ตอนที่ 6: ใต้แสงดาว
สายลมยามราตรีพัดผ่านยอดไม้กระทบโขดหินริมหน้าผาสูงชัน ส่งเสียงหวีดหวิวเบาบางระคนเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม เปลวไฟจากกองฟืนแห้งลุกโชติ่ ส่งสะเก็ดไฟสีส้มระยิบระยับลอยขึ้นสู่อากาศที่หนาวเหน็บ กลิ่นสมุนไพรสดและควันไม้อบอวลไปทั่วเพิงผาหินที่ยื่นออกมาราวกับหลังคาธรรมชาติ คอยบดบังไอหมอกหนาจากหุบเขาลึกเบื้องล่าง บนผืนพรมใบไม้แห้ง หลี่เหวินค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ เปลือกตาที่หนักอึ้งเปิดรับประกายแสงจันทร์วันเพ็ญที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า ความเ็ปแปลบปลาบที่แผ่นหลังยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ความร้อนรุ่มทรมานของพิษร้ายกลับมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความอบอุ่นสายหนึ่งที่กำลังไหลเวียนหล่อเลี้ยงเส้นชีพจรทั่วร่าง
เมื่อเขายันกายลุกขึ้นนั่ง พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับร่างเพรียวบางของซูเม่ยที่นั่งพิงโขดหินอยู่ข้างกองไฟ ใบหน้างดงามหมดจดของนางดูซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากที่เคยชมพูระเรื่อบัดนี้แห้งผาก ลมหายใจของนางแ่เบาและสม่ำเสมอ แขนเสื้อข้างขวามีรอยคราบเืแห้งกรังจากการฝืนใช้วิชาปราณจันทราคืนชีพเพื่อช่วยชีวิตเขา
หลี่เหวินมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและปวดใจ เขารู้ดีว่าวิชาของสำนักกระบี่ฟ้าใสเน้นความบริสุทธิ์ของพลังหยิน การที่นางยอมถ่ายทอดลมปราณเพื่อดึงพิษเข้าสู่ร่างตนเอง ย่อมหมายถึงการนำชีวิตเข้าแลกอย่างแท้จริง เขาค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้ ถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนเองออกอย่างระมัดระวัง แล้วคลี่ห่มลงบนร่างบางของนางอย่างแ่เบา
ทว่าการเคลื่อนไหวนั้นทำให้ซูเม่ยที่หลับใหลอย่างระแวดระวังสะดุ้งตื่นขึ้นมาในทันที ดวงตาครามใสดุจผืนน้ำแข็งเบิกกว้าง มือเรียวคว้าเข้าที่ด้ามกระบี่หงส์เหินตามสัญชาตญาณ ก่อนจะชะงักลงเมื่อเห็นว่าเป็หลี่เหวินที่กำลังส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้
"เ้าฟื้นแล้วหรือ..." ซูเม่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า นางรีบชักมือกลับแล้วแสร้งทำเป็จัดเสื้อคลุมเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหว
"ข้าฟื้นแล้ว... และข้ารู้ว่าเ้าทำสิ่งใดลงไปเพื่อช่วยข้า" หลี่เหวินนั่งลงเคียงข้างนาง สายตาของเขาจับจ้องมองดวงหน้าซีดเซียวของนางโดยไม่ละสายตา "แม่นางซู เ้าช่างโง่เขลานัก การฝ่าฝืนกฎสำนักและยอมเอาลมปราณตนเองมารองรับพิษร้ายเพื่อคนพเนจรไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นข้า มันคุ้มค่าแล้วหรือ"
"ข้าเพียงแต่ไม่้าติดค้างหนี้บุญคุณผู้ใด" ซูเม่ยหันหน้าหนีไปมองดวงดาวบนฟากฟ้า พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกที่เอ่อล้นอยู่ในอก "เ้าเอาตัวเข้ารับอาวุธลับแทนข้า หากข้าปล่อยให้เ้าตายไปต่อหน้าต่อตา ข้าคงไม่อาจก้าวเดินบนเส้นทางแห่งจอมยุทธได้อย่างเต็มภาคภูมิ"
"เพียงเพื่อลบล้างหนี้บุญคุณเท่านั้นหรือ?" หลี่เหวินเอ่ยถามเสียงเบา
น้ำเสียงของเขาไร้แววล้อเล่นเหมือนทุกครั้ง มีเพียงความจริงใจที่สะท้อนออกมาจากส่วนลึก "หยาดน้ำตาที่เ้าหยดลงบนแก้มข้าในห้องศิลาใต้พิภพ... เสียงกรีดร้องของเ้าตอนที่ข้าหมดสติไป... สิ่งเ่าั้ก็เป็เพียงเพราะหนี้บุญคุณด้วยงั้นหรือ"
คำพูดของเขาทำให้หัวใจของซูเม่ยกระตุกวูบ นางนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ปล่อยให้สายลมหนาวพัดผ่านร่าง ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วเพิงผา มีเพียงเสียงฟืนปะทุในกองไฟที่ดังเป็ระยะ ใต้ผืนฟ้าราตรีที่ประดับประดาด้วยดวงดาราพราวระยับ ซูเม่ยสูดลมหายใจลึกก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
