภีมะพร้อมกล่าวทิ้งท้ายเสียงเบาว่าอะไรสักอย่างที่ภีมะก็ไม่ทันได้ฟังเพราะมัวแต่หันไปช่วยเก็บสมุดของเพื่อนร่วมห้องที่ทำหลุดมือตอนมาช่วยกระโดดถีบขาคู่เด็กช่างคนนั้นไป
    ภีมะช่วยเก็บสมุดที่หล่นยื่นส่งคืนให้เจ้าของคนที่เข้ามาช่วย ทำให้เขาไม่ต้องเหนื่อยในวันนี้
    “นี่ลูกครูจริงๆ เหรอ” ไม่นึกว่าคนเป็นลูกครูจะบ้าดีเดือดได้ขนาดนี้ ภีมะคิดว่าไอ้คนที่หน้าไถลพื้นเลือดอาบนั่นอย่างน้อยต้องเย็บหลายเข็มล่ะ เพราะเพื่อนร่วมห้องที่ชื่อนิวัติคนนี้เล่นถีบไปเต็มแรงจนหน้าไถลพื้นขนาดนั้น
    “แล้วแกลูกตำรวจจริงๆ เหรอ” อีกฝ่ายย้อนกลับอย่างกวนๆ ขณะรับหนังสือจากมือเขา
    จากนั้นความกินแหนงแคลงใจระหว่างภีมะกับนิวัติก็หายไป มิตรภาพที่เกิดขึ้นจากการร่วมกันถีบอริต่างโรงเรียนก็เบ่งบานขึ้นมาแทน
    นับจากเหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา ภีมะกับกลุ่มเพื่อนก็มีเรื่องให้ต้องเขม่นกับเด็กโรงเรียนช่างเรื่อยมา แต่เมื่อเขามีคู่หูคนใหม่เป็นเพื่อนร่วมห้อง คนที่หมัดหนัก ใจถึง พึ่งพาได้เมื่อเกิดเรื่องภีมะยิ่งวางใจส่วนกลุ่มเด็กช่างที่โดนพวกเขาถีบกระเด็นไป ภายหลังยังพาลูกพี่มาแก้มือเรื่อยๆ แต่เมื่อมากันคราวละไม่ถึงห้าคน ก็ต้องหอบกันกลับไปอยู่ดี
    กลุ่มรุ่นพี่ในโรงเรียนภีมะที่แรกเริ่มไม่อยากมายุ่งด้วย เมื่อเห็นมีอริจากต่างโรงเรียนเข้ามาก็มองเรื่องนี้เป็นเรื่องศักดิ์ศรีของโรงเรียนจึงพากันเข้ามาร่วมด้วย พร้อมกับยกให้ภีมะกับนิวัติเป็นหัวหอกและยอมรับให้พวกเขาเป็นแกนนำทำให้แม้ภายหลังพวกเด็กช่างที่โดนหมัดกลับไปหลายรอบ จะแก้มือด้วยการเกณฑ์พรรคพวกมาได้จำนวนมาก แต่เมื่อยกพวกมาดักรอถึงหน้าโรงเรียน ก็ถูกกลุ่มภีมะและรุ่นพี่ในโรงเรียนซึ่งมีจำนวนเยอะกว่ามาก ยกโขยงออกมาไล่เตะจนล้มลุกคลุกคลานกลับโรงเรียนตัวเองไปอยู่ดี


    ในตอนนี้ภีมะกับนิวัติเป็นเพื่อนสนิทที่แทบจะเรียกว่าเป็นฝาแฝด ไปไหนไปกันตลอดจนทำให้ภีมะพลอยสนิทสนมไปจนถึงทางบ้านของเพื่อนคู่หูด้วย
    ภีมะไม่ใช่คนกระด้าง เวลาที่ต้องการจะทำตัวเรียบร้อยเขาทำได้ดีกว่าเพื่อนสนิทเสียอีก ด้วยเป็นคนหน้าตาดี พูดจาสุภาพเป็นทุนอยู่แล้วจึงทำให้แม่ของเพื่อนพลอยเอ็นดูเขาเหมือนลูกหลานอีกคน
    แม่ของนิวัติมีพื้นเพเป็นคนขอนแก่น เห็นลูกชายสนิทสนมกับเพื่อนมากและตัวเองก็รู้สึกเอ็นดูเพื่อนลูกชาย จึงได้ปรึกษากับสามีและพ่อของเพื่อนลูกชาย เพื่อจะทำจัดงานผูกเสี่ยวให้กับเด็กหนุ่มทั้งคู่
