บทที่ 4: บุปผาอสูรในแดนจันทรา
แสงอรุณแรกแห่งวันสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างของเรือนพัก กระทบร่างของเฟิงเยี่ยที่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้อง คืนที่ผ่านมาเขาแทบไม่ได้หลับใหล ส่วนหนึ่งเพราะความตื่นเต้นกับสถานะใหม่ในฐานะศิษย์ของเทพา และอีกส่วนหนึ่งคือการครุ่นคิดถึง "ตำราจันทราดับสูญ" ที่วางอยู่เบื้องหน้า ปกหนังสีดำสนิทของมันดูดกลืนแสงราวกับเป็ประตูสู่ความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด อักขระโบราณสีทองที่สลักไว้ดูราวกับมีชีวิต เต้นระริกยามต้องแสง
เฟิงเยี่ยค่อยๆ เปิดตำราออกอย่างระมัดระวัง เนื้อหาภายในไม่ได้เป็ตัวอักษรที่เขาคุ้นเคย แต่เป็ภาพวาดสัญลักษณ์อันซับซ้อนและแผนภาพของพลังงานที่ไหลเวียนอย่างน่าพิศวง บางหน้ามีอักขระโบราณที่คล้ายกับที่เขาเคยพบบนศิลาจารึก แต่ก็ดูเหมือนจะลึกล้ำและตีความได้ยากกว่าหลายเท่านัก เขาลองโคจรพลังอสูรในกายเพื่อทำความเข้าใจ แต่ก็รู้สึกถึงแรงต้านที่มองไม่เห็น ในขณะเดียวกัน เมื่อเขาลองใช้ััจากแก่นิญญาเซียนที่ซ่อนเร้นอยู่ สัญลักษณ์บางอย่างก็ดูเหมือนจะเปล่งแสงตอบรับอย่างแ่เบา
"ตำราเล่มนี้ มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นสำหรับเทพหรืออสูรเพียงฝ่ายเดียว" เฟิงเยี่ยพึมพำ ดวงตาคมกริบทอประกายแห่งความท้าทาย "แต่สำหรับผู้ที่สามารถหลอมรวมทั้งสองสิ่งได้ต่างหาก น่าสนใจยิ่งนัก"
การเรียนรู้บทแรก
สายวันนั้นเอง หลิงเยว่ เทพบุปผา ก็มาตามเขาไปยังลานฝึกกว้างที่อยู่ด้านหลังตำหนักใหญ่ของหลิงซี ลานฝึกนั้นปูด้วยหินอ่อนสีขาวสะอาด รายล้อมไปด้วยสวนดอกไม้หลากสีสันที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณ หลิงซียืนสงบนิ่งอยู่กลางลานฝึกในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนราวท้องฟ้ายามเช้า เส้นผมสีเงินยวงของนางถูกรวบขึ้นอย่างง่ายๆ ด้วยปิ่นหยกขาว เผยให้เห็นลำคอระหงและใบหน้าที่งดงามหมดจด แม้จะอยู่ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย แต่รัศมีแห่งความสูงส่งและพลังอำนาจอันลึกล้ำของนางก็ยังคงแผ่ออกมาจนเฟิงเยี่ยรู้สึกได้
"มาแล้วรึ" หลิงซีเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันมามองเขา น้ำเสียงของนางยังคงราบเรียบและเยือกเย็นเช่นเคย
"การเป็ศิษย์ของข้า มิได้หมายความว่าเ้าจะได้เรียนรู้วิชาต่อสู้หรือมนตราอันเกรียงไกรในทันที สิ่งแรกที่เ้าต้องเรียนรู้คือ การควบคุม"
นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาสีฟ้าใสนั้นจ้องมองมายังเฟิงเยี่ยอย่างประเมิน
"ควบคุมพลังในตัวเ้า ทั้งพลังอสูรอันเกรี้ยวกราด และพลังเซียนอันบริสุทธิ์ เ้าจะต้องเรียนรู้ที่จะทำให้มันสงบนิ่ง อยู่ภายใต้อาณัติของเ้าโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่ให้มันควบคุมเ้า"
