“พี่สาวมู่ พี่สาวมู่อยู่หรือไม่?” ซูเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง นางเลือกไม่ทำแผลเพื่อที่จะให้มู่หลินเห็นสภาพของตนชัดๆ
มู่หลินรู้สึกประหลาดใจมากที่มีคนเรียกชื่อนางที่หน้าประตูบ้าน และเมื่อเห็นภาพของผู้มาเยือนดวงตาของนางก็เบิกกว้างด้วยความใยิ่งกว่า
“เกิดอะไรขึ้นกับเ้า! เหยาเหยา”
ซูเหยายิ้มขื่น “ข้าเข้าไปก่อนได้หรือไม่”
มู่หลินรีบพยักหน้าก่อนจะช่วยพยุงอีกฝ่ายเข้ามาในบ้านแล้วปิดประตู แล้วกุลีกุจอหาน้ำและเศษผ้ามาพันที่แผลให้ซูเหยา
ในขณะที่ทำแผล มู่หลินก็ถอนหายใจเมื่อได้ฟังเื่ราวที่เกิดขึ้นกับเด็กสาวตรงหน้า
“ข้าเองก็ไม่มีสมุนไพรเสียด้วย โชคดีที่เืหยุดไหลแล้ว แม่ของเ้านี่ดียิ่งนัก ให้ท้ายน้องสาวจนเสียผู้เสียคน! เกิดมาข้ายังไม่เคยเจอใครที่ใจดำเท่าแม่ลูกคู่นี้เลย”
“ตอนนั้นข้าแสร้งหมดสติเพราะกลัวว่าจะถูกทำร้ายอีก ก็เลยได้ยินว่าทีแรกพวกเขาหมายใจจะขายข้าให้หอนางโลม แต่พอมีแผลเช่นนี้จึงเปลี่ยนใจจะให้ข้าแต่งงานกับคุณชายโจวสติเฟื่อนแทน” ซูเหยากล่าว
“เ้าหมายถึงเ้าของร้านธัญพืชโจวนั่นใช่หรือไม่”
ซูเหยาพยักหน้า
พอรู้ดังนั้น มู่หลินก็ร้อนใจขึ้นมาครามครัน
“นั่นมันแย่มาก นอกจากเขาจะสติเฟื่อนแล้ว ผู้คนยังลือให้แซดว่าคุณชายผู้นั้นมีนิสัยชอบทำร้ายสาวใช้และภรรยา ข้ารู้มาว่า่นี้ฮูหยินโจวมักจะส่งคนไปตามหมู่บ้านเพื่อตามหาบุตรสาวชาวนา เฮ้อ แล้วชาวไร่ชาวนาจะไปรู้อะไร้! พอเห็นว่าลูกสาวจะได้ตบแต่งกับคหบดีมั่งคั่ง แม้จะไม่มีเกียรติอย่างพวกขุนนางแต่ก็ไม่อดตาย อีกทั้งยังมีกินมีใช้ไม่ขาด พวกเขาจึงส่งลูกสาวไปเป็ภรรยาของคุณชายโจวนั่น” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตั้งใจฟัง มู่หลินก็เร่งเล่าต่อ
“เงินที่ได้ค่าสินสอดก็มากโขอยู่หร๊อกเมื่อเทียบกับการแต่งกับคนธรรมดา แต่นานวันเข้าลูกสาวก็ไม่เคยกลับบ้านเดิมอีกเลย เ้าเดาซิว่าเพราะเหตุใด”
แววตาของซูเหยามีประกายวาบก่อนจะหม่นแสงลงเมื่อนึกถึงชะตาของเ้าของร่างเดิม
“สตรีเ่าั้คงถูกกระทำราวกับเป็ของเล่นที่ใช้เสร็จก็ทิ้ง ทิ้งแบบไร้ลมหายใจ”
มู่หลินพยักหน้าช้าๆ “เ้ายังคิดได้เลย ข้าไม่เชื่อหรอก ว่ามารดาของเ้าจะไม่รู้ข่าวลือพวกนี้ นางมาขายผ้าปักในอำเภออยู่บ่อยครั้ง จะไม่รู้เื่ได้อย่างไร”
“พี่สาวมู่เ้าคะ ข้าอยากหนี แต่กังวลว่าปู่กับย่าจะเป็ห่วง พวกเขาดีกับข้ามากกว่าพ่อแม่เสียอีก ข้าไม่อาจทิ้งพวกเขาได้”
