มาถึงลำดับหนึ่ง ผู้ที่อยู่สุดยอดพีระมิดแห่งสหพันธรัฐ อุทัยจ้องมองตาเขม็งแสงจากบัญญัติมนต์ส่องประกายเรืองรอง
‘ลำดับที่ ๑ จ้าวดาราจักร แคว้นอโยธยา’
ทุกคนนิ่งเงียบมีเพียงรอยยิ้มบางเบา เพราะลำดับหนึ่งนี้อยู่มาเนิ่นนานนับร้อยปีแล้ว และเป็ลำดับที่ชาวแคว้นอโยธยาภูมิใจเป็อย่างยิ่ง ตัวตนของ ‘จ้าวดาราจักร’ เปรียบดังเทพเ้า ผู้คนต่างเคารพเทิดทูนยิ่งกว่ากษัตริย์ราชวงศ์ ‘ศรีอโยธยา’ เสียอีก
“จ้าวดาราจักรคือผู้ใดหรือ .. ท่านปู่”
เด็กน้อยต่างแดนผู้หนึ่งกล่าวถามผู้เป็ปู่ด้วยความอยากรู้ พวกมันนั่งอยู่โต๊ะริมสุดประกอบด้วยหนึ่งชายชราและเด็กหญิงอายุราวแปดเก้าขวบสองคน หามีผู้ใดสนใจไม่
ผู้เป็ปู่กล่าวกับหลานด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านคือผู้เฒ่าสุดยอดฝีมือ เก่งที่สุดในเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดของสหพันธรัฐเลยหล่ะหลาน”
เด็กหญิงผู้นั้นกล่าวด้วยความไร้เดียงสาว่า “เก่งกว่าท่านปู่อีกหรือจ๊ะ”
เด็กหญิงอีกคนหนึ่งกล่าวราวประท้วงว่า “ไม่จริง ไม่จริง หนูไม่เชื่อ !!! ท่านปู่เก่งที่สุด !!!”
ผู้เป็ปู่หัวเราะและกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ... ย่อมแน่นอนหลานรัก ปู่ย่อมเก่งที่สุด แต่หากเปรียบกับลำดับหนึ่งแล้ว ตัวปู่เป็เพียงมดตัวเล็กๆ เท่านั้น”
เด็กหญิงผู้ตั้งคำถามกล่าว “หนูก็ไม่เชื่อ .. ท่านปู่เก่งที่ซูดดดด”
ชายชราผู้เป็ปู่หัวเราะ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ...”
ทั้งหมดรับประทานอาหารต่อ ชายชราผู้เป็ปู่แอบลอบมองอุทัยด้วยความสงสัย
อุทัยแอบฟังเสียงสนทนาจากบุคคลอื่นอีก กลับไม่ได้ใจความสำคัญใดที่กล่าวถึง ‘จ้าวดาราจักร’ คงต้องสอบถามผู้อื่นดูแล้ว
ตกบ่ายลูกค้าเริ่มบางตา เถ้าแก่ใช้ให้อุทัยเข้าไปจัดของและนำขยะไปทิ้งหลังร้าน ขณะลำเลียงขยะออกมากลับมีผู้หนึ่งเรียกหา
“ไอ้ทัย !!! เป็เอ็งจริงๆ ด้วย”
“อ่าว !!! ไอ้ธรรม” อุทัยทักทาย