บทเรียนแรกของเฟิงเยี่ยไม่ใช่การร่ายมนตร์หรือฝึกเพลงกระบี่ แต่เป็การนั่งสมาธิ หลิงซีสอนให้เขาััถึงกระแสพลังงานทั้งสองสายในร่างกาย เรียนรู้ที่จะแยกแยะ รู้สึกถึงจังหวะการไหลเวียน และค่อยๆ ควบคุมมันให้เชื่องลง มันเป็เื่ที่ยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับเฟิงเยี่ย พลังอสูรในกายเขามักจะต่อต้านและพยายามจะกลืนกินพลังเซียนที่อ่อนแอกว่าอยู่เสมอ ทำให้เขารู้สึกเ็ปและอึดอัดราวกับร่างกายจะปริแตกออกเป็เสี่ยงๆ
"จิตของเ้ายังไม่นิ่งพอ" หลิงซีกล่าวพลางเดินเข้ามาหยุดอยู่เื้ัเขา นางยื่นปลายนิ้วอันเรียวงามราวหิมะแรกมาแตะที่กลางหลังของเขาเบาๆ พลังงานอันเย็นเยียบแต่บริสุทธิ์สายหนึ่งไหลเข้าสู่ร่างของเฟิงเยี่ย ช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มและความปั่นป่วนภายในกายของเขาลงได้อย่างน่าอัศจรรย์
"จงปล่อยวางความทะยาน ความโกรธแค้น และความหวาดระแวงในใจของเ้าเสีย เมื่อจิตของเ้าสงบ พลังก็จะสงบตามไปด้วย"
ััของนางแม้จะแ่เบาและเยือกเย็น แต่ก็ทำให้หัวใจของเฟิงเยี่ยสั่นไหวอย่างประหลาด กลิ่นหอมอ่อนๆ ราวดอกเหมยในฤดูหนาวที่ลอยมาจากกายนางทำให้เขารู้สึกมึนเมาเล็กน้อย เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะทำตามคำสอนของนาง พยายามปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ภาพใบหน้างดงามและเรือนร่างอันเย้ายวนของนางที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมกลับยิ่งทำให้จิตใจของเขาว้าวุ่นและเต็มไปด้วย ‘ความปรารถนาต้องห้าม’ มากยิ่งขึ้น
"เหตุใด ท่านอาจารย์จึงเลือกที่จะสอนข้าด้วยตนเองเช่นนี้" เฟิงเยี่ยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น ทำลายความเงียบในที่สุด "ข้าเป็เพียงอสูร…."
หลิงซีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เพราะเ้าคือศิษย์คนเดียวของข้า และเพราะข้ามองเห็นบางสิ่งในตัวเ้า บางสิ่งที่อาจจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของสามภพได้ หรืออาจจะทำลายมันจนสิ้นซาก" คำพูดของนางเต็มไปด้วยความหมายอันลึกลับ ทำให้เฟิงเยี่ยขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรออกไปอีก เพียงแค่ตั้งใจฝึกสมาธิต่อไป พยายามซ่อนเร้นความรู้สึกที่แท้จริงของตนไว้ภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่ง
ชีวิตในหุบเขาจันทรา และการเฝ้ามอง
วันเวลาในหุบเขาจันทราผ่านไปอย่างเชื่องช้าและเงียบสงบ เฟิงเยี่ยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกฝนตามคำสอนของหลิงซีและการศึกษาตำราจันทราดับสูญ ใน่แรก หลิงซีจะมาสอนเขาด้วยตนเองทุกวัน แต่เมื่อเห็นว่าเขาสามารถควบคุมพลังในกายได้ดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว นางก็เริ่มปล่อยให้เขาฝึกฝนด้วยตนเองมากขึ้น และจะมาตรวจดูความก้าวหน้าของเขาเป็ครั้งคราว
ทำให้เฟิงเยี่ยมีเวลาว่างมากขึ้นในการสำรวจหุบเขาจันทราเร้นแห่งนี้ เขาพบว่านอกจากตำหนักใหญ่และเรือนพักของเขาแล้ว ยังมีสถานที่ลึกลับและน่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น สวนโอสถทิพย์ที่เต็มไปด้วยสมุนไพรหายากซึ่งหลิงเยว่เป็ผู้ดูแล น้ำตกจันทราที่ส่องประกายแสงสีเงินยวงในยามค่ำคืน และหอคอยโบราณที่ถูกปิดตายซึ่งดูเหมือนจะมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่
