ไป๋เหยียนอวี่ก้าวเข้าไปในห้องประชุม เสียงประตูปิดดังกึก ทำให้สายตาทุกคู่หันมามอง เธอพยักหน้าให้เล็กน้อย ก่อนเดินไปนั่งเก้าอี้ว่างด้านข้างโต๊ะประชุม
“ตอนนี้สารวัตรไป๋มาถึงแล้วเริ่มประชุมกันได้เลยครับ” ร้อยตำรวจโทจางเหวินเอ่ยเสียงเรียบ ชายหนุ่มหันกลับไปมองจอโปรเจคเตอร์
บนหน้าจอ ปรากฏภาพจากกล้องวงจรปิด ภาพหญิงสาวในชุดเดรสสีครีมเดินเข้าคอนโดเพียงลำพัง ใบหน้าเธอดูอ่อนล้าแต่กลับไร้แววตื่นกลัว ทว่า...หลังจากประตูลิฟต์ปิดลง เธอก็ไม่เคยปรากฏตัวในกล้องอีกเลย
“นี่คือหลี่ซินหยวน อายุ 27 ปี นักแปลฟรีแลนซ์ หายตัวไปั้แ่คืนวันที่ 3” จางเหวินเอ่ย พลางกดรีโมต เปลี่ยนภาพบนจอ เป็ใบหน้าของชายคนหนึ่ง สวมหมวกแก๊ป ก้มหน้าตลอดเวลา “จากกล้องลิฟต์ เราพบชายคนนี้ เขาใช้คีย์การ์ดชั้น 23 หลังหลี่ซินหยวนเข้าไปเพียงห้านาที แต่หลังกดลิฟต์ เขาออกมาพร้อมกระเป๋าเดินทางใบใหญ่”
ไป๋เหยียนอวี่ขมวดคิ้ว เธอจำแผ่นหลังคุ้นตานั้นได้ดี “ชายคนนี้ใช่คนเดียวกับฆาตกรที่ฆ่านักเขียนไป๋ลั่วเฟิงใช่หรือไม่”
ห้องประชุมเงียบสนิท แม้แต่เสียงหายใจก็แทบไม่ได้ยิน ทุกคนรู้ดีว่าเ้าของนามปากกาไป๋ลั่วเฟิงคือใคร เธอคือนักเขียนนิยายวายชื่อดัง ผู้ถูกฆาตกรรมอย่างอุกอาจในงานหนังสือเมื่ออาทิตย์ก่อน
ฆาตกรในคดีนั้น คือชายคนเดียวกับในภาพ ที่ปลอมตัวเป็แฟนคลับโรคจิต ที่แฝงตัวไปกับนักอ่านที่ไม่พอใจในตอนจบนิยาย ในวันแจกลายเซ็น หลังจากลงมือ เขาไม่ได้หนีไปไหน ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงนั้น...หยิบพวงกุญแจนกกระเรียนกระดาษขึ้นมาวางลงบนศพ ราวกับทำพิธีกรรมประหลาดเขาพึมพำบางอย่างเป็ภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ ท่าทีเหมือนทำพิธีไสยศาสตร์
พอเสร็จสิ้น...เขาก็หันหลังเดินออกไปอย่างใจเย็น ท่ามกลางฝูงชนที่แตกตื่น ไม่มีใครกล้าขวางทาง
“ตอนแรกพวกเราคิดว่าฆาตกรน่าจะเป็พวกโรคจิตที่คลั่งนิยาย” จางเหวินพูดขึ้น น้ำเสียงเย็นเยียบ
“แต่พิธีกรรมที่เขาทำ มันเป็อะไรที่มากกว่านั้น มันเหมือนถูกเตรียมไว้แล้ว แบบมีแบบแผน”
“คุณหมายความว่ายังไง” เสียงหนึ่งถามขึ้น
“ผมหมายความว่า เขาอาจไม่ใช่แค่โรคจิตที่ฆ่าคนเพราะอารมณ์ชั่ววูบ” จางเหวินปรายตามองไป๋เหยียนอวี่
“เขาเลือกเหยื่ออย่างเจาะจง และทุกครั้ง...เขาทิ้งนกกระเรียนกระดาษไว้เสมอ เหมือนเป็สัญลักษณ์” ชายหนุ่มกล่าวขึ้นในห้องประชุม
“สิ่งนั้นมันคืออะไร” ไป๋เหยียนอวี่เอ่ยขึ้น ดวงตาคมกริบกวาดมองลูกน้องรอบโต๊ะ น้ำเสียงของเธอไม่ได้ดังมาก แต่กดดันจนบรรยากาศในห้องแน่นขนัด