    การผูกเสี่ยวเป็นประเพณีเก่าแก่อย่างหนึ่งของคนอีสาน เป็นการนำบุคคลสองคนมาผูกพันเป็นมิตร เป็นเพื่อนรัก เพื่อนแท้ หรือเพื่อนตายต่อกัน ซึ่งคนทั้งคู่ที่ผ่านพิธีจะต้องมีความซื่อสัตย์จริงใจต่อกันด้วยใจจริงนอกจากคนทั้งสองที่ทำพิธีผูกเสี่ยวจะผูกพันเป็นเพื่อนตายกันแล้ว ยังหมายความรวมถึงญาติพี่น้องของคู่เสี่ยวทั้งสองข้าง ก็ยังจะหันมานับญาติผูกสัมพันธ์กันด้วย
    นิวัติเพื่อนคู่หูของภีมะอธิบายอย่างให้เข้าใจง่ายๆ ว่าคล้ายๆ กับพี่น้องร่วมสาบานในหนังกำลังภายในนั่นล่ะ
    ภีมะชอบประเพณีนี้มาก เขาจะเป็นลูกคนเดียว แต่ต่อไปนี้เขากับเพื่อนสนิทจะกลายเป็นญาติ เป็นเพื่อนร่วมสาบาน และเป็นเพื่อนตายต่อกันเขากับเพื่อนคู่หูจึงนับเป็น ‘เสี่ยว’ หรือเพื่อนตายที่ผ่านการทำพิธีอย่างเป็นทางการนับแต่นั้นเป็นต้นมา
    ‘มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน’ ภีมะนึกถึงสำนวนในหนังจีนกำลังภายในที่เคยดู


    --------------

    หลังจากนั้นภีมะกับคู่หูก็ยังคงมีเรื่องกับกลุ่มอาชีวะคู่อริหลายครั้งครา แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่พวกเด็กช่างเลิกหาเรื่องและยอมรับในกลุ่มก๊วนของภีมะในที่สุดกลับกลายเป็นว่าพวกเขาคุมได้ทั้งโรงเรียนสายสามัญและสายอาชีพในละแวกนี้ทั้งหมด ลามไปยังตำบลต่างๆ ที่กลุ่มก๊วนพวกเขาไปเที่ยวตามงานบุญ จนจะเรียกว่าพวกเขาทั้งคู่กลายเป็นพี่ใหญ่ของวัยรุ่นทั้งหมดของอำเภอก็ว่าได้
    และกระทั่งตัวอำเภอเมืองที่อยู่ติดกัน ภีมะกับนิวัติและกลุ่มลูกน้องคนติดตามก็ยังเคยได้สร้างชื่อกันเพิ่มเติม จากการไปตะลุมบอนคว่ำเจ้าถิ่นจนได้แจ้งเกิดในงานใหญ่ประจำปีของจังหวัด
    ด้วยวัยเพียงสิบเจ็ดปีกว่าภีมะกับนิวัติก็ก้าวขึ้นมาเป็นหัวโจกและนักเลงชื่อดังของจังหวัด
    แน่นอนว่าความหมายของคำว่า ‘นักเลง’ ในยุคนี้ แทบจะเป็นคนละความหมายกันกับคำว่านักเลงในยุคหลัง ซึ่งคงไม่ต่างจากคำว่า เสี่ยว ที่ภายหลังถูกนำไปใช้ในความหมายเชิงดูถูก
    แต่อย่างไรพ่อของภีมะก็เป็นนายดาบตำรวจ พ่อของนิวัติก็เป็นครูใหญ่ ทำให้พวกเขายังมีขอบเขตอยู่บ้าง พวกภีมะจึงไม่ได้ล้ำเข้าไปในเรื่องสีเทาจำนวนมากในวงการอาจเป็นเพราะด้วยเหตุผลนี้ยิ่งทำให้พวกเขามีชื่อเสียงในทางที่ดีว่าเป็น นักเลงจริง ไม่ใช่กลุ่มกุ๊ยที่เรียกเก็บค่าคุ้มครอง หรือมาเฟียที่มีงานสีเทาอย่างนักเลงคนอื่นๆ
    ภีมะกับเพื่อนคู่หูแทบจะกลายเป็นต้นแบบของวัยรุ่นชายที่กำลังอยู่ในวัยห้าวทั่วจังหวัดก็ว่าได้ เมื่อเวลาไปไหนมาไหนก็มักถูกหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่เรียกว่า ‘เฮีย’ นำหน้าชื่อทุกครั้ง ทั้งที่เขากับเพื่อนสนิทอายุน้อยกว่าและก็ไม่ได้มีเชื้อจีนแต่อย่างใด

    เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วภีมะกับเพื่อนคู่หูก็ไม่มีอะไรให้ทำอีก ไปไหนมาไหนรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ต่างก็เกรงใจจนไม่มีเรื่องให้ต้องออกกำลัง ไอ้ครั้นจะให้ขยายอาณาเขตไปเบ่งข้ามจังหวัดมันก็ไกลไป แค่นึกภาพนั่งรถเกือบร้อยกิโลฯ เพื่อไปแสดงบารมีข้ามจังหวัดพวกเขาก็เหนื่อยแล้ว ถึงอย่างไรที่ผ่านมาภีมะกับนิวัติก็เพียงแต่นึกสนุกและชื่นชอบความตื่นเต้นเวลามีเรื่องเท่านั้น พวกเขาไม่ได้มุ่งหวังจะต่อยอดไปเพื่อหาเงินในทางต่างๆ อย่างนักเลงคนอื่น
    ประกอบกับในวันหนึ่งพ่อของภีมะที่ตามปกติไม่ค่อยได้คุยกันนัก ได้เรียกเขาไปคุยพร้อมกับปรามเสียงเข้ม
    “แค่นี้พอแล้ว มากไปกว่านี้พวกตัวใหญ่ๆ มันจะเหม็นขี้หน้า” ดาบตำรวจกล่าวตักเตือน
    ภีมะรู้ตัวช่วงหลังๆ มานี้อิทธิพลของกลุ่มพวกเขามีมากขึ้นจนทำให้นักเลงต่างถิ่น นักเลงทั่วไปหรือกระทั่งนักเลงใหญ่บางคนยังต้องเกรงแล้วเรื่องตีรันฟันแทงแม้จะมีกันอยู่บ้างภีมะกับคู่หูก็ยังพอควบคุมให้อยู่ในขอบเขต แต่พักหลังมีกลุ่มคนรอบข้างที่เริ่มจะมากเกินไปจนคุมไม่ได้ จนทำให้มีบางคนอาศัยชื่อเสียงของภีมะและนิวัติไปหาผลประโยชน์จนไปกระทบกระทั่งกับกลุ่มนักเลงรุ่นใหญ่บางคน
    ภีมะนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับคู่หู เพื่อนตายของเขา
    “ยุ่งยากนักก็เลิกสิวะ ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องฟังแม่บ่นเช้าพ่อด่าเย็นแบบนี้” นิวัติตอบกลับมาง่ายๆ
    ภีมะทำหน้าแปลกใจกับคำตอบของเพื่อนสนิท เขานึกว่าอีกฝ่ายจะเสียดาย เพราะความจริงแล้วในเวลามีเรื่องให้ต้องใช้แรงหรือตะลุมบอน เพื่อนสนิทคนที่ดูนิ่งๆ ไม่ค่อยพูดคนนี้มักจะเป็นคนนำหน้าเริ่มก่อนด้วยซ้ำ จนเขานึกว่าเพื่อนสนิทจะติดใจและสนุกกับวงการนักเลงนี้เสียอีก
    ช่วงกำลังว่างๆ หลังจบ มศ 5 (เทียบเท่า ม.6 ปัจจุบัน) ในช่วงปิดเทอม ภีมะกับนิวัติก็เริ่มสลายกลุ่มคนติดตามหลายสิบคน
    หลังเรียนจบภีมะวางแผนว่าจะไปฝึกงานเป็นลูกมือช่างในอู่ที่เขาสนใจ เพราะช่วงหลังๆ ที่ไปขลุกอยู่กับลูกน้องที่แต่งรถแล้วรู้สึกสนุกดี ส่วนเพื่อนคู่หูอย่างนิวัติถูกทางบ้านจัดแจงให้เรียนต่อวิทยาลัยครูเพื่อกลับมาทำอาชีพเดียวทางบ้าน
    แต่ยังไม่ทันได้สลายกลุ่มลูกน้องไปหมด ภีมะกับนิวัติก็เกิดดวงซวยถูกตำรวจรวบตัวไปเสียก่อนในด่านตรวจด่านหนึ่งขณะกำลังขับรถมอเตอร์ไซค์วิบากคู่ใจกลับบ้าน