ผู้มาคือ ‘ธรรม’ เด็กน้อยเกลอของอุทัย มันอายุน้อยกว่าอุทัยปีเศษ เป็เด็กชายอายุราวสิบสี่สิบห้าปีผู้หนึ่ง รูปร่างผอมเพรียว แววตาล่อกแล่กซุกซน หน้าตาจัดว่าหล่อเหลาอยู่บ้าง ตัวต่ำเตี้ยสูงเลยคางอุทัยมาเล็กน้อย หลังจากตื่นนอนมันติดตามหาอุทัยจากคำบอกกล่าวของลุงชิด
ธรรมกล่าวด้วยความยินดี “เอ็งหายไปร่วมสองเดือน ข้าไปสอบถามที่สำนักกลับไม่ได้ความใด”
อุทัยหัวเราะและกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า ข้าไปเรียนวิชาหมัดมวยที่อื่นมา ข้าก็มีอาจารย์กับเขาแล้วหนา”
ธรรมกล่าว “ผู้ใดตาบอดรับเอ็งเป็ศิษย์ .. ยังเปิดรับลูกศิษย์อีกหรือไม่ ตัวข้านี้เป็ดังเพชรที่ยังมิได้เจียระไน .. ฮ่า”
อุทัยกล่าว “เสียใจด้วยเพื่อน ท่านอาจารย์กลับไปแล้ว อีกเป็ปีจึงจะพบเจอกันอีก .. ฮ่า ฮ่า”
ธรรมกล่าวหยอกล้อ “ดูท่าวิชาท่าเท้าสุนัขของเอ็งคงก้าวหน้าไม่น้อย”
อุทัยกล่าว “ย่อมแน่นอน .. คราหน้าหากต้องวิ่งหนีพวกบ้านดอนอีก เป็เอ็งต้องล้าหลังแล้ว”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ...” ทั้งสองหัวเราะขึ้นพร้อมกัน พวกมันเป็เด็กหนุ่มที่ซุกซนตามประสาวัยคะนอง
ธรรมกล่าว “เอ็งเปลี่ยนไปมากหนา ตัวก็สูงขึ้น”
อุทัยกล่าว “เป็อาจารย์เปลี่ยนกระดูกชุบเส้นเอ็นใหม่ให้แก่ข้า .. ดูสิ ข้าแข็งแรงยิ่ง ตอนนี้เป็ยอดยุทธ์ผู้หนึ่งแล้ว” พร้อมตั้งท่าร่ายรำหมัดมวยราวเด็กๆ
ธรรมเบ้หน้ากล่าวว่า “ชิ หากเอ็งเป็ยอดยุทธ์ ข้าก็ปรมาจารย์ของยอดยุทธ์แล้ว ฮ่า ฮ่า”
อุทัยกล่าว “เออ ไอ้ธรรม เอ็งรู้จัก ‘จ้าวดาราจักร’ หรือไม่”
ธรรมกล่าว “หวา .. มาถึงก็ถามหาอันดับหนึ่งแห่งสหพันธ์ มิมีผู้ใดมิรู้จักท่านดอก”
อุทัยกล่าว “เป็ตัวตนเยี่ยงไร เพิ่งได้รู้ลำดับยอดยุทธ์แห่งสหพันธ์ ข้าสนใจยิ่ง”
ธรรมกล่าว “ข้าก็มิรู้มากดอก ั้แ่โตมาก็ได้ยินกิตติศัพท์ของท่านอยู่เสมอ เห็นว่าท่านอายุร่วมร้อยห้าสิบปีแล้ว”
อุทัยทำตาโตกล่าวว่า “ร้อยห้าสิบปี !!! มนุษย์ผู้ใดอายุยืนยาวเยี่ยงนั้น”
ธรรมกล่าว “ฮ่า ฮ่า ข้าก็ไม่รู้ แต่พลังฝีมือของท่านสุดยอดแล้ว แคว้นต่างๆ ที่ยำเกรงอโยธยาเราก็เพราะท่าน .. ข้ารู้มาแค่นี้แหละ ..”