สิบตำรวจโทหลิวหย่งชาน คนสนิทของจางเหวิน ขยับตัวเล็กน้อยก่อนตอบ
“ผมก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกันครับ...แต่วันที่หลี่ซินหยวนหายไป เราพบพวงกุญแจนกกระเรียนกระดาษตกอยู่ในห้องของเธอเหมือนกันครับ”
หลิวหย่งชานหยิบถุงซิปล็อคขึ้นมาวางบนโต๊ะ ข้างในคือพวงกุญแจนกกระเรียนกระดาษสีขาวสะอาด ขอบปีกมีคราบเืเล็กน้อย ราวกับจงใจทำให้เลอะ
ไป๋เหยียนอวี่หยิบถุงขึ้นมาดูอย่างพินิจพิเคราะห์ แสงไฟสะท้อนตัวอักษรโบราณเ่าั้วาววับอย่างเย็นเยียบ
“นี่ไม่ใช่แค่ของเล่นคนโรคจิต” เธอเอ่ยเบาๆ “มันเหมือนเป็ตราประทับ”
“ตราประทับอย่างนั้นหรือ?” จางเหวินเลิกคิ้วก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ผมเคยอ่านหนังสือเก่าของพ่อ…ในตำราโบราณ นกกระเรียนถือเป็สัญลักษณ์ของิญญาเร่ร่อน ิญญาที่ไม่ไปผุดไปเกิด ถูกผูกไว้กับโลกนี้เพราะความอาฆาต หรือเพราะบาปบางอย่างที่ไม่ถูกชำระ”
“แล้วอักษรสีเืนี่?” หลิวหย่งชานถามต่อ เสียงเขาแม้จะมั่นคง แต่ในแววตามีแววข่มอารมณ์ไม่ให้ขนลุก
“ในคัมภีร์เก่า...อักษรแบบนี้ถูกใช้สำหรับ ‘ผนึก’ สิ่งไม่บริสุทธิ์” จางเหวินเอ่ยช้าๆ น้ำเสียงเย็นจัด
“แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็ใช้เป็เครื่องหมายเพื่อมอบ ‘บาป’ ให้กับเหยื่อ เหมือนกับประทับตราว่า ‘คนคนนี้...สมควรตาย’ ”
ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
“หมายความว่า คนร้ายไม่ได้ฆ่าเหยื่อเพราะความบังเอิญ...” หลิวหย่งชานพึมพำ
“เขากำลังทำพิธีกรรมจริงๆ ทำแบบมีแบบแผน ทุกคนที่ถูกเลือก คือคนที่เขาตัดสินแล้วว่า สมควรรับบาป ”
ร้อยตำรวจตรีเฉินอวี้เหวินกำหมัดแน่น “แสดงว่าฆาตกรมีหลักการของตัวเอง เหมือนอ้างอิงจากโลกในนิยาย...แต่ใช้กับชีวิตจริง”
“และนั่นทำให้เขาอันตรายยิ่งกว่าโรคจิตทั่วไป” ไป๋เหยียนอวี่พูดเสียงเรียบ เธอหยิบพวงกุญแจขึ้นมาดูอีกครั้ง
“ผมมีเื่ที่จะแจ้งให้สารวัตรทราบอีกเื่หนึ่งครับ” สิบตำรวจตรีฟางจื่อหานเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบในห้องประชุม
ไป๋เหยียนอวี่หันไปมองเขาทันที “เื่อะไรหรือ”
“เื่ GPS รถของเหยื่อที่หายตัวไปครับ” ฟางจื่อหานหยิบแท็บเล็ตขึ้นมากดเปิดข้อมูล
“ตอนนี้ฝ่ายเทคนิคสามารถดึงข้อมูลย้อนหลังได้แล้วครับ พบว่ารถของหลี่ซินหยวนเคลื่อนออกจากคอนโดย่านตะวันออกเวลาตีหนึ่งตรง”
จางเหวินเงยหน้าขึ้นก่อนจะเอ่ยถาม “หลังจากเธอเข้าคอนโดไปห้าชั่วโมง?”