แต่สิ่งที่เฟิงเยี่ยให้ความสนใจมากที่สุดก็คือ ตัวของหลิงซีเอง
เขามักจะแอบเฝ้ามองนางจากระยะไกล สังเกตอากัปกิริยาและกิจวัตรประจำวันของนาง นางมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องหนังสือโบราณของตำหนัก หรือไม่ก็นั่งสมาธิอยู่ริมทะเลสาบสีมรกตเป็เวลานานหลายชั่วยาม บางครั้งเขาก็เห็นนางยืนมองไปยังทิวทัศน์นอกหุบเขาด้วยแววตาที่เหม่อลอยและเศร้าสร้อยอย่างประหลาด ราวกับกำลังคิดถึงใครบางคนหรือบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ไกลแสนไกล
ทุกอิริยาบถของนาง ไม่ว่าจะเป็ยามที่นางเดิน ยามที่นางนั่ง หรือยามที่นางเพียงแค่ปัดปอยผมที่ตกลงมาปรกใบหน้า ล้วนแล้วแต่งดงามราวกับภาพวาด และเต็มไปด้วยเสน่ห์อันลึกลับที่ดึงดูดใจเขาอย่างรุนแรง ความปรารถนาที่จะเทพผู้นี้ ทั้งร่างกาย จิตใจ และพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของนาง นับวันก็ยิ่งหยั่งรากลึกลงในหัวใจของอสูรหนุ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เขาพยายามหาโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับนางมากขึ้น บางครั้งก็แกล้งทำเป็มีข้อสงสัยในตำราเพื่อที่จะได้เข้าไปสนทนากับนางในห้องหนังสือ บางครั้งก็อาสาช่วยเหลือนางในเื่เล็กๆ น้อยๆ เช่น การจัดเตรียมสมุนไพร หรือการดูแลสวนดอกไม้ แต่หลิงซีก็ยังคงรักษาระยะห่างกับเขาอยู่เสมอ นางปฏิบัติต่อเขาในฐานะ ‘ศิษย์’ อย่างเคร่งครัด ไม่ได้แสดงท่าทีเป็กันเองหรือสนิทสนมเป็พิเศษแต่อย่างใด
ความสัมพันธ์ของเขากับหลิงเยว่ เทพบุปผา ก็ยังคงเต็มไปด้วยความตึงเครียด หลิงเยว่ยังคงมองเขาด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจอยู่เสมอ นางคอยจับตาดูทุกการกระทำของเขา ราวกับกลัวว่าเขาจะทำร้ายหรือหลอกลวงผู้เป็อาจารย์ของนาง เฟิงเยี่ยเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับท่าทีของหลิงเยว่มากนัก เขามองว่านางเป็เพียง อุปสรรคเล็กๆ ที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไร แต่เขาก็ระมัดระวังตัวอยู่เสมอที่จะไม่แสดงพิรุธอะไรให้นางจับได้
ประกายไฟในความเยียบเย็น
วันหนึ่ง ขณะที่เฟิงเยี่ยกำลังฝึกฝนการควบคุมพลังอสูรและพลังเซียนให้ไหลเวียนประสานกันเป็หนึ่งเดียวตามที่หลิงซีสอน เขาก็เผลอเร่งพลังมากเกินไปจนเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงภายในร่างกาย พลังงานทั้งสองสายตีกันจนปั่นป่วน ร่างกายของเขาร้อนรุ่มราวกับถูกเผาไหม้ด้วยไฟบรรลัยกัลป์ ความเ็ปแสนสาหัสทำให้เขาทรุดลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลท่วมตัว
"อ๊าก!" เขาร้องออกมาด้วยความเ็ป พยายามจะควบคุมพลังที่กำลังคลุ้มคลั่งในกาย แต่ก็ไม่เป็ผล
ทันใดนั้น ร่างของหลิงซีก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขาอย่างรวดเร็วราวกับสายลม นางมองดูสภาพของเขาด้วยแววตาที่ตื่นตระหนกเล็กน้อย ซึ่งเป็สิ่งที่เฟิงเยี่ยไม่เคยเห็นมาก่อน
