บทที่ ๑๔ : เปิดโลก
ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังหยิบแก้วชาขึ้นจิบ ั์ตาสวยหลับพริ้มเหมือนใช้สมาธิ สายลมอ่อนพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างเอื่อยๆ
“ขออภัยองค์จักรพรรดิพ่ะย่ะค่ะหม่อมฉันมีเื่รายงานเกี่ยวกับอาณาจักรต้าฉี” ชายชุดดำรุดเข้าแจ้งข่าวถวายบังคมชายรูปงามั์ตาที่กำลังหลับพริ้มค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นอย่างแช่มช้า
“ต้าฉี...กล้าเรียกตัวเองเป็อาณาจักรกับเขาด้วยรึ? พื้นที่ทรุกันดารขนาดนั้น” จักรพรรดิแห่งหยวนในชุดัดำฉลุทองตอบกลับขบขันใบหน้าคมคายอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหยิบแก้วชาขึ้นจิบอีกครั้ง
“จริงดังคำพระองค์ทรงกล่าวจะว่าไปแล้วต้าฉีมีเพียงเมืองหลวง และมณฑลหนานซาเท่านั้น มิได้ใหญ่โตพอที่จะจัดตั้งราชอาณาจักรได้แต่พวกมัน... ก็ก่อตั้งเป็อาณาจักรสำเร็จ...เรียกตัวเองว่าต้าฉี เมื่อราวๆหกสิบปีก่อน ด้วยความที่เพิ่งก่อตั้ง จึงทำให้จักรวรรดิหยวนของเราไม่ได้สนใจอะไรพวกมันนัก”ชายชุดดำคุกเข่าอธิบาย
ชายหนุ่มรูปงามลุกขึ้นจากเก้าอี้ทองคำเมื่อฟังจบจักรพรรดิหนุ่มผู้ครองสามสิบหกมณฑลหัวเราะลั่น “ก่อตั้งมาราวๆ หกสิบปี? มีสองมณฑล? นี่มันเล็กยิ่งกว่าหมู่บ้านในจักรวรรดิของข้าเสียอีก”
“พวกมันมีสกุลฉีเป็คนบุกเบิกแถมยังเรียกตัวเองว่าเป็โอรส์ ...ฮ่องเต้แห่งต้าฉี” ชายชุดดำเอ่ยสำทับทว่า... จักรพรรดิหนุ่มถึงกับขมวดคิ้วเป็ปมเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยคำพูดที่แสลงหู!
“ฮ่องเต้?ช่างกล้า บังอาจตั้งตนเทียบเทียมโอร์ทั้งหกแห่งทวีปเฟิงหยูเห็นทีจะนิ่งนอนใจไม่ได้เสียแล้ว พวกมดปลวก!” องค์ฮ่องเต้แห่งหยวนแผ่ปราณขั้นเทวะชีวิตที่หกออกมาแบบโกรธจัด“ลูกแมวอยากเป็ลูกเสือกระนั้นรึ?”
“นี่ถ้าหากจักรวรรดิเว่ยต้าหลี่ ต้าเฉิน ต้าหยู และราชอาณาจักรมู่ รู้เื่นี้เข้าล่ะก็คงจัดงานประชุมโอรส์ทั้งหกขึ้นแน่... ผู้ใดที่แอบอ้างตนเป็ฮ่องเต้ทั้งที่ยังไม่ได้รับการคัดเลือกจากท่านเทพเซียนหรานหนาน มีจุดจบไม่โสภาสักคนกระหม่อมว่าต้าฉีเองช่างพลาดและไม่รู้หลักธรรมเนียมการปฏิบัติตนเอาเสียเลย” ชายชุดดำทำน้ำเสียงสอพลอ ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมแสยะยิ้มอย่างมีเลศนัย
“หมดเื่รายงานของเ้าหรือยัง?ถ้ามีเพียงแค่เื่ที่ว่า ก็จัดการส่งคนไปถล่มราชวงศ์ผู้แอบอ้างนั่นซะอย่าให้เหลือบุคคลใดมาพูดได้ว่าเป็หน่อเชื้อโอรส์จอมปลอมแห่งต้าฉีอีก”ชายชุดัดำใบหน้าหล่อเหลาทำไม้ทำมือเป็เชิงไล่