“ใช่ครับ และจากลักษณะความเร็วกับเส้นทาง ไม่น่าจะใช่เ้าตัวเป็คนขับ” ฟางจื่อหานเลื่อนหน้าจอ “รถเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางหลบกล้องวงจรปิดส่วนใหญ่ แล้วสัญญาณสุดท้ายหายไปแถวหมู่บ้านกู่ซาน นอกเขตเมืองฝั่งเหนือ”
ไป๋เหยียนอวี่ขมวดคิ้ว “หมู่บ้านกู่ซาน?”
“ใช่ครับ เป็พื้นที่ร้าง มีบ้านไม่ถึงสิบหลัง ปัจจุบันไม่มีผู้อยู่อาศัยจริงจัง เป็จุดอับสัญญาณในระบบหลายจุด”
เขาวางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะ แผนที่ถูกขยายโชว์เส้นทางการเคลื่อนของรถ จบลงด้วยจุดสุดท้ายที่กลายเป็เพียงสัญญาณสีแดงกะพริบค้างไว้
ห้องประชุมเงียบลงชั่วครู่ ก่อนที่เธอจะปิดแฟ้มแล้วพูดต่อ “คืนนี้ พวกเราจะลงพื้นที่หมู่บ้านกู่ซาน เตรียมกำลังไว้ทับกุมคนร้าย”
สายตาทุกคู่หันมามองสารวัตรสาวราวกับรอคำสั่งต่อไป ไป๋เหยียนอวี่ยืดหลังตรง ก่อนจะเอ่ยคำสั่งต่อทันที
“อย่าให้ใครเล็ดลอดเด็ดขาด เราไม่รู้ว่าอีกฝ่ายวางแผนอะไรมาก่อนแล้วบ้าง แต่คืนนี้... พวกเราต้องรู้คำตอบให้ได้ ว่าเหยื่อทั้งหมดที่ถูกเขาจับกุมตัวมาหายไปที่ไหน”
ในค่ำคืนนั้น ความเงียบงันของหมู่บ้านกู่ซานถูกแทนที่ด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น แสงไฟจากรถตำรวจสองคันสะท้อนผ่านต้นไม้เก่าแก่ริมทาง ทิ้งเงาโยกไหวตามลมที่พัดเอื่อยๆ อย่างผิดปกติ
ไป๋เหยียนอวี่ยืนอยู่หน้าแผนที่ทางยุทธศาสตร์เล็ก ๆ ในรถตู้สืบสวน แสงจากหลอดนีออนทำให้ใบหน้าของเธอเคร่งขรึมยิ่งขึ้น “หน่วยหนึ่งเข้าทางเหนือ หน่วยสองอ้อมด้านหลังบ้าน จางเหวินกับฉันจะเข้าทางประตูหลัก”
เสียงตอบรับดังขึ้นจากเ้าหน้าที่ทุกนาย ทุกคนต่างคนต่างรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ภารกิจธรรมดา เพราะผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ ไม่ใช่แค่ผู้ต้องหาคดีอุ้มฆ่าธรรมดา... แต่มีข่าวลือว่าชายคนนี้ "พาคนหาย" มาหลายราย โดยไม่มีใครพบศพ
หลังได้รับหมายค้นจากศาลตามขั้นตอน ไป๋เหยียนอวี่และทีมก็เคลื่อนกำลังเข้าพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งเป็บ้านหลังเก่าที่อยู่กลางป่าไผ่ แสงไฟฉายกวาดไปตามแนวรั้วไม้ผุ ท่ามกลางความมืดที่เข้มขึ้นทุกขณะ เสียงสัตว์กลางคืนเงียบกริบจนน่าขนลุก
