จ้าวจงเฉวียนยกมือขึ้นเกาศีรษะ ท่าทางลังเลใจอยู่บ้างว่าจะกราบทูลผลการสืบสวนที่ตนเพิ่งได้มาดีหรือไม่
“มีอะไรก็รีบพูดมา!” อวิ๋นเป่ยเยี่ยมองจ้าวจงเฉวียนด้วยสายตาหงุดหงิดรำคาญใจ
“บ่าวได้สอบสวนผู้ดูแลห้องพระอย่างเข้มงวดแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกเขากล่าวว่า คล้ายกับเห็นองค์ชายใหญ่เสด็จไปยังที่แห่งนั้นก่อนที่ห้องพระจะเกิดเพลิงไหม้”
“เ้าใหญ่หรือ? เ้าใหญ่ไปทำอะไรที่ห้องพระ?” อวิ๋นเป่ยเยี่ยขมวดคิ้ว “แล้วเหตุใดเื่นี้จึงไปเกี่ยวข้องกับเ้าใหญ่?”
“คือว่าองค์ชายใหญ่ประทับอยู่ที่ตำหนักเจาหยางของฮองเฮา ซึ่งตำหนักเจาหยางนั้นอยู่ห่างไกลจากห้องพระมากทีเดียวพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวจงเฉวียนกราบทูลไปพลาง เหงื่อเย็น ๆ ก็ผุดซึมเต็มหน้าผาก
เขาเพียงแค่รายงานไปตามความเป็จริง ทว่าเบาะแสสายนี้ดูเหมือนจะเชื่อมโยงองค์ชายใหญ่เข้ากับคนร้ายลอบวางเพลิงเสียแล้ว
“ข้าเข้าใจความหมายของเ้าแล้ว ต่อให้เด็กจะมีความอยากรู้อยากเห็นมากเพียงใด ก็คงไม่วิ่งไปไกลถึงเพียงนั้นเพื่อไปดูห้องพระเพียงชั่วครู่แน่” อวิ๋นเป่ยเยี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย
“ั้แ่ที่องค์หญิงน้อยประสูติ มีผู้ใดบ้างที่มักจะแวะเวียนมาหานางบ่อย ๆ ?” ปลายนิ้วของอวิ๋นเป่ยเยี่ยเคาะลงบนโต๊ะเป็จังหวะ
“เท่าที่บ่าวทราบ องค์ชายใหญ่ องค์ชายรอง และองค์ชายสาม มักจะไปที่ตำหนักขององค์หญิงน้อยเป็ประจำพ่ะย่ะค่ะ ได้ยินมาว่าพวกเขายังคอยเล่านิทานก่อนนอนให้องค์หญิงน้อยฟังด้วย”
“ฟังดูแล้วพี่น้องไม่กี่คนนี้ก็นับว่ามีใจเอ็นดูน้องสาวไม่น้อย” อวิ๋นเป่ยเยี่ยตรัสถามต่อ “แล้วองค์ชายคนอื่น ๆ เล่า?”
