บทที่ 27 เวลาคือยาชนิดเดียวที่รักษาได้
หลังจากพูดจบ หลี่ซิงเหอก็รีบเดินเร็ว ๆ เข้าบ้าน
กลิ่นอาหารที่หอมอบอวลเข้าจมูกทันทีที่เปิดประตูเข้าบ้าน ทำให้เธอรู้สึกปลอบประโลมจิตใจขึ้นมาบ้าง
"ลูกแม่ วันนี้กลับมาเร็วกว่าปกตินะ" หวังฟางเห็นลูกสาวกลับมาก็รีบลุกไปตักข้าว
"ค่ะ วันนี้ใช้เวลาบนถนนน้อยกว่าปกติ"
เธอมองไก่ย่างครึ่งตัวที่ห่อด้วยกระดาษน้ำมันบนโต๊ะ หวังฟางยกข้าวเข้ามาพลางพูดว่า "หยางเฉินมาหา บอกว่ามาเยี่ยมแม่ แล้วก็เอาของกินมาให้ด้วย แต่ตอนนี้เราก็มีข้าวเยอะแยะแล้ว แม่เกรงใจก็เลยไม่อยากรับของเขาเปล่า ๆ เลยห่อแอปเปิลให้เขากลับไปบ้าง"
"ดีแล้วค่ะ แม่ทำแบบนั้นถูกต้องแล้ว"
"ตอนแรกเด็กคนนั้นบอกว่าไม่เอาอะไรเลย เป็เด็กดีจริง ๆ ซิงเหอ ลูกรู้จักหยางเฉินมานานแล้ว หน้าตาเขาก็ดี ตัวสูงใหญ่ แถมยังดีกับพวกเราตลอด เขาเป็ผู้ชายที่ดีคนหนึ่งเลยนะ"
เธอเข้าใจความหมายที่แม่จะสื่อในทันที เมื่อเห็นว่าเส้นด้ายแดงเล็ก ๆ ในมือของแม่เตรียมพร้อมรออยู่แล้ว เธอต้องตัดความคิดนี้ทันที ต้องตัดให้ขาดอย่างรวดเร็ว
"แม่คะ หยางเฉินเป็ตำรวจ มีหน้าที่การงานมั่นคง ถึงยังไงหนูกับเขาก็ไม่เหมาะสมกันหรอกค่ะ"
"งานของผู้หญิงไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอก ลูกทั้งสวยทั้งเก่งขนาดนี้"
"แม่ก็บอกเองว่ารู้จักกันมานาน พวกเรารู้จักกันดีเกินไป หนูไม่ได้อยู่ในสายตาของหยางเฉินหรอกค่ะ ส่วนที่หยางเฉินยังดีกับพวกเรา เพราะเขาแค่สงสารเท่านั้นแหละ"
เธอฉีกไก่ย่างครึ่งตัว แล้วแกะน่องไก่ชิ้นใหญ่ใส่ลงในชามของแม่
"แม่คะ การใช้ชีวิตคู่กับผู้ชายไม่ใช่สิ่งจำเป็สำหรับพวกเราแล้ว แม่เข้าใจเื่นี้ดีกว่าหนูอีก ใช่ไหมคะ? ต่อจากนี้ความสุขของเราสองคนแม่ลูกต้องมาเป็อันดับหนึ่งเสมอ เื่ความรักปล่อยให้เป็ไปตามธรรมชาติเถอะค่ะ ในอนาคตหนูก็ต้องหาผู้ชายดี ๆ ที่ไม่รังเกียจหนู และผู้ชายคนนั้นก็ไม่ใช่หยางเฉินแน่นอน"
คำพูดของหลี่ซิงเหอชัดเจนและมีเหตุผล หวังฟางพยักหน้าตาม เมื่อเข้าใจแล้วจึงฉีกเนื้อไก่ชิ้นใหญ่จากน่องไก่ในชามใส่ลงในชามของลูกสาว "อืม ทำตามที่ลูกว่าแล้วกัน ไม่ต้องรีบร้อนอะไร ถ้าหาไม่ได้ แม่ก็ไม่บังคับ"
"ใช่ค่ะแม่ พวกเราต้องรักตัวเองก่อน การรักตัวเองต่างหากคือความโรแมนติกที่ยั่งยืนตลอดชีวิตของเราเอง"
หลังจากที่เธอหิวจนแทบขาดใจ การกินเนื้อสะโพกไก่เข้าไปกลับทำให้รู้สึกปวดท้องขึ้นมาเล็กน้อย หลังมื้อเย็นวันนี้เธอฝืนนั่งดูละครรีรันเื่ 'ความปรารถนา' กับแม่สักพัก แล้วก็รีบเข้านอนโดยเร็ว