“เคลียร์ด้านซ้าย” จางเหวินส่งสัญญาณ เ้าหน้าที่อีกสองคนเคลื่อนตัวเร็วพลางตรวจสอบแนวชายป่า ขณะเดียวกัน ไป๋เหยียนอวี่ตรงเข้าประตูหน้าด้วยความระมัดระวัง ปืนพกประจำกายอยู่ในมือตลอด
ประตูไม้เก่าร้องเสียงดังเมื่อเธอผลักเข้าไป กลิ่นชื้นและฝุ่นจับแน่นตลบอบอวลอยู่ภายใน ภายในบ้านมีเพียงแสงไฟจากไฟฉายที่สาดผ่าน ห้องโถงว่างเปล่า มีเพียงผ้าขี้ริ้วกับเครื่องเรือนเก่าๆ ที่เหมือนถูกทิ้งมานาน
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้กวาดตามองทั่วห้อง เสียงฝีเท้าเร็ว ๆ ดังขึ้นจากด้านหลังบ้าน
“คนร้ายวิ่งหนีไปทางป่าด้านหลัง”หลิวหย่งชานะโขึ้น
ไป๋เหยียนอวี่หันหลังกลับ แทบไม่ลังเล เธอออกวิ่งตามทันที ลัดเลาะผ่านต้นไผ่หนาทึบ เสียงลมหายใจของคนวิ่งไล่สะท้อนกับเสียงใบไผ่เสียดสีกันอย่างบ้าคลั่ง
แสงจากไฟฉายวูบไหวตามการวิ่ง เสียงกิ่งไม้แตกใต้ฝ่าเท้าไล่ตามไม่หยุด จนกระทั่งแสงไฟจากไฟฉายด้านหน้าสาดไปเจอร่างของผู้ต้องสงสัยกำลังพุ่งตัวหนีลงทางลาดชัน
“หยุด นี่เ้าหน้าที่ตำรวจ” เสียงะโของไป๋เหยียนอวี่ดังฝ่าความมืดไปข้างหน้า แต่ชายคนนั้นไม่แม้แต่จะหันกลับเขาเร่งฝีเท้าหนักยิ่งขึ้น จนทะลุพุ่มไม้ไปยังลานโล่งเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในป่า
กลางลานนั้นมีบ่อน้ำเก่าแก่ล้อมรอบด้วยหินหยาบชาวบ้านเรียกมันว่า “บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์” ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ในเวลากลางคืน
ไป๋เหยียนอวี่กระโจนตามเข้าไป ฝีเท้าชายคนนั้นอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว เสียงหอบหายใจของเขาดังประสานไปกับเสียงหัวใจของเธอที่เต้นถี่
แล้วทันใดนั้น...ฟ้าทั้งผืนก็เปลี่ยนสี จันทร์เต็มดวงที่เคยสาดแสงเย็นเยียบเบื้องบน พลันถูกเงาดำหนาทึบคืบคลานเข้ากลืน อากาศรอบตัวหยุดนิ่ง ความเย็นจัดไหลบ่าราวกับกำลังจมอยู่ในทะเลน้ำแข็ง ไป๋เหยียนอวี่รู้สึกร่างกายหนักอึ้ง ลมหายใจสะดุดขาด่เพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ทุกอย่างจะปะทุขึ้นพร้อมกัน