“สำหรับองค์ชายองค์อื่น ๆ บ่าวไม่เคยได้ยินว่าแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนองค์หญิงน้อยเลยพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นเป่ยเยี่ยพยักหน้า “ส่งคนไปตามฮองเฮามา”
ฮองเฮาคือพระมารดาผู้ให้กำเนิดขององค์ชายใหญ่ หากองค์ชายใหญ่มีส่วนต้องสงสัยจริง ๆ ฮองเฮาย่อมไม่อาจหลุดพ้นจากความเกี่ยวข้องนี้ไปได้
ระหว่างที่กำลังตรัสอยู่นั้น นางกำนัลผู้หนึ่งก็เดินเข้ามารายงานว่าฮองเฮากำลังรออยู่หน้าตำหนักแล้ว
“เอ่ยถึงก็มาเสียแล้ว ให้นางเข้ามา”
ภายในตำหนักฝูซวง ฮองเฮานำกระถางดอกไม้สดสองสามกระถางพร้อมกับน้ำแกงเนื้อตุ๋นร้อน ๆ มาเยี่ยมอวิ๋นตั๋วตั๋ว
“หม่อมฉันถวายบังคมเพคะฝ่าา องค์หญิงน้อยไม่เป็อันใดมากใช่หรือไม่เพคะ? หม่อมฉันสั่งให้ห้องเครื่องตุ๋นน้ำแกงเนื้อตุ๋นร้อน ๆ และนำน้ำหวานจากดอกไม้สดมาให้องค์หญิงน้อยเสวยเพคะ เป็ความบกพร่องของหม่อมฉันเอง ห้องพระถึงได้เกิดเพลิงไหม้ใหญ่โตเช่นนี้” เจาหยวนฮองเฮาลอบถอนหายใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
อวิ๋นเป่ยเยี่ยปรายตามองฮองเฮาด้วยความไม่พอใจ “เ้าบกพร่องต่อหน้าที่เป็วันแรกเสียที่ใด หากเ้านั่งตำแหน่งฮองเฮานี้จนเบื่อหน่ายแล้ว ข้าก็สามารถเปลี่ยนคนได้ทุกเมื่อ”
อวิ๋นเป่ยเยี่ยตวาดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
เจาหยวนฮองเฮาใจนต้องรีบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความลุกลี้ลุกลน “ฝ่าาโปรดระงับโทสะด้วยเพคะ!”
“เป็หม่อมฉันที่ไม่ดีเอง! หม่อมฉันรู้ความผิดแล้ว หม่อมฉันจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดจัดระเบียบวังหลังใหม่แน่นอนเพคะ!”
อวิ๋นเป่ยเยี่ยจ้องมองฮองเฮา ั์ตาดุดันแผ่ซ่านประกายความเ็า “วันที่ห้องพระเกิดเพลิงไหม้ มีคนเห็นองค์ชายใหญ่ไปปรากฏตัวอยู่แถว ๆ นั้น”
ห้องพระงั้นหรือ? อี้ป๋อเคยไปที่ห้องพระั้แ่เมื่อใดกัน?
“ฝ่าา หม่อมฉันไม่เข้าใจ อี้ป๋อจะไปที่ห้องพระด้วยเหตุใดกันเพคะ?” เจาหยวนฮองเฮามีสีหน้ามึนงง สับสนว่าคำตรัสของฮ่องเต้นั้นหมายความว่าอย่างไร
“องค์ชายใหญ่ไปปรากฏตัวที่ห้องพระด้วยเหตุใด แล้วเ้ากลับมาถามข้าเนี่ยนะ?” อวิ๋นเป่ยเยี่ยย้อนถาม น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเดือดดาล
ฉับพลันนั้น นางก็ตระหนักถึงความหมายแฝงในคำพูดของอวิ๋นเป่ยเยี่ย ร่างของนางทรุดฮวบลงไปกอดต้นขาของเขาไว้แน่น
“ฝ่าา! อี้ป๋อไม่มีทางทำเื่เช่นนั้นเด็ดขาดเพคะ!” เจาหยวนฮองเฮาลุกลี้ลุกลน หัวสมองของนางยามนี้ขาวโพลนไปหมด บุตรชายของนางจู่ ๆ จึงไปพัวพันกับคนลอบวางเพลิงได้อย่างไรกัน?
“ที่อี้ป๋อไปห้องพระ จะต้องมีธุระอื่นแน่นอนเพคะ!” ฮองเฮาพยายามอธิบาย
“เื่ไฟไหม้ห้องพระ หม่อมฉันได้สั่งให้คนไปสืบสวนแล้ว เป็เพราะอากาศแห้งแล้ง ประกอบกับธูปเทียนร่วงหล่นลงพื้น ไปติดผ้าม่านเข้า จึงได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นเพคะ ฝ่าา หากมีคนจงใจลอบวางเพลิงจริง ๆ หม่อมฉันจะไปสืบสวนให้ละเอียดอีกครั้งเพคะ!”