"เฟิงเยี่ย เกิดอะไรขึ้น" นางคุกเข่าลงข้างๆ เขา ยื่นมือมาััที่หน้าผากของเขาเพื่อตรวจสอบอุณหภูมิ
"ข้า...ข้าเร่งพลังมากเกินไป มัน...มันควบคุมไม่ได้" เฟิงเยี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า ความเ็ปทำให้สติของเขาเริ่มเลือนราง
"อย่าฝืน" หลิงซีกล่าวเสียงเข้ม นางพลิกร่างของเขาให้นอนหงาย จากนั้นก็ประกบฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนหน้าอกของเขาอย่างรวดเร็ว พลังงานอันเย็นเยียบและบริสุทธิ์มหาศาลไหลทะลักเข้าสู่ร่างของเฟิงเยี่ยราวกับสายน้ำที่เชี่ยวกราก มันช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มและความเ็ปในกายของเขาลงได้ในทันที แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เขารู้สึกถึงความแตกต่างของพลังระหว่างตนเองกับนางอย่างชัดเจน
ใบหน้าของหลิงซีอยู่ใกล้กับใบหน้าของเขามากจนเฟิงเยี่ยััได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่ปนกลิ่นหอมอ่อนๆ ของนาง ดวงตาสีฟ้าใสนั้นจ้องมองมายังเขาอย่างแน่วแน่ ในแววตานั้นมีความกังวลและความห่วงใยฉายออกมาอย่างปิดไม่มิด ทำให้หัวใจของเฟิงเยี่ยเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด
"ตั้งสติไว้" หลิงซีกล่าวพลางเพิ่มพลังมากขึ้น
"พยายามควบคุมพลังของเ้าให้ไหลตามกระแสพลังของข้า อย่าต่อต้าน"
เฟิงเยี่ยพยายามทำตามที่นางบอก เขารวบรวมสติที่เหลืออยู่ทั้งหมด พยายามควบคุมพลังอสูรและพลังเซียนในกายให้ไหลเวียนไปตามทิศทางที่พลังของหลิงชีกำลังนำทาง มันเป็เื่ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง แต่ด้วยความช่วยเหลือของนาง เขาก็เริ่มรู้สึกว่าพลังที่เคยคลุ้มคลั่งนั้นค่อยๆ สงบลงทีละน้อย
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบ ในที่สุดพลังในกายของเฟิงเยี่ยก็กลับสู่สภาวะปกติ เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนแทบจะขยับไม่ได้ แต่ความเ็ปนั้นได้ทุเลาลงไปมากแล้ว
หลิงซีค่อยๆ ถอนมือออกจากหน้าอกของเขา ใบหน้าของนางยังคงมีสีหน้าราบเรียบเช่นเดิม แต่ในแววตานั้นยังคงหลงเหลือร่องรอยของความกังวลอยู่จางๆ "เ้าประมาทเกินไป การหลอมรวมพลังสองขั้วนั้นอันตรายอย่างยิ่ง หากผิดพลาดเพียงนิดเดียว ร่างกายของเ้าอาจจะแหลกสลายได้ในพริบตา"
"ข้าขออภัยท่านอาจารย์" เฟิงเยี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง "ข้าเพียงแค่อยากจะแข็งแกร่งขึ้นเร็วๆ"
"ความแข็งแกร่งมิได้มาจากการเร่งรัด แต่มาจากการฝึกฝนอย่างถูกวิธีและมีความอดทน" หลิงซีกล่าวสอน
"จงจำไว้ให้ดี ครั้งนี้ถือเป็บทเรียนราคาแพงของเ้า" นางลุกขึ้นยืน เตรียมจะจากไป
"ท่านอาจารย์!" เฟิงเยี่ยเรียกนางไว้ เขายันกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก
"ขอบคุณ ขอบคุณท่านที่ช่วยข้าไว้"
หลิงซีนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองเขา "การดูแลศิษย์คือหน้าที่ของอาจารย์อยู่แล้ว" นางกล่าวเรียบๆ "พักผ่อนเสียให้มาก พรุ่งนี้ค่อยเริ่มฝึกใหม่"