“ข้ารู้ว่าเ้าเป็เด็กดีและการกตัญญูก็เป็น่าชื่นชมแต่ถ้าเ้ากลับไป...ชีวิตของเ้าจะไม่รอด”
แววตาของมู่หลินเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจเมื่อมองไปยังเด็กสาวตรงหน้า นางและซูเหยารู้จักกันมาั้แ่ที่เด็กสาวผู้นี้อายุประมาณแปดหนาว เนื่องจากเด็กสาวมักจะมาที่ร้านโจ๊กของนางเพื่อช่วยงานเป็ประจำ และนางก็มอบอาหารบางทีก็ผักเป็การตอบแทน นานวันเข้ามิตรภาพต่างวัยก็แน่นแฟ้นประหนึ่งเป็คนในครอบครัว
มู่หลินเป็หม้ายสาวที่มีลูกติดหนึ่งคน สามีของนางพลีชีพในสนามรบชายแดนเฉกเช่นซูต้าเซียงลุงใหญ่ของซูเหยา พอเห็นเด็กสาวเนื้อตัวมอมแมมน่าสงสาร ก็อดไม่ได้ที่จะแบ่งปันอาหารให้บ้างในบางครั้งบางคราว
“พี่สาวมู่ ข้าอยากแต่งงาน ท่านมีบุรุษที่พอจะรู้จักแนะนำให้ข้าได้หรือไม่?”
พอเห็นอีกฝ่ายเงียบไป ซูเหยาก็อธิบายเพิ่มเติมว่า
“หากข้าแต่งงาน พวกเขาก็ส่งข้าไปหอนางโลมหรือจวนตระกูลโจวไม่ได้อีกแล้ว ข้าไม่เื่มากหรอกพี่สาว ขอเพียงเขาไม่โหดร้ายเหมือนอย่างคุณชายสติไม่ดีคนนั้นก็พอ”
มู่หลินทำหน้าครุ่นคิด “ไอ้มีมันก็มี แต่ข้าก็ไม่ได้สนิทกับคนผู้นั้นมากนัก แต่เคยได้ยินจากสามีว่าเขาเป็คนดีคนหนึ่งชื่อกู้เซียง กู้เซียงกับสามีข้าถือว่าคุ้นเคยกันและสนิทสนมเนื่องด้วยออกรบร่วมศึกด้วยกันตลอด แต่พอสามีข้าจากไปก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย จนกระทั่งวันก่อนเขามาเยี่ยมข้า เห็นว่าอีกสามสี่วันจะเดินทางกลับไปชายแดนเมืองตงซาน”
ดวงตาของซูเหยาเป็ประกาย เป็ทหารก็ดีน่ะสิ เขาจะได้ไม่ค่อยอยู่บ้านและนางจะได้ชีวิตตามลำพัง
“พี่สาวมู่...ข้าสนใจ กู้เซียงที่ท่านเอ่ยถึง”
“ให้ตายสิ เ้าฟังข้าให้จบก่อนเถิด แม้ข้าและสามีจะคิดว่าเขานั้นดี แต่อายุของเขามากพอๆ กับข้า ห่างจากเ้า 7 ปี อีกทั้งยังแต่งงานแล้ว หนำซ้ำยังมีลูกถึงสองคน”
สีหน้าของซูเหยาหม่นหมองลงทันใด “เขามีลูกมีเมียแล้ว เช่นนั้นข้าก็ไม่สนใจหรอก”
มู่หลินส่ายหน้า “ที่เ้าพูดก็ไม่ถูกเสียทีเดียว กู้เซียงเป็เหมือนพวกเรา หาใช่ขุนนางหรือพ่อค้าวาณิช เขาจึงมีภรรยาเพียงคนเดียว แต่พอแต่งงานได้ไม่กี่วันเขาก็บอกจากครอบครัวไปร่วมรบ นานทีปีหนถึงจะกลับ ไม่สิเห็นว่านี่เป็การกลับบ้านครั้งที่สองของเขา อย่าเสียงดังไปเชียว การกลับมาคราวนี้ทำให้เขาได้รู้ว่าภรรยาสวมหมวกเขียวให้มานานหลายปี เฮอะ สตรีผู้นั้นอ้างว่านางเปล่าเปลี่ยว สามีไม่ดูดำดูดี พิโถ้ะ!”