อวิ๋นเป่ยเยี่ยจับจ้องท่าทีลุกลนของเจาหยวนฮองเฮา ไม่รู้ว่าสตรีผู้นี้กำลังแสร้งโง่งมต่อหน้าเขา หรือสองแม่ลูกจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่นี้จริง ๆ และการที่องค์ชายใหญ่ไปปรากฏตัวแถวห้องพระก็เป็เพียงเื่บังเอิญ
“กลับไปถามดูเสีย ว่าเหตุใดวันนั้นบุตรชายของเ้าจึงไปป้วนเปี้ยนอยู่แถวห้องพระ”
ห้องพระตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวังหลวง ส่วนตำหนักเจาหยางตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สถานที่ทั้งสองอยู่ห่างไกลกันมาก ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับเด็กคนหนึ่ง การเดินเท้าไกลถึงเพียงนั้นเพื่อไปจุดธูปไหว้พระย่อมเป็เื่ที่ฟังไม่ขึ้น
การที่องค์ชายใหญ่ไปปรากฏตัวแถวห้องพระ จึงเป็เื่ที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง
อวิ๋นเป่ยเยี่ยปรายตามองดอกไม้สดที่วางอยู่บนโต๊ะ สลับกับมองใบหน้าตื่นตะลึงของฮองเฮา
แม้ว่าเบาะแสทั้งหมดจะชี้ตรงไปยังองค์ชายใหญ่และตำหนักเจาหยาง แต่จากความเข้าใจที่เขามีต่อตัวฮองเฮา นางไม่ใช่คนที่จะลงมือทำร้ายชีวิตผู้ใดแน่
การที่วังหลังเกิดเื่ราวเช่นนี้ขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็นับเป็ความบกพร่องของนางจริง ๆ มาบัดนี้แม้แต่บุตรชายของตนเองยังถูกคนอื่นวางแผนหลอกใช้ หากไม่ตักเตือนสั่งสอนนางให้ดีเสียหน่อย เกรงว่าในภายภาคหน้า เื่ราวอาจจะยิ่งบานปลายร้ายแรงกว่านี้
อวิ๋นตั๋วตั๋วที่นอนอยู่บนเตียง ฟังบทสนทนาของทั้งสามคนจนต้องเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ก่อนห้องพระจะไฟไหม้ เสด็จพี่ใหญ่เคยไปอยู่ที่นั่นงั้นหรือ?
ดังนั้น เสด็จพ่อจึงสงสัยว่าเสด็จพี่ใหญ่เป็คนวางเพลิง?
ไม่มีทาง! เสด็จพี่ใหญ่ดีกับนางถึงเพียงนั้น จะเป็คนวางเพลิงไปได้อย่างไร
อีกอย่าง ในความคิดของเสด็จพี่ใหญ่ก็มีแต่นิยายปรัมปรากับเื่ราวความรักของหนุ่มสาว จะเอาเวลาที่ไหนมาคิดเื่การแก่งแย่งชิงดีในทางโลกเล่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่ที่จะมาทำร้ายนางเลย
อวิ๋นตั๋วตั๋วพยายามส่งเสียงร้องอย่างสุดความสามารถ หวังจะบอกเสด็จพ่อว่าคนร้ายไม่ใช่เสด็จพี่ใหญ่ คนที่ทำร้ายนางเป็คนอื่นต่างหาก
ทว่าภาษาเด็กทารกที่นางเปล่งออกมานั้นแม้แต่นางเองก็ยังฟังไม่รู้เื่
ภายในใจเกิดไฟโทสะไร้ที่มาปะทุขึ้นอย่างกะทันหัน นางโกรธจนอยากจะสบถด่าคน การที่พูดไม่ได้นี่มันชวนให้หงุดหงิดใจเสียจริง ๆ !