อุทัยกล่าว “เอ็งนี่ ภูมิปัญญาเท่าหางอึ่งอ่าง ถามอันใดไม่ได้ความ”
ธรรมกล่าว “ฮ่า ฮ่า ข้าไปก่อนหล่ะ จักไปชมการชนไก่ก่อน เจอกันคืนนี้”
ธรรมวิ่งไปยังถนนใหญ่กลืนหายไปกับฝูงชนอย่างรวดเร็ว อุทัยจึงทำงานของมันต่อ
ขณะจัดข้าวของอยู่หลังร้าน ปรากฏพลังงานบางเบาสองจุดบนข่ายความรู้สึกของอุทัย มันทดลองแผ่พลังปราณออกโดยรอบอย่างเงียบงัน
เสียงสนทนาสองเสียงลอดผ่านเข้าโสตัั เป็เสียงเล็กๆ ของเด็กผู้หญิง
“ทำไมท่านปู่ให้เราจับตามองอ้ายหัวเกรียนผู้นี้"
“นั่นซี .. ดูท่ามันเป็มวยเพียงเล็กน้อย แม้แต่พลังปราณภายในก็มิได้ััถึง”
“ช่างน่าเบื่อยิ่งนัก มันเอาแต่ทำงานเยี่ยงกุลีผู้หนึ่ง ไปเดินตลาดกันเทิดหนา”
“มิได้ ! ประเดี๋ยวท่านปู่เอ็ดเอา นี่ยังบ่ายอยู่ตลาด่เย็นยังไม่ตั้งหนา”
“เฮ้ออออ .. ข้ามิเข้าใจท่านปู่จริงๆ”
มันถูกจับตามองแล้ว ภายในจิตเกิดภาพสามปู่หลานที่นั่งรับประทานอาหารภายในร้าน
‘พวกมันเป็ผู้ใด กลับมาให้ความสนใจกลับตัวข้า’ อุทัยเก็บความสงสัยไว้ภายใน คนยังแสร้งทำงานต่างๆ เช่นเดิม
เที่ยงคืนแล้วผู้คนส่วนใหญ่ต่างเข้านอนตามถนนหนทางปลอดผู้คน อุทัยเลิกงานจากร้านอาหารระหว่างเดินกลับเทวสถานที่พัก ก็มาถึงทางเปลี่ยวแห่งหนึ่ง กลับมีเด็กหนุ่มสามคนยืนขวางหน้าเอาไว้ อุทัยหยุดนิ่งยืนจ้องมองผู้มา
“เป็เอ็งจริงๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เด็กหนุ่มตรงกลางลักษณะเป็หัวโจกกล่าวด้วยน้ำเสียงคุกคาม มันเป็เด็กหนุ่มอายุราวสิบแปดปีมีใบหน้ายาวตาหรี่เล็กตัวสูงโปร่งแลดูแข็งแรง ด้านข้างเป็ลิ่วล้อสองคน หนึ่งสูงผอม หนึ่งต่ำเตี้ย
“ฮ่า อ้ายมานิตนี่เอง คิดว่าผู้ใด” อุทัยกล่าว อ้ายมานิตหัวโจกคือลูกผู้ใหญ่บ้านดอนหวาย
“ฮ่า ฮ่า ไอ้ลูกหมา หากอยากกลับไปนอนดีๆ ก็ทิ้งอัฐไว้ทั้งหมด” ลิ่วล้อคนต่ำเตี้ยกล่าว
“ชิ กูจะจับเมิงแก้ผ้า ให้อับอายไปทั่ว ฮ่า ฮ่า” ลิ่วล้อคนผอมสูงกล่าวบ้าง
‘ผู้มาไม่มีดี ผู้คิดดีย่อมไม่มา’ อุทัยหยุดมองดู ด้านหลังยังมีผู้ติดตามอีกสองคนคอยปิดทางถอยของมันไว้ ตามร่างกายของทั้งห้ามีรอยสักตามแบบนิยมของชายแคว้นอโยธยา อ้ายมานิตคนหัวโจกสัก ‘เสือเผ่น’ ตัวใหญ่ไว้กลางอก
“ไอ้ทัย คืนนี้เอ็งจมตีนกูเป็แน่ ฮ่า ฮ่า” มานิตกล่าวอย่างเคียดแค้น มันเคยวิวาทชกต่อยกับอุทัย คราวนี้กลับนำพวกพ้องหวังมากลุ้มรุม
“ตัวตัวไหมเล่า .. ฮ่า ฮ่า” อุทัยกล่าวท้าทาย ลิ่วล้อทั้งสี่จ้องมองมาที่มานิต
“ย่อมได้ !!!” มานิตโพล่งพร้อมสืบเท้าก้าวออกมา
มานิตสาวเท้าเข้ามาพร้อมปล่อยหมัดขวาหมายชกเข้าใบหน้าอุทัย หมัดรุนแรงและรวดเร็ว มองตามแทบไม่ทัน
“!!!” มานิต หมัดของมานิตพลันหยุดกึก
อุทัยประชิดถึง มือซ้ายคว้าจับข้อมือขวาของมานิตอย่างไม่ทันตั้งตัว อุทัยก้าวเท้าต่อเนื่องใช้มือขวาอ้อมสอดจากต้นแขนผ่านลอดรักแร้เป็ฝ่ามือกดถูกแผ่นหลัง พร้อมบิดแขนของมานิตหักพับมาด้านหลัง
.. กร๊อบบบบบ !
