จักรพรรดิซวนหยวนจะต้องช่วยเขาอย่างแน่นอน
ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมจักรพรรดิซวนหยวนถึงยอมช่วยเขาแบบนี้ แต่เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายปรารถนาอยากจะให้เขาได้กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนเล่มนี้จริง ๆ
เช่นนั้นเขาก็จะไม่ทำให้จักรพรรดิซวนหยวนต้องผิดหวัง
แต่เขาจะได้รับการยอมรับจากกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนจริง ๆ หรือ?
แม้จะไม่รู้คำตอบแต่ก็ต้องพยายามให้เต็มที่
นอกจากนี้ระบบยังเป็คนนำเขามาด้วยตัวเอง ถ้าอย่างนั้นโอกาสที่จะสำเร็จก็ต้องมีอยู่อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามมันจะราบรื่นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ หรือ?
...................
หลังจากสงบสติอารมณ์แล้ว หลินเฟิงก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ พร้อมกับก้าวเข้าหากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนทีละก้าว ๆ
อีกเพียงสามก้าว...
แค่เพียงสามก้าวก็จะถึงตัวกระบี่แล้ว
ดวงตาของหลินเฟิงหรี่แคบลงพร้อมกับก้าวเท้าออกไปอย่างมั่นคง
“โอ๊ย ๆ ....ไอบ้าเอ๊ย!!”
เพียงแค่ก้าวแรกเขาก็อุทานขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ ขาของเขาเริ่มงอลง เสียงปริแตกของกระดูกเริ่มดังสนั่นออกมา
ทันใดนั้นความรู้สึกหนักอึ้งก็แผ่ไปทั่วทั้งร่าง เวลานี้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังแบกรับน้ำหนักมหาศาลอยู่ก็ไม่ปาน
“ไม่น่าแปลกใจเลยที่ก่อนหน้านี้มันราบรื่น ที่แท้การทดสอบที่แท้จริงก็อยู่ที่นี่นี่เอง”
“เฮอะ แต่แค่นี้คิดว่าจะหยุดเ้านิกายอย่างข้าได้เรอะ!!”
ระหว่างหลินเฟิงพึมพำออกมา ห้วงสมุทรปราณของเขาก็ะเิออกมาอย่างฉับพลัน
วินาทีต่อมาเขาก็ต้องตกตะลึงอีกรอบ
จู่ ๆ พลังปราณทั้งหมดก็หายไปในอากาศราวกับว่าแรงกดดันที่กดทับลงมานั้นทำให้พวกมันสลายไป
“อึก~”
หลินเฟิงถึงกับนิ่งงันในทันใด เขากำลังจะถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบ แต่เขาก็พบว่าเวลานี้เหมือนระบบทำงานผิดปกติ ไม่ว่าจะสื่อสารอย่างไรก็ไม่มีเสียงตอบรับ
“นี่...”
หลินเฟิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เขารู้สึกว่าการสนับสนุนทุกอย่างที่เคยมีถูกตัดขาดทั้งหมด ราวกับเมื่อใช้ออกมาแล้วจะถูกดูดออกไป
ซ้ำยังไม่มีการตอบกลับจากระบบอีก
ไม่เพียงแค่นั้น พลังที่กดทับลงมามันยังทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อไม่มีพลังปราณ ปราศจากซึ่งระบบ เวลานี้หลินเฟิงรู้สึกว่าตัวเองเป็เพียงมดตัวเล็ก ๆ เท่านั้น
“เฮอะ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าถ้าไม่มีคนขายเนื้อก็จะหาหมูกินไม่ได้!!”