“สายลับที่ส่งไปแทรกซึมในต้าฉีทั้งที่เมืองฉีอิง และหนานซา ดูเหมือนจะมีผู้หญิงนางหนึ่งที่พระองค์อาจทรงพอพระทัยก็ได้ข่าวลือที่ว่านางสามารถเนรมิตพืชพรรณให้งอกงามในคืนเดียว...จัดการบริหารมณฑลขนาดเล็กจนยิ่งใหญ่ทัดเทียมฉีอิงภายในสามเดือนอีกทั้งยังมีปราณพื้นฐานบ่มเพาะถึงขั้นบริสุทธิ์”
จักรพรรดิแห่งหยวนเลิกคิ้วใคร่รู้มือข้างหนึ่งวางจอกแก้วน้ำชาลงบนโต๊ะแบบสนใจ
“เ้าว่าอย่างไรนะมีแม่นางที่วิเศษเฉกเช่นนั้นด้วยรึ”
ชายชุดดำผู้คุกเข่าอยู่ผงกหัวรับคำ“หม่อมฉันได้ยินสายลับรายงานมาอีกที มิอาจแน่ใจได้แต่ดูเหมือนนางคนนั้นเป็ถึงอดีตฮองเฮาที่โดนปลดจากตำแหน่ง ถูกเนรเทศจากฉีอิงไปหนานซาโดยที่ฮ่องเต้แห่งฉีไม่เคยแตะต้องนางเลยแม้แต่ปลายเล็บ หม่อมฉันเองก็สับสนทั้งทั้งที่ความสามารถนางมีมากถึงเพียงนั้น แต่เหตุใดเล่า...”
จักรพรรดิแห่งหยวนเบ้ปากทำจมูกบาน“นางอาจจะขี้เหร่ ฮ่องเต้ปลอมนั่นถึงมิได้ทำอะไรนางและเพราะขี้เหร่มากๆ ถึงโดนเนรเทศไปอยู่ถิ่นทุรกันดารแหละข้าว่า”
“ทรงพระปรีชาพ่ะย่ะค่ะแต่... ความสามารถของนางนั้น ก็ยังเป็ประโยชน์อยู่ดี ไม่ว่าจะเป็ปราณบ่มเพาะหรือการบริหาร ก็น่าหยิบจับมาดูแลส่งเสริม กระหม่อมเห็นว่า...”
จักรพรรดิแห่งหยวนผงกหัวเออออ“ไม่ต้องมากความ ส่งคนไปรับตัวนางมาที่ต้าหยวนของเราแม้ระดับปราณขั้นบริสุทธิ์จะหาได้ง่ายในอาณาจักรหยวน แต่ความสามารถเื่เพาะปลูกนั่นเป็เื่ที่ข้าสนใจข้าวปลาอาหารของประชาชนต้องมาก่อน” เขาหัวเราะในลำคอ “สมกับเป็อาณาจักรที่เพิ่งก่อตั้งแบบลวกๆ ขับไล่คนมีความสามารถในการผลิตอาหารไปอยู่ถิ่นทรุกันดารช่างไร้ปัญญาเสียจริง”
“แต่หม่อมฉันมีเื่จะเพ็ดทูลเสริม”ชายชุดดำเอ่ยปากตะกุกตะกัก ั์ตาล่อกแล่กเหมือนพยายามเรียบเรียงคำพูดให้ดีที่สุด
“มีอะไรก็ว่ามาเสียเวลาชมนกชมไม้ของข้าเสียจริง” จักรพรรดิแห่งหยวนทำหน้าทำตาขุ่นเคืองขณะที่ชายชุดดำรีบอ้าปากตอบกลับ “ดูเหมือนสิ่งที่พระองค์ทรงคิดอาณาจักรอื่นๆ ก็... มีความคิดไม่ต่างจากพระองค์”
“เ้าหมายความว่าอย่างไรลู่ิ” ชายในชุดัดำขมวดคิ้วเป็ปมยับย่น
“ทุกอาณาจักรได้ส่งคนไปหาแม่นางผู้นั้นเพื่อรับกลับอาณาจักรของตนทั้งสิ้นโดยเฉพาะอาณาจักรมู่กับเว่ย ถึงขั้นส่งท่านอ๋องประจำราชวงศ์ไปรับตัวนางถึงที่และอาณาจักรหลี่ องค์จักรพรรดิถึงขั้นเสด็จไปด้วยพระองค์เอง”
จักรพรรดิหยวนน้ำมูกไหลย้อยดวงตาเบิกกว้าง เหงื่อกาฬไหลซึมทั่วใบหน้าราวกับของมีค่าของตนเองกำลังจะโดนฉกไปต่อหน้าต่อตา “เ้าโง่... แล้วมัวอมพะนำอยู่ได้ เื่สลักสำคัญขนาดนี้ อย่าบอกนะว่าอาณาจักรข้าเป็อาณาจักรสุดท้ายที่เพิ่งเริ่มเคลื่อนไหว เร็วรีบลงมือ...อย่าให้พลาด”
เวลาเดียวกันนั้น...