“อ๊ากกกกก” เสียงมานิตร้องลั่น มันถูกจับหักแขนบิดรั้งอย่างแรงจนตัวคว่ำคะมำ
อุทัยปลดปล่อยสองมือ ปล่อยเท้าซ้ายลอยล่องมาปะทะเข้ากลางหลังของมานิตอย่างจัง
.. ผลักกกกกก !!!
เสียงถีบดังถนัดถนี่ ... มานิตร่างปลิวตามแรงตีนลอยไปห้าก้าว คนปะทะชนต้นมะม่วงใหญ่ หน้าฟาดล้มฟุบปากกลบเื ร้องโอยด้วยความเ็ป
“…” อันธพาลบ้านดอนหวายอึ้งนิ่ง ไม่คิดว่าลูกพี่มันจะเสียท่าได้อย่างง่ายดาย
เพียงพริบตาอุทัยก้าวย่างต่อมายังลิ่วล้อด้านขวาเป็คนตัวต่ำเตี้ย บิดสะโพกปล่อยแข้งขวาเข้าชายโครงคนผู้นั้นอย่างจัง
.. ป๊าบบบบบ !!!
ลิ่วล้อผู้นั้นยังไม่ทันตั้งตัวถูกเตะตัวทรุดลงกับพื้น ลิ่วล้อคนสูงผอมไหวตัวทันตั้งท่ามวยสืบเท้าปล่อยหมัดขวาหวังชกหน้าอุทัย
อุทัยฉากซ้ายหลบหมัด คนผู้นั้นชกพลาดเป้าตัวถลำไปด้านหน้า ในทันใดอุทัยรั้งท่าร่างหมุนตัวกลับ ปล่อยศอกขวาบวกเข้าเบ้าหน้ามันผู้นั้นอย่างจัง
.. ผั๊วววววะ !!!
คนผงะหงายเืกบปากมีฟันหลุดร่วงมาสองสี่ ลิ่วล้อด้านหลังสองคนกลับขาแข็งทื่อ มันไม่คาดคิดว่าอุทัยจะมีเชิงมวยแข็งแกร่งปานนี้
มานิตใช้แขนอีกข้างชันกายกำลังจะลุกขึ้น ไม่รู้อุทัยก้าวมาข้างหน้าเมื่อไรปรากฏแข้งข้างหนึ่งลอยเสยซี่โครง
.. ป๊าบบบบบ !!!
มันถูกเตะเสยตัวลอยกระเด็นไปทับลิ่วล้อด้านหลังผู้หนึ่ง
.. โครมมม !!!
ทั้งคู่ล้มทับกันระเนระนาด อุทัยสืบเท้าเข้าหาลิ่วล้อที่ยืนอยู่ด้านหลังอีกคนหนึ่ง
มันผู้นั้นถูกการปะทะชนของมานิตและเพื่อนเข้ารบกวน กลับปรากฏเท้าข้างหนึ่งลอยมาถีบเข้ายอดอกแล้ว
.. โครมมม !
คนถูกถีบกระเด็นลอยชนโคนต้นมะม่วงใหญ่ ร่างกายเ็ปนอนนิ่งอยู่ยังไม่มีทีท่าจะลุกขึ้น
“ชิ อ้ายพวกบ้านดอนหวาย มีดีเพียงนี้คิดมาท้าต่อยท้าตีกับข้า” อุทัยกล่าวอย่างทระนง พอใจกับเชิงมวยที่ฝึกฝนนับเดือน วันนี้เพียงใช้แค่ท่าร่างก็ล้มคู่ต่อสู้ที่เคยต่อยตีกันอย่างสูสีคราเดียวถึงห้าคน
อันธพาลกลุ่มนี้ความจริงฝีมือมิใช่ชั่ว พวกมันบ้างเป็ตัวแทนตำบลบ้างเป็นักมวยเร่ชกตามงานต่างๆ
“โอยยยย ..” ไม่รู้เสียงร้องโอดครวญของผู้ใด ร้องเ็ปดังกระดูกแทบหัก
มานิตหน้าตาเหยเกด้วยความเ็ปชี้หน้ากล่าวอย่างเคียดแค้น “ไอ้ทัย มึงจำไว้ .. มึงต้องไม่ตายดี ..”