    เหตุมาจาก ‘ของดี’ ที่พวกเขาทั้งคู่พกติดตัว
    ที่ภีมะกับนิวัติแคล้วคลาดในวงการทั้งที่ลุยมาทุกตำบลทั่วจังหวัด แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะฝีไม้ลายมือส่วนตัวและความใจถึงแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายครั้งที่พวกเขารอดมาได้นั่นเป็นเพราะ ‘ของดี’ ที่พวกเขาทั้งคู่พกติดตัว
    ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งเขากับเพื่อนคู่หูไปงานบุญในหมู่บ้านหนึ่ง จำได้ว่าตอนนั้นมีนักเลงสองสามคนเห็นเขากับเพื่อนเป็นวัยรุ่นแปลกหน้า ก็เลยเข้ามาหาเรื่อง และก็ถูกพวกเขาสั่งสอนไปเบาะๆ คนละสองสามหมัด
    หลังจากเดินเตร่ในงานวัดอยู่พักใหญ่ ภีมะก็มารู้สึกตัวว่าถูกกลุ่มวัยรุ่นเจ้าถิ่นประมาณเกือบ 50 คนเข้ามารุมล้อม
    แน่นอนว่าเขากับเพื่อนคู่หูไม่ใช่พระเอกหนังแอคชั่นที่จะจัดการกับคนเกือบ 50 คนได้
    ปกติภีมะกับเพื่อคู่หูก็มีปืนพกเหน็บติดตัวอยู่ใต้ชายเสื้ออยู่แล้ว เอาไว้เผื่อฉุกเฉินในกรณีอีกฝ่ายจะใช้อาวุธหรือจะกลุ้มรุมด้วยจำนวนที่มากเกินกว่าจะรับมือไหว
    หลังเห็นท่าไม่ดีภีมะก็ควักปืนออกมายิงขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่เจ้าถิ่นที่มีจำนวนมากซึ่งเริ่มรุมล้อมเข้ามาทุกทิศทางอย่างมุ่งร้ายเต็มที่
    กลุ่มวัยรุ่นที่รุมล้อมชะงักเพียงเล็กน้อยก่อนคนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าส่งเสียงกระตุ้นวัยรุ่นเจ้าถิ่น
    “กลัวปืนมันทำไม ยิงได้กี่นัดกัน กระสุนหมดพวกมันก็ตายที่นี่ล่ะ” เสียงกร้าวอย่างคนใจถึงจากหัวโจกที่ไม่กลัวลูกปืนเพราะถือว่ามีลูกสมุนมากกว่าจำนวนลูกปืนของอีกฝ่าย
    เมื่อได้ยินเสียงกระตุ้นจากหัวโจก กลุ่มวัยรุ่นที่เคยชะงักก็ขยับตัวรุมล้อมเข้ามาใหม่
    ภีมะหันไปสบกับเพื่อนตายที่ยืนอยู่ข้างๆก่อนที่จะเอาปืนเหน็บกางเกงไว้ ก่อนล้วงเอา “ของดี” ที่เหน็บไว้อีกข้างของเอวออกมา แล้วยกชูขึ้นสูงให้เหล่าอริที่รายล้อมได้เห็นชัดตา
    ของดีที่ภีมะกับนิวัติพกติดตัว มีชื่อเล่นอย่างน่ารักว่า น้องมะนาว กับ น้องน้อยหน่า
    คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อระเบิดลูกเกลี้ยงและระเบิดน้อยหน่า หรือชื่ออย่างเป็นทางการก็ระเบิดมือเอ็ม26 และระเบิดมือเอ็มเค2
    กลุ่มวัยรุ่นเกือบห้าสิบคนพอมองเห็นระเบิดในมือที่ชูขึ้นสูงและมืออีกข้างทำท่าเหมือนพร้อมจะดึงสลักทุกเมื่อก็แตกตื่น ค่อยๆ พากันถอยห่าง ก่อนจะกระจัดกระจายวิ่งหายกันไปหมดในเวลาไม่ถึงสิบวินาที