“แล้วแม่สามีไม่จัดการนางหรือ” ซูเหยาประหลาดใจ
“ไม่รู้สิ อาจเสียชีวิตไปแล้วกระมังเพราะเขาอยู่คนเดียวมาตลอด เื่นี้ข้าไม่รู้แน่ชัด”
“โอ้” ซูเหยาพยักหน้าเข้าใจ ถ้าเสียชีวิตไปแล้วก็มีเหตุผลที่สะใภ้จะปีกกล้าขาแข็งถึงกับสวมหมวกเขียวใบใหญ่ให้สามี
“เพราะอย่างนี้ พอกู้เซียงกลับมาเขาจึงตัดสินใจจะพาลูกชายทั้งสองไปยังเมืองตงซานด้วย ที่ข้านึกถึงกู้เซียงมันประจวบเหมาะกับที่เขามาถามข้าว่าพอจะมีสตรีแนะนำไหม เพราะเขาต้องไปรบและอยากแต่งสะใภ้ไว้ดูแลลูกชายในระหว่างที่เขาไม่อยู่ เด็กสองคนอายุเพียง 6 หนาวเท่านั้นยัง้าคนดูแล เขาเองไม่รู้จักใครและวางความไว้ใจไว้ที่ข้า”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากตัดสินใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อนเอ่ยออกไป “พี่สาวมู่ ข้า้าแต่งงานกับเขา แม้เขาจะมีลูกติดก็ไม่นับเป็อันใด...”
คืนที่ผ่านมาซูเหยาตัดสินใจไม่กลับบ้านซูและค้างคืนอยู่บ้านของมู่หลินเพื่อพักรักษาตัว ไม่ต้องบอกเลยว่าฝ่ายตระกูลซูนั้นร้อนใจมากเพียงใดที่หญิงสาวหายตัวนานเป็ข้ามวัน
“สะใภ้รอง มีคนเห็นว่าเหยาเหยาไปกับเ้า เ้าจะบอกว่าไม่รู้ไม่เห็นเป็ไปไม่ได้” แม่เฒ่าซูใช้สายตาคมกริบมองไปยังสะใภ้คนรองราวกับอ่านความคิดนางได้ทะลุปรุโปร่ง
“ท่านแม่ ข้าจะโป้ปดให้ได้อะไรขึ้นมาล่ะเ้าคะ ข้าเองก็กังวลเจียนตายอยู่แล้ว” คราวนี้นางกังวลแล้วจริงๆ แต่ความกังวลที่ว่านั้นแตกต่างกับแม่เฒ่าซูอย่างสิ้นเชิง
แม่เฒ่าซูเป็ห่วงหลานสาวคนโตกลัวว่าจะได้รับอันตราย ส่วนนางเฉินซื่อนั้นกังวลเื่ตระกูลโจวสายรอง เนื่องด้วยว่ารับปากอีกฝ่ายไว้อย่างดิบดีว่าอีกห้าวันข้างหน้าจะทำการส่งตัวเ้าสาวไปถึงหน้าประตูจวน
เงินก็รับมาแล้วแต่คนกลับหายไป ทีนี้จะทำอย่างไรดี? ถึงจะเป็ตระกูลโจวสายรองแต่ก็ไม่ใช่เื่ดีที่จะไปยุ่งเกี่ยวด้วย หากผิดคำพูดฝ่ายนั้นอาจตามมาเอาเื่ ดีไม่ดีตระกูลซูอาจต้องเสียสละเด็กสาวสักคนเพื่อเป็ตัวแทนของซูเหยา
เฉินซื่อมองไปยังซูเมิ่งก่อนจะรีบปฏิเสธในใจ
ไม่ได้ ลูกสาวนางภายภาคหน้าจะต้องเป็ฮูหยินของคุณชายโจวสายหลักเท่านั้น! เช่นนั้นก็เหลือเพียง...
ซูฉีฉี บุตรสาวของบ้านสามที่มีอายุพอๆ กับซูเมิ่ง จะว่าไปซูฉีฉีก็ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อันใด หากส่งไปให้ตระกูลโจวสายรองก็ไม่น่าจะมีปัญหา
เมื่อคิดได้ดังนั้นนางเฉินซื่อก็ส่งสายตาให้นางหลี่ซื่อ ก่อนจะลากอีกฝ่ายออกไปพูดคุยด้านนอก
“ตระกูลโจว โจวไหนพี่สะใภ้รอง?” หลังจากที่นางหลี่ซื่อได้ฟังก็เอ่ยถาม
“จะโจวไหนเสียอีก ก็ตระกูลโจวที่มีสัญญาหมั้นหมายกับตระกูลซูน่ะสิ”