“วันนี้เ้านิกายผู้นี้จะลุยกับเ้าสักตั้ง”
กล่าวจบ ขาของหลินเฟิงก็ค่อย ๆ ยกขึ้นและเริ่มก้าวไปอีกก้าว
ก้าวที่สอง
เมื่อถึงก้าวที่สอง แรงกดดันที่กดทับลงมาก็ยิ่งมหาศาลมากขึ้น เวลานี้ราวกับเขากำลังแบกรับน้ำหนักหมื่นจินอยู่ที่หลัง ซึ่งมันกดทับลงกระดูกสันหลังเขาจนแทบจะขยับตัวไม่ได้
หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ เริ่มหายใจไม่ออก แถมตอนนี้เืยังเริ่มไหลออกจากริมฝีปากมากขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม หลินเฟิงยังคงไม่ยอมแพ้
เขาบ้วนเืที่อยู่ในปากทิ้งพร้อมกับขาที่ขยับต่อไปขณะที่ยังสั่นสะท้าน
กำลังจะก้าวไปยังก้าวที่สาม!!
เขาตระหนักถึงสถานการณ์ปัจจุบัน เกรงว่าคงทนได้อีกไม่นานแล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ไม่อย่างนั้นคงจมอยู่ที่พื้นเป็แน่
ในเวลานี้เขารู้สึกว่าอากาศโดยรอบเริ่มเปลี่ยนไป เหมือนกับทุกอณูกำลังมารวมกันและกดทับลงไปยังร่างของเขาอย่างพร้อมเพรียงราวกับจะหยุดไม่ให้ก้าวขาไปมากกว่านี้
เท้าที่ยกขึ้นก็ถูกกดลงไปที่เดิม
ทว่าหลินเฟิงรู้สึกเหมือนว่าในเวลานี้กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนที่อยู่บนแท่นกำลังเรียกหาอยู่
ฉับพลันโลกทั้งใบราวกับถูกหยุดเวลา
เบื้องหน้ามีเพียงภาพกระบี่โบราณตั้งอยู่เท่านั้น
“กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน กระบี่ที่ถูกสร้างเป็อาวุธเข่นคร่าเล่มแรก แต่มันไม่ใช่แค่กระบี่ไว้ใช้เข่นคร่า แต่ยังเป็สัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ ปัญญา ความเมตตา และคุณธรรม”
“กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนจะพิสูจน์ว่าผู้กล้านั้นไร้ความกลัว ผู้มีเมตตาไร้เทียมทาน!”
ในเวลานี้เสียงของจักรพรรดิซวนหยวนก็ดังก้องอยู่ในหู
“ผู้มีเมตตาไร้เทียมทาน...ผู้มีเมตตาอะไร...”
“ผู้กล้าไร้ซึ่งความกลัว...ผู้กล้าไร้ซึ่งความกลัวอะไร...”
เมื่อมองไปยังกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เบื้องหน้า หลินเฟิงพลันขมวดคิ้วพร้อมกับพึมพำตั้งคำถามกับตัวเอง
กล้าหาญไร้ความกลัว!
เมตตาไร้เทียมทาน!
ความหมายของคำเหล่านี้เขาหาได้เข้าใจความหมาย ในเวลานี้หลินเฟิงไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย ทว่าเขากลับรู้สึกว่าทั้งสิบคำเหมือนมีน้ำหนักดุจขุนเขา ลึกล้ำดั่งมหาสมุทร ประหนึ่งสัจธรรมของ์และโลก
“ถูกต้อง ผู้กล้าไม่กลัว เมตตาไร้เทียมทาน!!”
จักรพรรดิซวนหยวนที่รับรู้ว่าหลินเฟิงกำลังคิดสิ่งใด จึงพูดออกมาด้วยเสียงอันกังวาน
“อย่าสนใจที่เปลือกนอก ใช้ใจััให้ถึงแก่นแท้ หากเ้าเข้าใจความหมายของคำว่ากล้าหาญย่อมไปสู่ก้าวสุดท้ายได้”
“และเพื่อให้ได้การยอมรับจากกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน เ้าต้องปล่อยจิตค้นหาความหมายที่แท้จริงของเมตตาไร้เทียมทาน”
“ถึงตอนนั้นเ้าจึงจะมีโอกาสดึงกระบี่ขึ้นมา และตราบใดที่เ้าดึงกระบี่ออกมาได้ เ้าจะเป็ผู้ใช้กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนคนต่อไป”
จักรพรรดิซวนหยวนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงให้กำลังใจ
“ปล่อยจิตให้ว่าง?”