    เหลือแต่หัวโจกที่เคยใจถึงไม่กลัวปืนยืนตัวเกร็งอยู่คนเดียว ภีมะเก็บระเบิดเดินไปตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆ ขณะเพื่อนคู่หูยังคงชูน้อง ‘น้อยหน่า’ ไว้ไม่เลิก
    “เอ็งแน่วะ ไม่กลัวปืน ขอเดี่ยวได้ไหมวะ” จะอาศัยแต่เครื่องทุ่นแรงข่มขู่มันก็ไม่ใช่วิสัยภีมะ จึงขอตัวต่อตัวกับอีกฝ่ายสักหน่อยให้มันรู้กันไปแต่หัวโจกใจถึงคนนี้กลับไม่เล่นด้วย เพียงถามชื่อพวกเขาอย่างสุภาพเท่านั้น พอรู้ว่าเขากับเพื่อนคู่หูเป็นใคร ก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือกลายเป็นนอบน้อมขึ้นมาทันที พร้อมกับวิ่งไปเรียกเหล่าลูกน้องมาไหว้แนะนำตัวกับพวกเขา แล้วยังพาเดินเที่ยวงานบุญในหมู่บ้านอีกต่างหาก  เรื่องราวแคล้วคลาดและจบลงด้วยดี

    ในวงการนักเลงที่ผ่านมาภีมะค้นพบว่านักเลงไม่ว่าใจถึงขนาดไหนก็มักไม่กล้าล้อเล่นกับคนถือระเบิดอยู่ในมือ
    นักเลงรุ่นเล็กแค่เห็นเวลาเห็นเขาโยนระเบิดในมือเล่นก็ตัวสั่นแล้ว ส่วนนักเลงรุ่นใหญ่ยิ่งไม่กล้าแลกกับเขาเพราะอย่างไรตัวเองก็เสียมากกว่าถ้าจะแลกชีวิตกัน
    นี่จึงเป็น “ของดี” ของขลังที่เด็ดกว่าพระเครื่องหรือตะกรุดใดๆ เสียอีก
    แต่วันหนึ่งพวกเขาก็ซวยเพราะ ‘ของดี’ ชิ้นนี้จนได้ภีมะกับนิวัติโดนจับไปในข้อหามีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง
    คดีนี้ไม่ได้ยุ่งยาก ภีมะรู้ว่าพ่อของเขาก็คงจะช่วยเคลียร์เรื่องนี้ให้ได้ เพื่อนสนิทที่โดนจับมาด้วยอย่างนิวัติสุดท้ายก็ยังได้ทางบ้านวิ่งเต้นเคลียร์เรื่องคดีจนได้ออกจากที่ห้องขังในสถานีตำรวจในเวลาไม่กี่วัน
    แต่พ่อของภีมะกลับนิ่งเฉย ปล่อยให้เขาถูกสั่งฟ้องจนถูกลงโทษจำคุกไปสามเดือน
    ภีมะติดอยู่ในเรือนจำสามเดือนก่อนจะได้ปล่อยตัวออกมา
    เมื่อออกจากคุกมาแล้วเขาจึงรู้สาเหตุที่ถูกพ่อปล่อยให้ติดคุกอยู่หลายเดือน
    เหตุเกิดจากนายตำรวจใหญ่ของจังหวัดที่ย้ายมาใหม่เห็นว่าภายในจังหวัดนั้นไม่เป็นระบบระเบียบมีอันธพาลนักเลงจำนวนมาก จึงได้ออกนโยบายกวาดล้างอย่างจริงจัง
    นักเลงมีชื่อหลายคนที่มีรายชื่อในบัญชี บ้างก็ถูกจับกุมบ้างก็หายสาบสูญ แต่ส่วนใหญ่มักจบลงที่เจ้าหน้าที่อ้างว่ามีขัดขืนขณะเข้าจับกุมแล้วถูกวิสามัญเป็นส่วนใหญ่
    นโยบายของนายตำรวจใหญ่ ทำเอาเหล่านักเลงกลุ่มต่างๆ หายเงียบกันไปหมด ก็บ้างหนี บ้างก็ตายเพราะถูกวิสามัญ