ชายคนนั้นหยุดลงหน้าบ่อน้ำ ค่อยๆ หันกลับมา ใบหน้าภายใต้เงาหมวกแก๊ปเผยให้เห็นรอยยิ้มเ็า เขาชูมือขึ้น ปลายนิ้วจับพวงกุญแจนกกระเรียนกระดาษสีเื ก่อนจะมันมาโปรยใส่หญิงสาว
“ท่านจอมมารจะต้องหวนกลับคืนมา...” น้ำเสียงเขาเย็นะเืแต่แฝงไปด้วยความคลุ้มคลั่ง
“ข้าส่งเครื่องสังเวยิญญาดวงสุดท้ายไปให้ท่าน” คำพูดนั้นยังไม่ทันจางหาย
พื้นดินเบื้องหน้ากลับแตกร้าว บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ส่งเสียงครืนต่ำๆ ราวกับมีบางอย่างกำลังขยับตัว แรงดึงดูดบางอย่างกระชากข้อเท้าของไป๋เหยียนอวี่ ร่างของเธอเสียหลัก พื้นหญ้าหายวับไปจากปลายเท้า ก่อนทุกอย่างจะถูกกลืนด้วยความมืดสนิท
ร่างของสารวัตรสาวตกลงไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับความมืดของจันทรุปราคาเต็มดวงที่ปิดท้องฟ้าทั้งผืนและคำรำพึงโบราณที่ดังขึ้นราวเสียงลมกระซิบ...
“ดวงจิตแห่ง์... จงคืนสู่กาลเก่า”
“สารวัตร” เสียงจางเหวินะโลั่น แต่มันก็สายไปแล้ว
ร่างของไป๋เหยียนอวี่ร่วงลงไปในน้ำลึก เสียงน้ำกระเซ็นดังก้องในความเงียบของคืนเดือนมืด
เ้าหน้าที่ที่เหลือรีบวิ่งมารวมกันรอบบ่อ แต่ภายในนั้นกลับไม่มีร่างของสารวัตรไป๋ ไม่มีฟองอากาศ ไม่มีร่องรอยการดิ้นรน
มีเพียงความเงียบ กับผิวน้ำที่สงบนิ่งประหนึ่งกระจกเงา
และทันใดนั้น...แหวนที่เธอสวมอยู่... ก็เรืองแสงจาง ๆ อยู่ใต้ก้นบ่อ คลี่คลุมร่างของเธอไว้ ราวกับจะปกป้องจากบางสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในความมืดมิดใต้ผืนน้ำ เพียงชั่วพริบตา...แสงนั้นก็วูบดับไป
ณ เวลานั้น ไม่มีใครรู้ว่าไป๋เหยียนอวี่... ไม่ได้จมน้ำ แต่เธอได้ "หายไปจากโลกนี้" โดยสมบูรณ์โดยมิถูกกลืนกิน

ยัยน้องเก่งมากค่ะทุกคนประชุมเสร็จยังไม่ทันได้จิบชานั่งพัก วิ่งไล่จับคนร้ายกลางป่าแล้วจ้า
แต่เดี๋ยวก่อน... คนร้ายแม่งไม่ได้วิ่งหนีธรรมดาวิ่งไป ทำพิธีบูชายันต์
คืออะไรคะ!? ตำรวจหญิงสายเหตุผลต้องมาโดนเอาไปเป็เครื่องสังเวยเฉย
ตอนนี้ยัยน้องโดนดูดลงบ่อไปแล้วค่ะ มาลุ้นกันค่ะว่าตอนหน้าจะเป็ยังไง
ระหว่าง “ข้ามภพ” กับ “ขาดใจตาย” อะไรจะเกิดขึ้นก่อนกัน