จวนว่าการแห่งหนานซาโดนคลื่นพลังของเฟยหลงและเตียวชิงเทียนถล่มจนวายวอดเศษไม้เศษอิฐปลิวว่อนดังพายุโหมกระหน่ำ เงาร่างของทั้งสองฝ่ายกระเด็นกระดอนออกไปคนละทิศร่างใหญ่ในชุดเกราะเหล็กพุ่งทะลุบ้านเรือนหลายหลัง ขณะที่ร่างระหงเองก็ลอยหวือปะทะเข้ากับต้นไม้ใหญ่หลายต้นหักโค่นพังพินาศมิมีชิ้นดี
สีผมของฟางเซียนกลับมาเป็สีดำขลับดังเดิมตาปรือจนแทบไม่เหลือแรงยันกายลุกขึ้น ร่างขาวนอนนิ่งจมเศษไม้ ลมหายใจแ่รวยระรินขาดๆเกินๆ ทว่า...
“นายหญิง...เพคะ”เยี่ยนเอ๋อบินตรงดิ่งด้วยโดรนเข้ามาหาสาวแว่นมีสีหน้าวิตกอย่างเห็นได้ชัด “ไม่เป็ไรนะ โนอิตะ”มือเล็กยื่นลูบศีรษะของเฟยหลงแบบทนุถนอม
“ใคร...ใครวะ โนอิตะ” เฟยหลงสำลักเืเอ่ยถาม คิ้วขมวดยับย่นสงสัยหายใจหอบถี่เพราะไม่เข้าใจว่าข้ารับใช้ของตนกำลังจะทำอะไร
“แอ่นแอน แอ้น... ยารักษาอะไรก็ได้” เยี่ยนเอ๋อขยับขาแว่นตาแล้วควักบางอย่างออกจากกระเป๋าหน้าท้องขึ้นชูหรา เฟยหลงตาเบิกกว้างเพราะเขาจำสิ่งที่อยู่ในมือของเด็กสาวได้ดี
“นะนะนั่นมันซุปเป็ดสกัดที่เก็บไว้ในตู้เย็นคอน คอน...โด”แต่ไม่ทันที่ชายหนุ่มในร่างหญิงจะได้พูดอะไรต่อเยี่ยนเอ๋อก็เปิดฝาซุปเป็ดเทกรอกปากเฟยหลงจนเขาแทบหายใจไม่ออก
ร่างกายที่าเ็หนักเพราะปะทะพลังวัดชั้นสูงกับเตียวชิงเทียนค่อยๆฟื้นคืนสภาพ รสชาติห่วยแตกเหม็นคาวกำลังซึมซับลงลำคอ ใช้เวลาไม่นานเท่าไหร่เฟยหลงก็ลุกขึ้นนั่งได้ด้วยตนเอง “มิตินี้นี่มันผิดหลักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ รวมถึงการแพทย์สินะ” มุมปากสีแดงสบถบ่นพึมพำกับตัวเองก่อนหันไปมองหน้าเยี่ยนเอ๋อ “ขอบใจนะ... องครักษ์ของข้า...เยี่ยนเอ๋อ”
“ไม่เป็ไรนะโนอิตะ มีม่องอยู่ทั้งคน” เด็กสาวยังคงลูบหัวเฟยหลงแบบปลอบประโลม
“เอ่อ...อือ” เฟยหลงน้ำมูกไหลย้อยปล่อยเลยตามเลยถึงแม้เขาจะไม่เข้าใจการกระทำของอีกฝ่ายก็ตาม
ตู้ม!
