ท้องฟ้าดูมืดครึ่มราวกับฝนกำลังจะกระหน่ำลงมา มีเพียงวัชพืชที่ขึ้นเต็มไปหมด
หมู่บ้านที่ทรุดโทรมเงียบสงัด ไม่มีคน แม้แต่เสียงเห่าเล็กน้อยของสุนัขสักตัวก็ไม่มี
ฟิ้วววววว!
สายลมที่พัดผ่านตรอกแคบ ๆ พัดพาเอาเศษกระดาษลอยปลิวไปตามทาง ปลิวไปกองที่มุมหนึ่ง เผยให้เห็นอักษรที่ซีดจางจนเลือนหายไปตามกาลเวลา
คำว่า “창고 대개방” (โกดังเปิดกว้าง) ที่พิมพ์ไว้บนเศษกระดาษนั้นกลับถูกละเลยไปโดยไม่ใส่ใจ ก่อนที่ผู้ชายคนหนึ่งจะเหลียวมองไปรอบด้านแล้วส่งสัญญาณมือไปยังพวกพ้องที่ติดตามอยู่ด้านหลัง
ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด คนสามคนในชุดเครื่องแบบทหารเคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา พวกเขากวาดตามองรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง พร้อมทั้งเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่ทำให้ดูเหมือนทหารธรรมดาเลยแม้แต่น้อย…
ทั้งสามคนที่เคลื่อนไหวโดยไม่เอื้อนเอ่ยแม้แต่คำเดียว มาหยุดอยู่หน้าสถานที่ที่กระจกแตกละเอียดและโครงสร้างพังทลายลง มันคืออาคารร้างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็สถานที่จัดงานวิวาห์ สถานที่ที่เคยมีคู่รักมากมายมายังที่แห่งนี้ แต่บัดนี้กลับอบอวลด้วยบรรยากาศที่หดหู่ยิ่งกว่างานศพเสียอีก
ซออีทำหน้าตาเคร่งเครียด ก่อนส่งสัญญาณให้พวกพ้องสองคนที่ตามหลังเข้าไปในอาคารก่อนตัวเองจะรีบตามไปติด ๆ
“พบเป้าหมายแล้ว”
ฮันชิกทรุดเข่าลงหนึ่งข้างตรงหน้าเครื่องะเิขนาดเล็ก และส่งสัญญาณยืนยัน จุดสีแดงที่ปรากฏบนเครื่องติดตามตรงข้อมือของเขาตรงกันพอดีกับตำแหน่งของะเิ
เวลาบนตัวตั้งเวลาของะเิเพิ่งจะผ่านไปได้สามนาที แม้จะช้ากว่าที่คาดไว้ราวหนึ่งนาที แต่ยังเหลือเวลาเพียงพอที่จะปลดชนวนได้ทัน
“การแลกเปลี่ยนต้องเกิดขึ้นตามที่ตกลงไว้ ตอนนี้พวกเราควรทำยังไงดี?”
ซออีเอ่ยถามเสียงเรียบ พลางหันไปมองพวกพ้องสองคนที่ยังมีท่าทีลังเล เสียงที่ออกมานั้นหนักแน่นและบ่งบอกถึงความมุ่งมั่น ทำให้ฮันชิกกับมินอูต้องรีบตั้งสติขึ้นมาอีกครั้ง
ฮันชิกกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ก่อนจะจ้องมองะเิที่ส่งเสียงติ๊ก ๆ อยู่ตรงหน้าอย่างระมัดระวัง เขาพิจารณามันอย่างถี่ถ้วน แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ระมัดระวังไม่แพ้กัน…
แม้อากาศจะไม่ได้หนาวเหน็บ แต่ริมฝีปากที่แห้งแตกและบรรยากาศที่ตึงเครียดก็ทำให้ทุกอย่างชวนอึดอัด ริมฝีปากของฮันชิกแห้งผาก เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“ดูจากรูปร่างแล้ว มีความเป็ไปได้สูงว่าจะเป็ IED (ะเิแสวงเครื่อง) ครับ”
คำตอบของฮันชิกทำให้ริมฝีปากของซออีคลี่ยิ้มขึ้นเล็กน้อยราวกับพึงพอใจ รอยยิ้มที่ขึ้นชื่อเื่ความเ็า แต่ในแววตาของผู้บังคับบัญชาก็ฉายแววแห่งความเชื่อมั่นที่ไม่อาจปิดบังได้
“ดี งั้นตรวจสอบก่อนว่าตัวจุดะเิกับวงจรเชื่อมต่อเป็ยังไงบ้าง”
“รับทราบครับ!”
“ตั้งใจดูให้ดีนะ คราวหน้าจะเป็ตาของนาย”
ซออีหันไปพูดกับมินอูที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ ฮันชิก มินอูเป็อดีตทหารรบพิเศษ แต่ตอนนี้มาฝึกในฐานะทหารอาสาสมัคร เขาเพิ่งเริ่มเรียนรู้การปลดชนวนจริงจัง และทุกครั้งที่มีโอกาส ซออีก็อยากจะถ่ายทอดความรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ครับผม!”
“งั้นเริ่มปลดจากตรงไหนก่อนดี?”
“ก็… จากวงจรหลักครับ”
“ถูกต้อง แต่ต้องระวังลำดับการตัดสายด้วย ถ้าพลาดแม้แต่นิดเดียว ะเิอาจทำงานได้ทันที”
ซออีเตือนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความจริงจังของสถานการณ์
ฮันชิกพยายามระลึกถึงการฝึกซ้อมนับครั้งไม่ถ้วนก่อนหน้านี้ พลางกวาดตามองสายไฟที่พันกันยุ่งเหยิงอยู่ตรงหน้า ระหว่างนั้น เวลาในตัวตั้งเวลาของะเิก็กำลังนับถอยหลังอย่างดื้อดึง เสียงติ๊ก ๆ เร่งเร้าให้เหลือเพียงสองนาทีสุดท้าย
ปกติแล้วเขาแทบไม่เคยรู้สึกว่า่เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่วันนี้กลับต่างออกไป หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมาจากอก มันเต้นรัวเหมือนฝูงผึ้งที่กำลังแตกตื่น
ฮันชิกสูดหายใจลึกเพื่อควบคุมสติ ก่อนจะเอื้อมมือไปตัดสายสีน้ำเงินสด ซออีก็มองตามอย่างเคร่งขรึม
แกร๊ก—
“ตัดได้แล้วครับ!”
ในที่สุด!
สีหน้าของทั้งสามคนพลันเปลี่ยนเป็สดใสทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น
ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด…
ทันใดนั้น สัญญาณเตือนก็ดังขึ้น หน้าจอตัวตั้งเวลาสว่างวาบด้วยแสงสีแดงกะพริบ ตัวเลขที่เหลือเวลามากกว่าหนึ่งนาทีเมื่อครู่กลับกลายเป็ “10” ในพริบตาเดียว!
“อะ… อะไรกันนี่!”
“นี่มันไม่ใช่แค่การฝึกอบรมใช่ไหม!?”