    แต่อย่างไรการที่ถูกพ่อปล่อยให้ติดคุกทั้งที่สามารถช่วยเหลือได้ก็เป็นสิ่งที่คาใจเขาหลังออกจากคุกภีมะก็เก็บของออกจากบ้าน เขาไปสมัครเป็นลูกมืออยู่ในอู่ซ่อมรถของอดีตนักเลงเก่าคนหนึ่งที่เขานับถือโดยไม่ได้กลับบ้านอีก ภีมะออกจากบ้านอย่างไม่คิดอะไรมาก แต่ไหนแต่ไรความผูกพันที่มีอยู่น้อยนิดกับพ่อก็แทบไม่มีเหลืออยู่แล้ว
    ภีมะกลายเป็นลูกมืออู่ซ่อมรถแห่งหนึ่งในอำเภอ ส่วนคู่หูก็ถูกส่งไปเรียนที่วิทยาลัยครูในต่างจังหวัด
    ทำให้คู่หูมหาประลัยของจังหวัด เป็นอันต้องปิดฉากแยกย้ายกันไป




    ----------------

    ย้ายออกมาอยู่คนเดียวและเป็นช่างอยู่สองปีภีมะก็ได้ข่าวว่ามีการรับสมัครทหารรับจ้างไปรบในประเทศเพื่อนบ้าน
    ในช่วงที่ตะลุยแหลกไปตีรันฟันแทงด้วยกันกับคู่หู ภีมะกับนิวัติเคยนึกๆ อยากลองไปสมัครเป็นทหารเหมือนกัน พวกเขามีความคิดไร้สาระอย่างการอยากจะยิงปืนกลและขว้างระเบิดมือกันอย่างจริงๆจังๆบ้าง เพราะไอ้ระเบิดมือที่ติดตัวเคยแอบไปลองกันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แล้วก็เอาไว้ขู่เฉยๆอย่างที่ผ่านมา
    แต่เพื่อนคู่หูที่ปิดเทอมกลับมาบ้านบอกว่าทางบ้านไม่ยอม ภีมะจึงได้แต่ไปสมัครคนเดียว
    หลังจากสมัครเรียบร้อยถูกตรวจร่างกายอีกนิดหน่อยภีมะก็ถูกส่งไปฝึกอยู่หลายเดือน หลังฝึกเสร็จพวกเขาก็ถูกส่งขึ้นเครื่องบินไปส่งที่พื้นที่ใกล้สนามรบทันที
    พวกไอ้กันมันก็ใช้งานคุ้มค่าจริงๆ ภีมะนึกว่าจะได้กินเงินเดือนเรือนหมื่นสบายๆ ไปนานๆ เสียอีก
    ในกองพันของภีมะเหล่าผู้บังคับบัญชาล้วนมาจากนายทหารสัญญาบัตรในกองทัพ แต่เมื่อมาถึงสนามรบก็มีเพียงชื่อที่ถูกตั้งเป็นรหัสง่ายๆ กันเท่านั้นภีมะพบว่าตัวเขาอายุน้อยที่สุดในกองพันจึงเป็นที่เอ็นดูผู้บังคับบัญชา ส่วนเพื่อนร่วมกองพันของเขาหลายคนล้วนมีภูมิหลังไม่ต่างจากตัวเขา เป็นพวกมือปืนเดนตาย นักเลงหัวไม้ หรือจิ๊กโก๋ อันธพาลที่หวังจะหาเงินง่ายๆ จากการเสี่ยงตายในสนามรบเท่านั้น
    ฟังจากหัวหน้า ปฏิบัติการนี้กลับไม่ใช่ปฏิบัติการทางทหารร่วมกับทหารอเมริกัน แต่เป็นการปฏิบัติการกับพลเรือนอย่างซีไอซี   สายลับที่เขาเคยรู้จักจากหนังฮอลิวู๊ด
    หลังกองพันของภีมะจบการฝึกและลงจากเครื่องบินก็ถูกส่งให้เข้าสู่สนามรบและถูกสั่งการให้โจมตีข้าศึกร่วมกับกองพันอื่นๆ ทันที
    แล้วประสบการณ์ต่างๆ มากมายก็เกิดขึ้นกับชีวิตเขาในฐานะนักรบรับจ้างหรือชื่อที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่าทหารเสือพราน
    โจมตีข้าศึก ถูกส่งกลับมาพักสิบห้าวันแล้วก็ถูกส่งกลับไปป้องกันฐานปืนใหญ่จากข้าศึกใหม่
    รบ พัก รบ พัก วนเวียนอยู่หลายรอบสุดท้ายสงครามก็สิ้นสุดลง...