กล่าวจบร่างของนางก็หายวับไป ทิ้งให้เฟิงเยี่ยอยู่ตามลำพังกับความรู้สึกที่หลากหลาย เขาทั้งรู้สึกขอบคุณในความช่วยเหลือของนาง ทั้งรู้สึกอับอายในความผิดพลาดของตนเอง และทั้งรู้สึกถึงความหวั่นไหวในหัวใจที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดกับนางในสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเช่นนั้น
เหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้เฟิงเยี่ยตระหนักถึงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของหลิงซีมากยิ่งขึ้น และในขณะเดียวกันก็ทำให้เขารู้สึกว่า ‘กำแพงน้ำแข็ง’ ที่นางสร้างขึ้นรอบตัวนั้น บางทีอาจจะมีรอยร้าวเล็กๆ ซ่อนอยู่ก็เป็ได้
เสียงกระซิบจากโลกภายนอก และความลับที่ยังคงอยู่
แม้ว่าชีวิตในหุบเขาจันทราเร้นจะดูเหมือนตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง แต่บางครั้ง เฟิงเยี่ยก็สังเกตเห็นว่าหลิงซีมักจะใช้เวลาอยู่กับการอ่าน ‘ม้วนสาส์นโบราณ’ ที่ดูเหมือนจะถูกส่งมาจากที่ห่างไกล นางจะมีสีหน้าที่เคร่งเครียดและครุ่นคิดอย่างหนักในยามที่อ่านสาส์นเ่าั้ และบางครั้งนางก็จะหายตัวไปจากหุบเขาเป็เวลาหลายวันโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อกลับมานางก็จะมีท่าทีที่อ่อนล้าและเศร้าสร้อยกว่าปกติ
เฟิงเยี่ยพยายามจะสอบถามหลิงเยว่เกี่ยวกับเื่นี้ แต่เทพบุปผาก็เพียงแค่ส่ายหน้าและบอกว่ามันเป็ ‘เื่ของผู้ใหญ่’ ที่เขาไม่จำเป็ต้องรู้ เขารู้สึกหงุดหงิดใจที่ไม่สามารถล่วงรู้ความลับเหล่านี้ได้ มันยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าหลิงซีกำลังปิดบังบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญยิ่งเอาไว้
วันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังช่วยหลิงซีจัดเรียงตำราในห้องหนังสือ เขาก็ถือโอกาสเอ่ยถามขึ้นอย่างอ้อมๆ "ท่านอาจารย์ โลกภายนอกในยามนี้เป็อย่างไรบ้าง าระหว่างเทพและอสูรยังคงรุนแรงอยู่หรือไม่"
หลิงซีนิ่งไปครู่หนึ่งขณะที่มือยังคงจัดเรียงตำราอยู่
"านั้น ไม่เคยสงบลงอย่างแท้จริงหรอกเฟิงเยี่ย" นางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"มันเป็เพียงแค่การพักรบชั่วคราว เพื่อรอวันที่จะปะทุขึ้นอีกครั้งรุนแรงกว่าเดิม"
"แล้วความลับที่ถูกปิดบังไว้เมื่อนานมาแล้วล่ะขอรับ" เฟิงเยี่ยลองหยั่งเชิงถามต่อ "มันเกี่ยวข้องกับาครั้งนี้หรือไม่"
หลิงซีหันมามองเขา ดวงตาสีฟ้าใสนั้นฉายแววลึกล้ำยากหยั่งถึง
"ความลับบางอย่าง ก็ควรจะถูกปิดบังไว้ตลอดไปจะดีกว่า การรับรู้มันอาจจะนำมาซึ่งความเ็ปและความวุ่นวายที่มากกว่าเดิม" นางกล่าวเสียงเรียบ
"หน้าที่ของเ้าในตอนนี้คือการตั้งใจฝึกฝน อย่าได้ใส่ใจในเื่ที่ไม่จำเป็"
คำพูดของนางเป็การตัดบทอย่างชัดเจน ทำให้เฟิงเยี่ยไม่กล้าที่จะซักถามอะไรต่อ แต่เขาก็ยังคงเก็บความสงสัยและความอยากรู้เอาไว้ในใจ เขารู้สึกว่าความลับเ่าั้จะต้องมีความสำคัญอย่างยิ่ง และบางทีมันอาจจะเกี่ยวข้องกับชะตากรรมของเขาและนางในอนาคตก็เป็ได้