อีเลียตจอห์น โรเจอร์ส นั้นเป็คนใจคอเด็ดเดี่ยวมากและเชียล่าก็เป็ลูกสาวที่ถ่ายทอดมรดกในเื่นี้มาจากเขาดังนั้นเธอจึงยืนขึ้น เผชิญหน้ากับพ่อแม่อย่างไม่พรั่น
“ทั้งพ่อและแม่ไม่เข้าใจแบรดหรอกค่ะ” น้ำเสียงของเธอบอกความน้อยใจ“พ่อกับแม่ไมรู้จักเขาอย่างที่หนูรู้จักหรอกค่ะ เพราะไม่้ารู้จักเขาจริงๆนั่นเอง เพราะฉะนั้นในกรณีย์นี้หนูว่าพ่อกับแม่คิดผิดนะคะ”
“เชียล่า นั่นไม่จริงเลยลูก” ผู้เป็มารดาร้องขึ้นเหมือนจะทักท้วงแต่เชียล่าเดินออกไปจากห้องนั่งเล่นนั้นแล้ว
ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดอะไรกันอีกโดยเฉพาะเมื่อพ่อเข้ามาร่วมฟังอยู่ด้วย เชียล่าอาจจะพูดให้แม่เชื่อได้แต่กับพ่อแล้วพ่อเป็คนที่เชื่อในความคิดเห็นของตัวเองอย่างยิ่งไม่เคยยอมฟังเสียงใครเลยจะมียกเว้นก็แต่แม่เท่านั้น เชียล่าจึงเดินกลับไปห้องเพื่อที่จะใช้ความคิดการที่จะให้พ่อแม่ทำตามความประสงค์นั้นไม่ใช่เื่ง่ายๆ เลย
เธอครุ่นคิดแต่ปัญหาเื่นี้ตลอดค่ำตลอดเวลาอาหารซึ่งนั่งรับประทานอยู่แต่เพียงลำพังพร้อมกับนั่งอ่านตำราเรียนไปพลางหูก็คอยฟังโทรศัพท์จากแบรด อยากได้ยินเสียงเขาแต่แม้เมื่อเธอสวมเสื้อเตรียมตัวจะเข้านอนตอนเที่ยงคืนอยู่แล้ว เขาก็ยังไม่โทรมาเชียล่าปิดเปลือกตาลงหวังจะให้การหลับช่วยตอบคำถามให้เธอ
มีอะไรบางอย่างปลุกให้เธอตื่นขึ้นศีรษะของเธอกลิ้งอยู่บนหมอนอย่างไม่ยอมรับ แต่ความรู้สึกมันบังคับเชียล่าบังคับตัวเองให้ลืมตาขึ้นพยายามต่อสู้กับความง่วงงุนที่กำลังฉุดรั้งเธอให้กลับไป
ห้องนอนมืดสนิทสิ่งเดียวที่สายตาพอจะจับได้คือพรายน้ำจากนาฬิกาที่วางอยู่ตรงหัวเตียงเข็มที่สว่างเรืองชี้บอกเวลาว่า ตีสามกว่าแล้วซึ่งทำให้เชียล่าต้องครางออกมาเพลียๆ ขณะคู้ร่างเข้าไปใต้ผ้าห่มอีกครั้ง
มีเสียงเคาะเบาๆดังอยู่ในความมืด มันเป็เสียงคล้ายคนกำลังเคาะกระจก เชียล่ายันกายขึ้นทันทีตั้งใจฟังเสียงอยู่ ประสาททุกส่วนในเรือนกายตื่นตัวเต็มที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ยินเสียงนั้นจริงๆ หรือคิดไปเอง
แต่มันก็ยังดังขึ้นอีกใครคนหนึ่งกำลังเคาะอยู่ตรงกระจกประตูเลื่อนซึ่งเปิดออกสู่ระเบียงด้านหลังไม่มีอาชญากรคนไหนที่จะเคาะประตูก่อนเข้าห้องแน่ เชียล่าสะบัดผ้าห่มออกเลื่อนตัวลงจากเตียงนอน นึกรู้ขึ้นมาทันทีว่าจะต้องเป็แบรดไม่มีใครกล้ามาเคาะประตูห้องนอนของเธอกลางดึกเช่นนี้แน่
เธอเดินเท้าเปล่าตรงไปยังประตูกระจกบานเลื่อนดึงสายม่านสีเขียวมรกต และแสงจันทร์ก็ส่องต้องร่างที่ยืนรออยู่ข้างนอกผมสีบลอนด์ของเขาเป็ประกายคล้ายสีเงินยวงอยู่ในท่ามกลางแสงจันทร์เธอกดปุ่มประตูให้เปิดออกและรับแบรดเข้ามา