ในความเลือนรางของความฝัน หลี่ซิงเหอรู้สึกถึงมือแปลกหน้าคู่หนึ่งที่กำลังไล้ไปตามร่างกายของเธอ เธอพยายามจะร้องะโสุดกำลัง แต่กลับอ้าปากไม่ออก ความรู้สึกบนร่างกายทำให้เธอคลื่นไส้ อยากจะร้องไห้ดัง ๆ ออกมา แต่การดิ้นรนต่อต้านทั้งหมดล้วนไร้ผล ความรู้สึกขยะแขยงทำให้เธอขนลุกซู่ไปทั่วทั้งร่าง
ในตอนที่เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะขาดใจตาย แขนของเธอก็กระตุกอย่างรุนแรง ปลุกให้เธอขึ้นมาทันที
หลี่ซิงเหอลืมตาขึ้นฉับพลัน ประสาทััค่อย ๆ กลับคืนมา
ไม่มีมือของผู้ชายคนไหน เธอแค่ฝันไป เธอลุกขึ้นเปิดหลอดไฟแสงสีขาวที่แสบตา นาฬิกาปลุกเล็ก ๆ ข้างเตียงส่งเสียงดังติ๊กต๊อก ๆ ชี้บอกว่านี่เป็เวลาตีสามแล้ว
เธอออกจากห้องไปรินน้ำดื่มสักแก้ว น้ำอุ่น ๆ ไหลผ่านลำคอ ในที่สุดเธอก็สามารถเปล่งเสียงออกมาได้อีกครั้ง
ที่แท้ทุกเื่ราวที่เคยประสบมา ล้วนทิ้งความทรงจำเอาไว้ และความรู้สึกนั้นก็ส่งผลมาจนถึงบัดนี้ เธอคิดว่าตัวเองจัดการมันได้แล้ว แต่เธอกลับคิดผิด คงมีเพียงกาลเวลาเท่านั้นที่จะช่วยเยียวยามันได้
เหมือนปลาในน้ำ ที่ไม่มีวันมองเห็นน้ำที่ล้อมรอบตัวเองอยู่
เธอกลับมาที่ห้องอีกครั้ง ปิดไฟให้เรียบร้อย และซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
หลับ ๆ ตื่น ๆ ไม่รู้ว่าจะทนรอจนถึงเช้าได้อย่างไร
หลี่ซิงเหอเดินมาที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อเปิดร้านตามปกติ วันนี้เธอไร้อารมณ์จัดเรียงสินค้า ร่างกายเธอตอนนี้ราวกับร่างไร้ิญญา
เธอขนลังไข่ออกมาจากห้องเก็บของ กัดฟันแน่น ร่างเล็ก ๆ ต้องหยุดพักหลายครั้งกว่าจะขนของไปถึงจุดหมายได้ วันนี้เธอดูอิดโรยไร้เรี่ยวแรงกว่าทุกวัน
"น้องหลี่ ร้านเธอขายดีขนาดนี้ จ้างคนเพิ่มสักคนสิ ทุกวันนี้ฉันเห็นเธอแทบไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลย"
"ไม่เป็ไรค่ะ ยังพอไหวอยู่" หลี่ซิงเหอฝืนยิ้ม ตอบพี่สาวเ้าของร้านขนมคนสวยคนนั้น
โม่เป่ยเดินผ่านมา บทสนทนาเหล่านี้ลอยเข้าหูเขา รวมถึงร่างผอมบางที่ดูเหมือนจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
"สวัสดีตอนเช้าค่ะ ท่านประธานโม่"
"ครับ"
เขาเปิดประตูเดินเข้าไปในห้องทำงานของตัวเอง
เวลา่เช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลี่ซิงเหอกำลังฉวยโอกาสที่ไม่มีใครอยู่ กวาดผักป่าที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นให้หมดจด
"คุณหลี่"
เมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อ เธอเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงนั้น
เป็ชายหญิงวัยรุ่นแต่งตัวดูดีสองคน ถือกล่องข้าวยืนอยู่ที่หน้าร้าน
"ค่ะ แล้วพวกคุณคือ?"