ชายร่างใหญ่ยกเศษอิฐเศษไม้ที่ทับตัวเองออกใบหน้าเต็มไปด้วยแผลเป็มีแววคลุ้มคลั่งบ้าเืเตียวชิงเทียนยังคงสาวเท้าตรงเข้าหาเฟยหลงไม่ลดละด้านข้างของมันมีโหลเปิ่นเหวยที่ถือถุงโอสถทิพเทพยุทธอยู่ในมือ
“พวกข้าจะไม่มีวันพ่ายแพ้สตรีไร้ศักดิ์อย่างเ้าไม่ว่าท่านแม่ทัพจะล้มลงไปอีกสักกี่ครั้ง ข้าก็จะตรงเข้าไปปลุกพลังของเขา เพื่อให้ลุกขึ้นทำภารกิจจนสำเร็จด้วยโอสถทิพเหล่านี้” ร่างผอมกะหร่องชูถุงโอสถทิพขึ้นหรา พร้อมแผดเสียงหัวเราะน่ารังเกียจออกมาไม่ขาดสาย
ทว่า...
“ให้ช่วยไหมองค์หญิงแห่งพฤกษา?” ไม่รู้ั้แ่เมื่อไหร่...ที่ชายชุดขาวผมสีแดงเข้มมายืนอยู่ด้านหลังฟางเซียนและเยี่ยนเอ๋อ ใบหน้าดวงนั้นหล่อเหลาคมคายราวกับดาราเกาหลีจนทำให้เยี่ยนเอ๋อถึงกับน้ำลายฟูมปากเหมือนหลงสเน่ห์ของอีกฝ่าย
เฟยหลงยันกายลุกขึ้นยืนใบหน้าสวยจดจ้องมองชายปริศนาตาไม่กะพริบ “องค์หญิงแห่งพฤกษา?หมายความว่าอย่างไร?”
“ก็ท่านอย่างไรเล่าเทพธิดาผู้ปลูกพืชพรรณให้เจริญเติบโตภายในคืนเดียว ข้าอ๋องสี่มู่หยง แห่งราชอาณาจักรมู่ยินดีที่ได้รู้จักท่าน นับถือ นับถือ” ชายชุดขาวลายหงส์ไฟทำมือคาราวะใบหน้ายิ้มอ่อนจนเฟยหลงหน้าแดง
ทันใดนั้น...
ฉัวะ!
ศีรษะของเตียวชิงเทียนขาดสะบั้นตกลงไปกองอยู่กับพื้นร่างใหญ่ล้มตึงแน่นิ่งไม่ทราบสาเหตุ อ๋องสี่แห่งอาณาจักรมู่แหงนหน้ามองฟ้าแบบเฉียบพลันทำให้เฟยหลงและเยี่ยนเอ๋อต้องมองตามด้วยความสงสัย
“มู่หย่งนั่นไม่ใช่สตรีที่เ้าควรยุ่ง” ชายคนหนึ่งในเสื้อผ้าอาภรณ์สีเขียวนั่งอยู่บนราชรถที่ลอยอยู่กลางอากาศดวงตามรกตจ้องไปที่ฟางเซียนแบบเพ่งพิศ “ทรงงดงามยิ่งว่าที่องค์ฮองเฮาของข้า” ั์ตาคมกริบเหมือนเหยี่ยวคล้ายพระเอกหนังจีนเอื้อนเอ่ย
“จักรพรรดิหลี่เหวิ่นเทียน”อ๋องสี่มู่หยงเหงื่อกาฬไหล สองมือกำหมัดแน่น “แม่นางท่านนี้ไม่ใช่ของของท่านอย่าได้กล่าววาจาโป้ปด”
“เราต่างมาเพื่อรับตัวนางเหตุไฉนโอรส์แห่งทิศประจิมไม่ลงมาเจรจากันดีๆ เสียล่ะ” เงาร่างของใครคนหนึ่งในชุดสีน้ำเงินอ่อนก้าวเท้าออกมาจากพุ่มไม้ที่ซ่อนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากฟางเซียนสักเท่าไหร่
“ไม่คิดว่าอ๋องสี่แห่งมู่ อ๋องเจ็ดแห่งเว่ย องค์จักรพรรดิแห่งหลี่ จะเสด็จมาไกลในถิ่นกันดาร ทว่า...ตามหลักประเพณีแล้ว ใครมาก่อนย่อมเป็ผู้เจรจาก่อน” เหล่าชายชุดดำที่ซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน“เ้านายของข้าให้มาเชิญแม่นางผู้นี้ไปพำนักทีู่เาเหม่ยฮัวซึ่งบรรดาคนของนางก็เกือบจะถึงตีนเขาของพวกข้าอยู่ก่อนแล้ว พวกท่านเห็นว่าอย่างไร”
โหลเปิ่นเหวยวิ่งออกจากที่ซ่อนเข้ามาถวายบังคมจักรพรรดิต่างแดนก่อนจะหันไปคาราวะอ๋องสี่แห่งมู่ และอ๋องเจ็ดแห่งเว่ยตามลำดับ “อุตส่าห์เดินทางไกลมาต้าฉีเพื่อเข้าเฝ้าฝ่าาของหม่อมฉัน นี่คงจะเป็การมาเยือนเพื่อเฉลิมฉลองแสดงความยินดี...ที่พวกหม่อมฉันก่อตั้งอาณาจักรขึ้นสำเร็จใช่หรือไม่?”