    ตอนที่กองพันภีมะมีหน้าที่ป้องกันฐานปืนใหญ่ หน่วยของพวกเขาทำได้เพียงมุดอยู่ในหลุมเล็กๆใต้ดิน หลุมใครหลุมมัน แต่นอนว่าถ้ากระสุน ‘บังเอิญ’ ตกลงหลุมใครก็ถือว่าดวงซวยไป เรียกว่าเป็นการวัดดวงกันจริงๆ ว่าใครจะอยู่ใครจะรอด
    การถูกถล่มด้วยปืนใหญ่อย่างหนักหน่วงแต่ต่อเนื่องโดยปืนใหญ่จากฐานที่พวกเขาป้องกัน แทบไม่สามารถยิงสวนกลับไปได้ ทำให้ภีมะรู้ว่าปืนใหญ่ข้าศึกมันยิงได้ไกลกว่าภีมะนึกว่าอเมริกาจะมีเทคโนโลยีก้าวหน้ากว่าทุกประเทศเสียอีก ส่วนการโจมตีทางอากาศที่ประเทศนายจ้างของพวกเขาภูมิใจก็หวังมากไม่ได้ ประเทศภูเขาและหมอกหนาขนาดนี้จะไปสะดวกได้ยังไงกัน  มันไม่ได้เอื้อต่อเครื่องบินรบเลย 
    หลุมที่มุดอยู่เพื่อหลบกระสุนปืนใหญ่ก็ป้องกันได้เพียงสะเก็ดที่แตกกระจายเท่านั้น แต่ถ้ากระสุนตกลงตรงจุดหลุมที่ใครซุกอยู่ก็ถือว่าซวยไป หลังสิ้นสุดงานรบรับจ้าง เพื่อนร่วมกองพันของภีมะเหลือราวหนึ่งในสี่ คนที่กลับมาหลายคนสติไม่เป็นปกติ การที่ต้องหลบอยู่ในบังเกอร์เล็กๆ แล้วเจอถล่มด้วยปืนใหญ่ทั้งคืน จนไม่ได้นอนเป็นการทำลายขวัญและกำลังใจอย่างที่สุดจริงๆ ไม่แปลกที่หลายคนถึงกับสติหลุดหรือเป็นบ้าไป

    ----------



    นึกถึงบางเรื่องในสนามรบก็น่าเสียดายที่เพื่อนคู่หูเขาไม่ได้มาด้วย เพราะในสนามรบนี้ภีมะได้ขว้างระเบิดมืออย่างจุใจมาก
    เรียกว่าเป็นหนึ่งในเคล็ดลับของการเอาชีวิตรอดในสนามรบของเขาก็ว่าได้
    การโจมตีหรือยิงป้องกันฐานด้วยปืนประจำกายนั้นฝ่ายตรงข้ามที่เข้าตีย่อมจะมองเห็นประกายไฟจากกระบอกปืน แล้วก็มักจะประเคนกลับมาด้วยปืนประเภทต่างๆกลับมาทุกครั้ง ดังนั้นภีมะผู้คุ้นเคยกับระเบิดมือมาแต่ไหนแต่ไร จึงเลือกที่จะใช้ระเบิดมือเป็นหลักมากกว่าปืนประจำกายเสียอีก เรื่องนี้ต้องของคุณเจ้าภาพอย่างไอ้กันและหัวหน้าที่มีให้เขาใช้แบบไม่อั้น
    แต่ก็อาจจะเป็นโชคดีของเพื่อนที่ไม่ได้มาก็ได้ เพราะภีมะก็รู้สึกว่าเขาใช้โชคเยอะมากถึงได้รอดชีวิตกลับมาได้
    ในปฏิบัติการสุดท้ายกองพันของภีมะถูกข้าศึก ‘โอเวอร์รัน’ ด้วยจำนวนที่ต่างกันหลายสิบเท่าสุดท้ายฐานก็แตกต้องล่าถอยกันอย่างกระจัดกระจายก่อนที่กองพันเขาจะถูกสั่งให้ถอนตัวออกจากสนามรบในที่สุด ภีมะจบภารกิจมาได้โดยมีร่างกายครบสามสิบสองราวปาฏิหาริย์