“คุณมาทำไม?” เธอกระซิบถามเมื่อเขาเข้ามายืนอยู่ในห้องแล้ว“นี่มันตีสามแล้วนะ”
แสงจันทร์ที่ส่องต้องร่างของเขาที่ยืนอยู่ภายนอกเมื่อครู่บัดนี้ได้ส่องผ่านประตูกระจกบานนั้นเข้ามาต้องร่างของเชียล่าด้วยชุดนอนสีแดงที่สวมอยู่ยาวลงมาแค่เข่าทำให้เห็น่ขาเปล่าเปลือยนวลละไมอยู่ในแสงจันทร์ แบรดกวาดสายตาสำรวจไปทั่วร่างซึ่งเท่ากับเป็การชี้แนะเชียล่าให้รู้สึกตัวว่า ขณะนี้เธอแต่งตัวไม่เรียบร้อยโดยเฉพาะไม่ได้กลัดดุมเสื้อด้านหน้า ปลายนิ้วของเธอจึงรบอกเสื้อปิดไว้ทันที
“ผมรู้หรอกน่าว่านี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว” แบรดตอบอย่างไม่สนใจเดินเข้ามาหาด้วยยิ้มพรายบนใบหน้า“ผมเพิ่งออกเวรแล้วก็คิดว่าจำเป็ต้องมาหาคุณให้ได้”
“คุณน่าจะโทรศัพท์มานะคะ”
เขาวางมือลงบนไหล่เชียล่าตัวเกร็งขึ้นมาทันที มันออกจะเป็การไม่ถูกต้องที่แบรดจะเข้ามาอยู่ในห้องนอนของเธอยามนี้แม้ว่าเธอใกล้จะแต่งงานกับเขาอยู่แล้วก็ตามที
“ก็ทำอย่างนี้ทางโทรศัพท์ไม่ได้นี่” เขาจูบเธออย่างดูดดื่มแต่ไม่ได้รั้งร่างเข้าไปหา “ว่าแต่ว่าคุณยังรักผมอยู่หรือเปล่าล่ะ ฮันนี่?”
“คุณคงไม่คิดว่าฉันจะเลิกรักคุณได้ง่ายๆ ถึงเพียงนั้นไม่ใช่หรือคะ?”
บรรยากาศช่างโรแมนติกเสียนี่กระไรเมื่อแบรดอุตส่าห์ขี่จักรยานยนต์ออสตินของเขามาเพียงเพื่อจะขอความมั่นใจว่าเธอยังรักเขาอยู่
“แล้วคุณเป็อย่างนั้นหรือเปล่าล่ะ?” แบรดทำเสียงบังคับจะให้เธอตอบออกมาให้ได้
ไม่ค่ะ” เชียล่าสั่นศีรษะ “ฉันก็ยังรักคุณอยู่น่ะสิคะ”
เขาตวัดร่างเธอเข้าไว้ในอ้อมแขนทันทีกกกอดไว้แน่น คางทาบอยู่กับเรือนผมสีทองเข้มอ้อมกอดของเขาทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยขึ้นและก็ดูเขาจะพอใจกับการที่เพียงแค่ได้กอดเธอไว้เท่านั้น
ศีรษะของเธอซุกอยู่ระหว่างซอกคอเขาไล้นิ้วอยู่กับอกเสื้อ ถอนหายใจออกมาอย่างเป็สุข ขนตาหรุบลง
“คุณเสี่ยงมากนะคะ ที่เข้ามาถึงนี่ดึกๆ ดื่นๆ อย่างนี้” เธอกระซิบอยู่กับปลายคางของเขา “พ่อฉันจะต้องไม่เชื่อใจคุณเื่อย่างนี้แน่เลยคุณน่าจะโทรศัพท์มาก่อนจริงๆ นะ”
“แต่มันก็คุ้มค่าที่ได้กอดคุณไว้ในอ้อมแขนอย่างนี้ แล้วก็ได้รู้ด้วยว่าคุณยังอยากแต่งงานกับผมอยู่จริงไหม..?” ริมฝีปากของเขาไล้จูบอยู่กับเรือนผม
“ค่ะ ฉันอยากแต่งงานกับคุณจริงๆ คุณคิดหรือคะว่าฉันจะมีนิสัยชอบที่จะรับผู้ชายเข้ามาในห้องนอนกลางดึกอย่างนี้?”