“ดินแดนที่พวกเ้าอยู่เรียกว่าอาณาจักร?”จักรพรรดิหลี่เหวิ่นเทียนหัวเราะขบขันั์ตามรกตหลับพริ้มอย่างเอ็นดูในความด้อยปัญญาของโหลเปิ่นเหวย “นับรวมทั้งต้าฉียังไม่เท่าหนึ่งมณฑลของข้าเลยแล้วฮ่องเต้ของพวกเ้าเป็ใคร พวกข้าจึงต้องถ่อมาพบ... ปัญญาอ่อน”
โหลเปิ่นเหวยหน้าเสียไม่กล้าพูดสิ่งใดต่อ
อ๋องสี่แห่งอาณาจักรมู่เดินตรงเข้าไปหาร่างผอมของโหลเปิ่นเหวยใบหน้าหล่อเหลากำลังยับย่นเหมือนคิดอะไรบางอย่าง “แอบอ้างเป็โอรส์ พวกเรายังไม่ลงทัณฑ์สิ่งใดต่อเ้านายเ้าก็นับว่าดีแค่ไหนแล้วหากพวกเรามิเห็นแก่หน้าแม่นางผู้นี้ล่ะก็ อาณาจักรที่พวกเ้าพึ่งก่อตั้งคงหายวับไปในเวลา ๑ ก้านธูป”
“แล้วเหตุใดสวะเช่นเ้าถึงกล้าเสนอหน้าต่อพระพักตร์เชื้อพระวงศ์ต่างแดน ที่ได้รับพรวิเศษแห่งหรานหนานสายเืบริสุทธิ์ที่แท้จริง” อ๋องเจ็ดแห่งเว่ยในชุดสีน้ำเงินอ่อนก้าวเท้าตามเข้ามาสมทบก่อนยื่นขาไปเบื้องหน้าโหลเปิ่นเหวย “เลียเสียสิทำตัวให้เหมือนสุนัขก็เพียงพอสำหรับเ้าแล้ว”
“องค์ฮองเฮาฟางเซียนโปรดช่วยหม่อมฉันด้วย คนพวกนี้กำลังดูถูกหม่อมฉันพ่ะย่ะค่ะ” โหลเปิ่นเหวยก้มกราบหันไปทางอดีตฮองเฮาที่กำลังยืนเกาหัวอยู่ด้วยความงุนงง
“ใครกัน?ฮองเฮาของเ้า ข้าโดนปลดจนไม่มีตำแหน่งอะไรแล้วนี่” เฟยหลงเอื้อนเอ่ยผมเผ้ายังคงรุงรังจากการต่อสู้
ยังไม่ทันที่จะได้พูดสิ่งใดต่อ...เด็กสาวผมทองั์ตาสีฟ้าก็พุ่งตัวเข้ามาคุกเข่าเบื้องหน้าเฟยหลงด้วยสภาพเนื้อตัวมอมแมม
“ไฮ!เรียนนายท่าน... พวกทหารทัพหลวงแตกพ่ายไปแล้วเพราะไม่รู้ว่ามีกองทัพจากไหนมาแทรกแซง หม่อมฉันจึงมาถวายรายงานให้ทราบเพคะ” หรงเอ๋อคุกเข่าถวายรายงานนายหญิง พลางหันหน้ากวาดสายตาดูชนชั้นสูงผู้มาจากต่างแดนโดยรอบ“ว๊อทส์ พวกเขามาจากไส”
“ได้โปรดกลับไปยังอาณาจักรของข้าเถอะ แม่นาง” คนจากต่างแดนทุกผู้เอื้อนเอ่ยขึ้นพร้อมกันใบหน้าของทุกคนดูจริงจังเข้มขรึมเหมือน้าอะไรบางอย่าง...
โปรดติดตามตอนต่อไป