“จะปล่อยได้อย่างไร?”
หลินเฟิงพึมพำด้วยเสียงทุ้มต่ำ
ตอนนี้เขาถูกแรงกดดันมหาศาลกดทับจนขยับไปไหนไม่ได้ ตอนนี้อย่าว่าแต่จะกล้าหาญเลย อยู่เฉย ๆ ก็ลำบากเต็มกลืนแล้ว หนำซ้ำแรงกดดันที่ทับลงมาก็ยังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
พริบตานั้นเอง แววตาของหลินเฟิงก็เบิกกว้างขึ้น ดูราวกับเขาฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้
เขาหยุดการต่อต้านและปล่อยให้แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาอย่างเต็มกำลัง ทว่าตอนนั้นเอง แรงกดดันทั้งหมดพลันมลายหายไปหมดสิ้นจนน่าประหลาดใจ
ยิ่งกว่านั้นร่างกายที่ถูกกดทับก็กลับมาขยับได้ตามใจนึก
เวลานี้หลินเฟิงได้ก้าวเข้าสู่ก้าวที่สามอย่างง่ายดายจนมาหยุดอยู่ตรงหน้ากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน
“ฮ่า ๆ ต้องให้ได้แบบนั้น!”
“กล้าหาญหาใช่ความกล้าหาญทั่วไป และมิใช่ความกล้าที่มาจากพลัง”
“แม้ยืนบนกำแพงสูงนับพันลี้ หากแต่ไร้ซึ่งอารมณ์ด้านลบก็สามารถเรียกมันว่าความกล้าหาญได้”
“ความกล้ามิใช่แค่ความกล้าที่จะเผชิญกับการดับสูญ แต่เป็จิตใจที่เข้มแข็งกระทั่งหัวเราะเย้ยหยันต่อูเาไท่ซานที่ถล่มลงมา”
“นี่คือความกล้าหาญของผู้กล้า!!”
หลินเฟิงที่ได้ยินก็เริ่มยิ้มบาง ๆ ออกมา
ดูเหมือนเวลานี้จิตใจของเขาจะเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เนื่องจากเป็เพราะเขาเริ่มเข้าใจคำพูดชี้นำของจักรพรรดิซวนหยวนใน่จังหวะสุดท้ายพอดี ไม่เช่นนั้นเขาก็คงไม่สามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมันได้เลย
ไม่ช้า หลินเฟิงก็เริ่มสงบลงพร้อมกับจ้องมองไปยังกระบี่โบราณที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความเคร่งขรึม
ด้ามกระบี่ที่หนาและยาวปกคลุมไปด้วยอักขระโบราณซึ่งเขาไม่เข้าใจ ทั้งตัวกระบี่ไม่รู้สึกถึงคลื่นพลังหรือความผันผวนใด ๆ ไม่ต่างจากกระบี่ของนักรบทั่ว ๆ ไป
ด้วยเหตุผลบางอย่าง ยิ่งเข้าใกล้มันมากเท่าไหร่ หัวใจของหลินเฟิงก็ยิ่งเต้นรัวขึ้นเท่านั้น
อาจเป็เพราะจักรพรรดิซวนหยวนบอกว่ามีโอกาสเพียงครั้งเดียวไม่ว่าจะล้มเหลวหรือสำเร็จ?
หลินเฟิงสูดหายใจเข้าลึก ๆ พร้อมกับรวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่มือและค่อย ๆ เอื้อมไปจับด้ามกระบี่เอาไว้
‘บูมมม!!!’
ยังไม่ทันที่จะได้ชักกระบี่ออกมา เสียงคำรามดังกึกก้องก็ดังขึ้นในใจของหลินเฟิง
ทันใดนั้น........