“คงไม่หรอก” แบรดตอบเคร่งๆ และต่อด้วยคำพูดขรึมๆจริงจัง “ที่จริงผมก็อยากจะดทรมาหาคุณอยู่เหมือนกันแต่กลัวพ่อแม่คุณจะสงสัยตอนที่เสียงกริ่งมันดังขึ้น แล้วก็อาจจะรับเองถ้าเป็อย่างนั้นผมคงไม่มีโอกาสพูดอะไรในเมื่อพ่อแม่คุณคอยเงี่ยหูฟังอยู่”
เชียล่าขมวดคิ้วอย่างสงสัย
“เื่อะไรกันคะ?”
แบรดไม่ได้ตอบในทันทีแต่กลับประคองใบหน้าของเธอไว้ในอุ้งมืออย่างทะนุถนอม
“คุณเป็คนสวยเหลือเกิน เชียล่ารู้ตัวหรือเปล่า..การที่จะได้คุณมาเป็เมียผมนั้นต้องถือว่าเป็โชคมหาศาลทีเดียวแต่ผมก็คงต้องสอนให้คุณรู้จักอะไรบ้าง
“อืม..แล้วคุณก็คงจะเป็สามีที่ดีพอใช้นะคะ” เชียล่าคล้อยตามคำพูดของเขา“แต่คุณพูดออกนอกเื่นี่ยังไม่ได้ตอบเลยว่า้าจะพูดกับฉันเื่อะไร”
“บางที ผมควรจะโทรมาจริงๆ” เขาเหยียดยิ้มกว้างจนเห็นไรฟัน“เพราะมันยากจริงๆที่จะทำใจให้เป็สมาธิได้ทั้งที่กอดคุณไว้อย่างนี้ ทั้งไหล่นุ่มๆ และส่วนโค้งส่วนเว้นบนเนื้อตัวคุณแบบนี้มันทำให้ผมพูดไม่ออก”ฝ่ามือของเขาลูบไล้ไปตามเนื้อผ้าที่เรียบลื่นปานไหมของเสื้อนอนแขนยาวตัวนั้นก่อนจะจับมือเธอไว้มั่น
“มาเถอะ หาที่นั่งเสียก่อน เราจะได้พูดจากันให้รู้เื่”
เขาจูงเดินไปนั่งลงตรงปลายตีนเตียงเชียล่านั่งอยู่ในท่าคุกเข่า แบรดปล่อยมือจากเธอ เอื้อมมือไปเปิดสวิทช์ไฟตรงหัวนอนแสงสว่างอ่อนเรืองกระจายอยู่ตรงหัวเตียง
“นี่..ฉันรู้สึกว่าคุณกำลังทำให้เื่มันดูลึกลับมากขึ้นทุกทีแล้วนะ”เชียล่าแสดงความประหลาดใจออกมาเบาๆ ขณะแบรดทรุดตัวลงนั่งห่างๆ
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้มันเป็อย่างนั้นหรอก” ยิ้มที่เหมือนจะแสดงออกถึงความเสียใจฉาบขึ้นบนริมฝีปาก“ไม่รู้สิ ั้แ่ตอนหัวค่ำที่คุณกลับมาแล้วผมก็คิดอยู่แต่เื่ที่เราพูดจากันนะเชียล่าผมเห็นจะรอที่จะแต่งงานกับคุณอีกตั้งปีไม่ไหวแน่”
“ใช่..ฉันเข้าใจ..มันดูไม่รู้จะสิ้นสุดตรงไหนเลยจริงๆ” เธอเห็นด้วยกับคำพูดของเขา ถอนใจอย่างโศกสลด