"คุณโม่บอกว่าอยากคุยเื่ร้านกับคุณ เลยให้พวกเรามาช่วยดูร้านสักพัก"
"ได้ค่ะ ถ้างั้นฉันจะสอนพวกคุณใช้เครื่องคิดเงินนี้นะ"
"พวกเราใช้เป็แล้ว คุณรีบไปเถอะ"
"งั้นก็รบกวนพวกคุณด้วยนะคะ รอแป๊บหนึ่งนะ ฉันจะเก็บอันนี้ก่อน" เธอโบกไม้กวาดในมือ แล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องเก็บของ
เธอจัดเรียงสินค้าจากพื้นที่มิติลงบนชั้นวางให้เต็ม แล้วเดินออกมา
"ฉันอาจจะยุ่งหน่อย ถ้าสินค้าพวกนี้ขายหมด ข้างในยังมีอีก ยังไงก็ขอรบกวนพวกคุณด้วยนะ ขออภัยด้วยจริง ๆ "
"ไม่เป็ไรหรอก รีบไปเถอะ ท่านประธานโม่กำลังรอคุณอยู่" ทั้งสองคนหยิบเก้าอี้มานั่ง เปิดกล่องข้าว เตรียมกินมื้อเที่ยงไปพร้อมกับช่วยดูแลร้านให้หลี่ซิงเหอ
หลี่ซิงเหอเช็ดมือ เดินออกจากร้านของตัวเอง เร่งเท้าน้อย ๆ ขึ้นไปยังชั้นสอง
โม่เป่ยยืนรออยู่ที่หน้าประตูชั้นสอง เห็นเธอเดินขึ้นมาก็พูดว่า "ตามมา ไปที่ห้องทำงานผมกัน"
เธอเดินตามหลังโม่เป่ย ผ่านพื้นที่สำนักงานส่วนกลาง มุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของเขาที่อยู่ด้านในสุด
ตอนนี้เป็เวลาพักเที่ยง พนักงานในสำนักงาน บางคนกำลังอุ่นกล่องข้าวที่เตรียมมาจากบ้าน บางคนก็สวมเสื้อผ้าเตรียมออกไปหาร้านอาหารเล็ก ๆ กิน
"ประตูเปิดอยู่แล้ว เชิญเข้ามาได้เลย"
หลี่ซิงเหอเดินเข้ามาก็ได้กลิ่นอาหารหอมฟุ้ง บนโต๊ะกาแฟตรงข้ามโซฟามีถุงพลาสติกใสวางอยู่ ข้างในมีกล่องอาหารใช้แล้วทิ้งวางซ้อนกันอยู่หลายกล่อง แก้วชาเซรามิกสีขาวสองใบยังมีไอร้อนลอยออกมา
ตอนอยู่ที่ร้านของหลี่ซิงเหอนั้นยุ่งอยู่ตลอดเวลา จึงยังไม่รู้สึกหิวมาก แต่พอได้กลิ่นอาหารหอม ๆ น่ากินอยู่ตรงหน้า ท้องของเธอก็ส่งเสียงร้องจ๊อก ๆ ออกมาอย่างน่าอาย
"คุณกำลังจะกินข้าวเหรอคะ? งั้นฉันควรกลับมาใหม่ทีหลังไหม?" เธอถามอย่างเกรงใจ
"คุณหลี่ ถ้าไม่รังเกียจ นั่งลงทานด้วยกันเถอะ ผมสั่งเลขาอู๋ให้สั่งมาเผื่อคุณด้วยแล้ว"
โอ้โห! ท่านประธานคนนี้เป็กันเองจริง ๆ ไม่มีท่าทีถือตัวแบบพวกคนรวยเลยสักนิด แถมยังมีน้ำใจเชิญเธอ ซึ่งเป็ผู้เช่ารายใหม่ทานข้าวเที่ยงด้วยกันอีก นี่คงเป็การสร้างพันธมิตรที่คนรวยเขาทำกันสินะ!
ฉันเช่าร้านเขา จ่ายค่าเช่าให้เขา การทานข้าวกับเขาสักมื้อคงไม่เกินไปหรอกนะ?
"ใช่… ไม่มากเกินไปหรอก!"
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็ไม่ปฏิเสธอีก เดินไปที่โซฟาเดี่ยวแล้วทิ้งตัวลงนั่ง
"ฉันจะไม่เกรงใจแล้วนะ ขอบคุณที่ชวนค่ะ" การกินข้าวที่บ้านคนอื่น ก็ควรช่วยทำอะไรบ้าง ดังนั้นเธอจึงหยิบถุงบนโต๊ะกาแฟขึ้นมาเอง แกะออกแล้วหยิบกล่องสีขาวออกมา รวมทั้งหมดแปดกล่อง…
"พวกเราสองคนจะกินเยอะขนาดนี้เหรอคะ?"
"ครับ คุณกินเยอะหน่อยก็ดีนะ"
มีสองกล่องที่เห็นได้ชัดว่าเป็กล่องข้าว เธอจึงเปิดสองกล่องนั้นออก วางไว้ตรงหน้าคนละกล่อง จากนั้นค่อย ๆ เปิดกล่องอาหารทีละกล่อง
"ว้าว! กุ้งตัวใหญ่จัง! พระเ้าเท่านั้นที่รู้ว่าฉันเคยกินแต่กุ้งแห้งมาก่อน" เธอพูดพร้อมกับดวงตาที่เป็ประกาย โม่เป่ยได้ยินแล้วอดขำออกมาไม่ได้ "ขนาดเคยกินแค่กุ้งแห้ง แต่จำกุ้งตัวใหญ่ได้ ก็เก่งอยู่นะ"