นางออกแรงขยับลิ้น พยายามขยับปากอย่างเต็มที่ แต่เื่ที่ทำให้น่าสิ้นหวังก็คือ ต่อให้พยายามอยู่หลายครั้ง เสียงที่เปล่งออกมาก็ยังคงอ้อแอ้ฟังไม่ศัพท์อยู่ดี
“ยังจะมัวยืนบื้ออยู่นี่ทำไมอีก?” อวิ๋นเป่ยเยี่ยปรายตามองฮองเฮาที่คุกเข่าอยู่บนพื้น
“ยังไม่รีบไปสืบเื่นี้มาอีก?”
ฮองเฮายังคงมีท่าทีเหม่อลอยเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงของอวิ๋นเป่ยเยี่ย นางจึงพยุงร่างที่ไร้เรี่ยวแรงลุกขึ้นยืนแล้วย่อกายถวายความเคารพ “หม่อมฉันทูลลาเพคะ”
เมื่อเดินออกจากตำหนักฝูซวง ชุ่ยหลิงก็รีบเข้าไปประคองฮองเฮาที่มีใบหน้าซีดเผือดและริมฝีปากสั่นเทาระริก
“ฮองเฮา องค์ชายใหญ่ไม่มีทางเกี่ยวข้องกับเื่ไฟไหม้ห้องพระแน่เพคะ”
“เหลวไหล! เื่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ฝ่าาทรงเชื่อต่างหากเล่า! เ้าตัวบัดซบเอ๊ย! ไอ้ลูกหมาตัวนี้ว่างจัดหรืออย่างไร ถึงได้วิ่งไปที่ห้องพระ?” เจาหยวนฮองเฮาทั้งร้อนใจทั้งโมโหเดือดดาล
“เร็วเข้า! กลับตำหนัก ไปถามไอ้ลูกเต่าของข้าดูซิว่าเื่ราวมันเป็อย่างไรกันแน่!”
ขบวนเสด็จเร่งฝีเท้ากลับมายังตำหนักเจาหยาง เหล่านางกำนัลที่เดินตามหลังฮองเฮาต่างก็ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินจ้ำอ้าว
ทันทีที่ฮองเฮาก้าวข้ามธรณีประตู และเห็นอวิ๋นอี้ป๋อกำลังหยอกล้อเล่นกับลูกสุนัขตัวน้อยสีขาวของเขาอยู่ โทสะก็พวยพุ่งขึ้นมาจนแทบทะลุอก “ไอ้ลูกหมา! เ้าเด็กไร้หัวใจ! หัวจะหลุดจากบ่าอยู่รอมร่อ ยังจะมีหน้ามาเล่นกับหมาอยู่อีกเรอะ?”
เจาหยวนฮองเฮาถอดรองเท้าปักลายที่สวมอยู่ออกมา แล้วขว้างใส่หัวของอวิ๋นอี้ป๋อเต็มแรง
อวิ๋นอี้ป๋อกับเ้าตูบสีขาวรีบะโหลบอย่างลุกลี้ลุกลน “เสด็จแม่! ลูกทำผิดอันใดอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ?”
อวิ๋นอี้ป๋อรู้สึกน้อยใจยิ่งนัก เช้าตรู่ป่านนี้เขายังไม่ได้ไปแหย่ผู้ใดเลยสักคน จู่ ๆ ก็ถูกด่ากราดเสียอย่างนั้น
“เ้าไปทำอันใดที่ห้องพระฮะ?” เจาหยวนฮองเฮาโมโหจนเจ็บหน้าอกไปหมด
“ห้องพระ? เหตุใดจึงถามเื่ห้องพระเล่าพ่ะย่ะค่ะ?” อวิ๋นอี้ป๋อไม่ค่อยเข้าใจนัก
“ลูกนึกออกแล้ว เ้าขาวมันวิ่งไปที่ห้องพระ ลูกก็เลยไปตามหาเ้าขาวพ่ะย่ะค่ะ” อวิ๋นอี้ป๋อตอบเสียงอ่อย ท่าทางหวาดหวั่น เกรงว่าเสด็จแม่ของตนจะพาลไปโกรธเคืองเ้าตูบสีขาวของเขาเข้า