"ั้แ่จำความได้ ข้าถูกเลี้ยงดูมาในสำนักกระบี่ฟ้าใส เ้าสำนักสอนข้าเสมอว่า ผู้ฝึกกระบี่ต้องตัดขาดจากอารมณ์ความรู้สึก หัวใจต้องนิ่งสงบดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น ความรักและความผูกพันเป็เพียงสิ่งลวงตาที่จะบั่นทอนเพลงกระบี่ให้ทื่อลง" นางก้มลงมองฝ่ามือตนเอง "ข้าปิดกั้นหัวใจมาตลอดสิบกว่าปี ไม่เคยให้ผู้ใดก้าวข้ามกำแพงเข้ามาได้ จนกระทั่งข้าได้พบกับเ้า... คนบ้าบิ่นที่ไม่เคยสนใจกฎเกณฑ์ใดๆ แต่กลับยอมสละชีวิตตนเองเพื่อปกป้องข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
หลี่เหวินมองนางด้วยสายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเข้าใจ เขายกมือขึ้นประสานไว้ที่ท้ายทอย เอนกายพิงโขดหินแล้วแหงนมองท้องฟ้ายามค่ำคืน "เ้าถูกสอนให้ตัดขาดจากความรู้สึก แต่ข้ากลับเติบโตมาพร้อมกับความรู้สึกที่รุนแรงจนแทบจะเผาผลาญตัวเอง... ครอบครัวของข้า ตระกูลหลี่แห่งเจียงหนาน ถูกสังหารล้างตระกูลในคืนที่ฝนตกหนักเมื่อสิบปีก่อน พ่อแม่และพี่น้องของข้าตายเกลื่อนกลาดต่อหน้าต่อตา มีเพียงข้าที่รอดชีวิตมาได้ราวกับสุนัขข้างถนน"
ซูเม่ยหันขวับมามองเขาด้วยความตกตะลึง นางไม่เคยคิดเลยว่าเื้ัรอยยิ้มทะเล้นและความไม่ยี่หระต่อโลกของบุรุษผู้นี้ จะซุกซ่อนโศกนาฏกรรมอันแสนเ็ปไว้มากมายถึงเพียงนี้
"ข้าฝึกดาบอย่างบ้าคลั่ง ท่องไปทั่วยุทธภพเพื่อตามหาคนร้ายที่ลงมือและผู้อยู่เื้ั ดาบสีนิลเล่มนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการล้างแค้นเท่านั้น" หลี่เหวินกล่าวต่อ น้ำเสียงของเขาเจือแววขมขื่น "ข้าคิดมาตลอดว่าชีวิตนี้มีคุณค่าเพียงเพื่อความตายของศัตรู จนกระทั่งได้ร่วมเดินทางกับเ้า ได้เห็นความมุ่งมั่น และได้เห็นรอยยิ้มที่แท้จริงของเ้าใต้แสงจันทร์... มันทำให้ข้าเริ่มตระหนักว่า ยุทธภพนี้อาจยังมีสิ่งอื่นที่ควรค่าแก่การมีชีวิตอยู่เพื่อปกป้อง"
เขาลดสายตาลงมาสบกับดวงตาของซูเม่ย แสงดาวระยิบระยับสะท้อนในแววตาของทั้งคู่ หลี่เหวินเอื้อมมือหนาไปกุมมือเรียวที่เย็นเฉียบของนางไว้ช้าๆ คราวนี้ซูเม่ยไม่ได้ดึงมือหนีหรือชักกระบี่ออกมาข่มขู่ นางปล่อยให้ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านเข้ามาสู่หัวใจ ละลายความอ้างว้างและาแในอดีตที่ฝังลึกมาเนิ่นนาน
"ซูเม่ย... ข้าไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะอันตรายเพียงใด หรือความจริงเื่คัมภีร์ดาราจรัสจะนำพาเราไปสู่สิ่งใด" หลี่เหวินกระซิบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและอ่อนหวาน "แต่ข้าสัญญาว่า ตราบใดที่ลมหายใจของข้ายังไม่สิ้นสูญ ดาบเล่มนี้จะไม่มีวันยอมให้ใครทำร้ายเ้าได้อีกเป็อันขาด"
หยาดน้ำตาใสๆ คลอเบ้าตาของซูเม่ยอีกครั้ง แต่มิใช่หยาดน้ำตาแห่งความหวาดกลัวหรือเ็ป หากแต่เป็หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตัน นางบีบมือของเขาตอบเบาๆ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มงดงามที่เปล่งประกายเจิดจ้ากว่าดวงดาราทั้งปวงบนท้องฟ้า
"ข้าก็จะไม่ยอมให้เ้าต้องต่อสู้ตามลำพังอีกต่อไปเช่นกัน หลี่เหวิน"
ใต้แสงจันทร์วันเพ็ญและดวงดาราที่พร่างพรายไปทั่วเวหา สองดวงใจที่เคยแตกสลายและโดดเดี่ยวได้หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างเงียบเชียบ ทว่าไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ในเงามืดที่กำลังคืบคลานเข้ามาพร้อมกับรุ่งอรุณ ความจริงอันโหดร้ายเกี่ยวกับอดีตของทั้งสองกำลังจะถูกเปิดเผย และมันจะเป็บททดสอบครั้งใหญ่ที่จะสั่นคลอนความเชื่อใจที่เพิ่งก่อตัวขึ้นนี้จนถึงรากฐาน