“ฮ่า ถึงกับจะฆ่ากันให้ตายเชียวรึ หากพวกมึงเก่งจริงก็ไปเจอกันงานเปรียบมวยพระธาตุหลวงเป็ไร” อุทัยกล่าว
“มึงงงง ไอ้ทัย .. กูจักบอกพี่ใหญ่ให้มากระทืบมึง ..” เสียงลิ้วล้อผู้หนึ่ง มันเข้าไปประคองเพื่อน
“มึง .. มึง ..” มานิตกล่าวไม่ทันจบก็กระอักก้อนเืออกมาก้อนหนึ่ง
อุทัยทำท่าเตะขู่ .. “เด่ว ปั๊ดดด ..” .. อันธพาลทั้งห้าใรีบช่วยกันลากสังขารอันสะบักสะบอม ทั้งเ็ปทั้งอับอายสบถวาจาอาฆาตแค้นจากไป
อุทัยยืนนิ่งปรับลมปราณราวห้าลมหายใจ ระหว่างเกิดสมาธิได้ััถึงพลังงานสองจุดลักษณะเดียวกับที่พบเจอเมื่อตอนบ่าย มันลืมตาจ้องมองไปในความมืด ห่างไปยี่สิบก้าวในแนวป่ามืดมิดกลับปรากฏร่างสองร่างเดินออกมา
เป็เด็กหญิงสองคนที่พบเห็นที่ร้านอาหารเมื่อตอนกลางวันของวันนี้จริงๆ ช่างเป็สิ่งที่ขัดต่อสามัญสำนึกนัก เด็กหญิงเหล่านี้มีตัวตนเช่นไรกลับมาอยู่กลางป่ามืดในยามวิกาลเพียงลำพังเช่นนี้
เด็กหญิงทั้งคู่เดินเข้ามาใกล้ จ้องมองอุทัยอย่างสนใจราวเป็ของเล่นใหม่ชิ้นหนึ่ง
“ฝีมือไม่เบานี่พี่ชาย กลับพบเจอพวกเราได้ อิ อิ” เด็กหญิงผู้หนึ่งกล่าว
“พี่ชายคนเดียว ล้มชายชั่วร้ายห้าคนในเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ” เด็กหญิงอีกผู้หนึ่งกล่าวบ้าง
“พี่ชายมีนามว่าอันใด ชื่ออ้ายอุทัยชิมิ ขอจดบันทึกก่อน อิ อิ” เด็กหญิงคนแรกกล่าวอย่างสนุกสนานพร้อมนำแผ่นกระดาษออกมาขีดเขียน
“อย่ามาแย่งข้าจดบันทึกนะ คนนี้ข้าจองแล้ว” อีกคนก็นำแผ่นกระดาษออกมาทำท่าขีดเขียนเช่นกัน
“ข้าจักฟ้องท่านปู่ อย่ามาแย่งข้านะ” เด็กหญิงคนแรกเริ่มประท้วงงอแง
“...” อุทัย
อุทัยพิจารณาดูอย่างละเอียดทั้งคู่กลับมีหน้าตาละม้ายกัน ตัวยังเท่ากันราวกับเป็ฝาแฝด เป็เด็กหญิงหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูอายุราวแปดเก้าขวบปี ผมรวบเรียบร้อยสวมชุดคลุมสีเขียวเข้มมีประกายแปลกตา ตรงคอปักเข็มกลัดรูปขนนกทำด้วยอัญมณีล้ำค่า
“พวกเ้า .. พวกเ้าเป็ใครกัน” อุทัยกล่าวออกมา
สีหน้าอุทัยภายนอกเรียบเฉยแต่ภายในใจกลับลอบแตกตื่น
ไม่ธรรมดา !!! ใกล้เพียงนี้สัญชาตญาณของอุทัยััได้ถึงพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กหญิงทั้งสอง เด็กน้อยอายุเยาว์วัยแต่พลังปราณกลับสูงส่งเข้มข้นนัก ไม่ได้อ่อนด้อยกว่าอาจารย์ชัยยะและอาจารย์สุรินทร์เลย
.. อัคระปราณ !!! อย่างน้อยต้องอัคระปราณ !!! เป็ไปได้อย่างไรกัน !!!