    ประสบการณ์ในสนามรบส่งผลให้ภีมะเปลี่ยนจากหนุ่มเลือดร้อนกลายเป็นคนเงียบขรึม
    ออกจากสนามรบภีมะก็หอบเงินก้อนใหญ่มาซื้อรถบรรทุกทำธุรกิจรับจ้างขนส่งที่จังหวัดแถวชายแดนตะวันออก ซึ่งงานที่ได้ก็ล้วนมาจากสายสัมพันธ์ของเหล่าอดีตเพื่อนร่วมรบ
    พองานเริ่มเข้าที่ภีมะก็นึกถึงเพื่อนคู่หูที่จะใกล้เรียนจบแล้ว เขาจึงได้กลับมาที่อำเภอบ้านเกิดของเพื่อนคู่หูที่ซึ่งพ่อของเขาที่ไม่ได้ติดต่อกันนานนับปีอาศัยอยู่
    กลับมาถึงภีมะก็ต้องตกใจเมื่อรู้ข่าวว่าพ่อของตัวเองยิงตัวตายไปเมื่อครึ่งปีก่อน!
    เจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์ที่ภีมะเคยไปเป็นลูกมือเมื่อตอนก่อนไปเป็นทหารรับจ้าง เอาสมบัติส่วนตัวของพ่อที่ฝากไว้ให้เขามาให้ภีมะถึงได้รู้ว่าพ่อของเขามีบุญคุณกับเจ้าของอู่ที่เขาเคยทำงานอยู่
    พ่อเป็นคนฝากให้เจ้าของอู่ช่วยดูแลเขา
    เจ้าของอู่ก็ไม่ได้รู้สาเหตุที่ทำให้พ่อของเขายิงตัวตายนัก จากข่าวที่ออกมากลับเป็นเรื่องที่ว่านายดาบตำรวจมีความเกี่ยวพันกับยาเสพติดในพื้นที่ถึงขนาดมีการตรวจเจอของกลางในบ้านพักและรถยนต์ส่วนตัว เมื่อถูกจับกุมพร้อมหลักฐานครบครันพ่อของภีมะจึงยิงตัวตาย
    ภีมะมองสมบัติไม่กี่ชิ้นของดาบตำรวจจนๆ ด้วยใบหน้าแดงก่ำ
    เขาหยิบสร้อยพระที่พ่อเคยใส่ติดตัวตลอดเวลาออกมาคล้องคอ
    ภีมะไม่มีทางเชื่อว่าพ่อของเขาจะยิงตัวตายเพราะหนีความผิด นายดาบแก่ๆที่เป็นคนตรงจนเข้าขั้นซื่ออย่างพ่อเขาไม่มีทางที่จะคิดหาเงินทางลัดด้วยวิธีผิดๆอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นสมบัติของพ่อเขาคงไม่มีเพียงรถกระบะเก่าๆ คันเดียวหรอก เรื่องนี้ภีมะที่อยู่กับพ่อมานานรู้นิสัยดี
    ไม่ว่าใครเป็นต้นเหตุ บีบคั้นหรือเป็นคนทำพ่อเขา เขาต้องแก้แค้น!!


    ---------------------จบ ภีมะ l ------------------------------------- ปล.ทำไมตัวประกอบถึงมีสตอรีเยอะจังละเนี่ย ว่าจะทำตอนเดียวจบ แต่งอกเป็นสองตอนซะงั้น
    ปล.2.ขอโทษทักอ่านทุกท่านที่รอภาคสอง ผู้เขียนยังคงอยากบอกเล่าเรื่องราวตามใจของตัวเอง จึงอาจทำให้คนคนที่อยากอ่านภาคมหา'ลัย คงต้องรอไปอีกหน่อย


    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค ) ที่คุณอ่าน