บทที่ 44 อัจฉริยะ (รีไรต์)
“พรสวรรค์คืออะไร?”
โกวเซิงยืนอยู่ข้าง ๆ มองดูอย่างตั้งใจ ดวงตาของเด็กน้อยฉายแววอิจฉาเล็กน้อย
“พรสวรรค์คือสิ่งที่คนอื่นต้องเรียนรู้อย่างยากลำบากเป็นสิบปี แต่ก็ยังสู้คนที่เรียนรู้แค่สามวันไม่ได้ อย่างเช่น การวาดรูป บางคนแค่หยิบพู่กันขึ้นมาก็สามารถวาดสิ่งที่เห็นได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่บางคนแม้จะฝึกฝนทุกวัน ก็ยังวาดได้แข็ง ๆ ไม่มีชีวิตชีวา”
เมิ่งว่านถังพูดไปด้วยแล่ปลาไปด้วยโดยไม่ความเร็วไม่ลดลงแม้แต่น้อย
แล่ท้องปลาอย่างคล่องแคล่ว นำเครื่องในออกมา แล้วจัดการปลาให้สะอาดเรียบร้อยอย่างง่ายดาย
เธอมองโกวเซิงที่กำลังครุ่นคิด ไม่อยากให้เด็กคนนี้โตขึ้นมาแค่ 10 กว่ายี่สิบปีก็ถูกคนฆ่าตาย
“ลู่ซุ่ยเหอ มีอะไรที่ลูกอยากทำเป็นพิเศษไหม?”
โกวเซิงเอียงหัวคิด “ผมอยากกินเนื้อทุกวัน”
“กินเนื้อทุกวันเดี๋ยวก็เบื่อแล้ว แถมกินเนื้อมากเกินไปยังเป็นภาระหนักต่อร่างกายของลูกด้วย ลูกจะอ้วน เป็นโรคความดันโลหิต โรคหลอดเลือดหัวใจและอื่น ๆ อีกมากมาย สรุปคือ ต้องกินทั้งเนื้อสัตว์และผัก โดยเฉพาะผักที่ขาดไม่ได้” เมิ่งว่านถังรู้สึกว่าบรรยากาศแปลกๆ เธอจึงหันไปมอง ก็พบกับสายตาตำหนิคู่หนึ่ง
โกวเซิงกระโดดขึ้นมาพร้อมกับตะโกนเสียงดัง “ผมก็รู้อยู่แล้วว่าแม่ไม่หวังดีกับผม แม่แค่อยากกินเนื้อคนเดียวใช่ไหม! ถ้าแม่ไม่อยากให้ผมกินเนื้อก็บอกมาตามตรง ไม่จำเป็นต้องแกล้งทำเป็นใจดี ลู่โกวเซิงไม่กินเนื้อก็ไม่ตายหรอก!”
“...”
เมิ่งว่านถังลืมไปว่าความคิดของตัวเองนั้นล้ำสมัยเกินไป ล้ำไปหลายสิบปีเลยทีเดียว
เด็กคนนี้คงคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงใจร้ายที่มีเจตนาไม่ดีและกำลังหลอกลวงตัวเองอยู่
“ที่แม่จะพูดก็คือไม่ควรกินแต่เนื้อทุกวัน” เมิ่งว่านถังพยายามอธิบาย
โกวเซิงพูดอย่างเย่อหยิ่ง “ผมอยากกินทุกวัน กินทุกมื้อ”
“ลูกสามารถกินเนื้อหมูได้ทุกวัน กินทุกมื้อก็ได้ แต่ให้กินครั้งละสองชิ้น แบบนี้ต่อให้กินทุกวันก็ไม่เป็นไร แถมยังกินไก่ เป็ด ปลา เนื้อแกะ และวัวพร้อมกันได้ด้วย แต่ที่สำคัญคือต้องกินผักเยอะ ๆ ด้วย”
เมิ่งว่านถังกลัวว่าเด็กคนนี้จะจำได้แค่ประโยคสุดท้าย จึงถือปลาแล้วเดินเข้าไปในบ้าน
เธอเดินมาถึงประตูแล้ว โกวเซิงยังตะโกนไล่หลังมาว่า “แม่แค่อยากหลอกให้ผมกินผักก็ใช่ไหมล่ะ ผมไม่หลงกลหรอก!”
“...”
พอแล้ว!
อธิบายไปก็เท่านั้น
ขอเวลาอีกสองปี ให้เธอหาเงินก่อนเถอะ
ถึงตอนนั้นจะได้กินเนื้อทุกวัน ดูซิว่าเจ้าตัวแสบนี่จะยังโวยวายอีกไหม
“วันนี้จะทำปลานึ่งซีอิ๊ว แล้วก็ต้มซุปหัวปลาดีไหม?” เมิ่งว่านถังถือปลาเข้ามาในบ้าน แล้วนำปลาไปหมักเกลือ ก่อนจะเข้าไปถามลู่ชิงเหยี่ย
ลู่ชิงเหยี่ยชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “อะไรก็ได้”
เขาไม่เลือกกิน
“งั้นกินกับข้าวนะ? ซุปหัวปลาใส่ข้าวก็อร่อยดีนะ” เมิ่งว่านถังพึมพำกับตัวเองพลางหันหลังออกไปทำอาหาร
โกวต้านไม่ต้องรอให้เมิ่งว่านถังเรียก ก็หยิบฟืนมาแล้วนั่งหน้าเตาเย็น ๆ ก่อไฟ
เด็กคนนี้อาจจะพูดน้อย แต่ดวงตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
แต่คนส่วนใหญ่มองเห็นแค่โกวเซิงที่เป็นเด็กดื้อรั้น
“ลู่อวิ๋นเหอ วันนี้ไม่ต้องก่อไฟแล้ว ไปเล่นก่อนเถอะ”
เมิ่งว่านถังรู้สึกว่าตัวเองควรใส่ใจลู่อวิ๋นเหอที่ไม่เก่งเรื่องพูดจา แต่เป็นคนหนักแน่นและเข้าใจเรื่องราวให้มากขึ้น
“ผมไม่อยากออกไปเล่น ก่อไฟก็พอแล้ว” โกวต้านใส่ฟืนเข้าไป แล้วเงยหน้าขึ้นมาถามเธอ “จุดไฟได้เลยไหมครับ?”
“จุดได้แล้ว”
โกวต้านรีบจุดไฟทันที
เมิ่งว่านถัง มองด้วยสายตาซับซ้อน คิดสักครู่แล้วถามว่า “ลู่อวิ๋นเหอ แม่สอนท่องสูตรคูณแม่เก้าให้เอาไหม?”
“มันคืออะไรครับ?” ดวงตาโกวต้านฉายแววสงสัย
“เก้าคูณเก้าเท่ากับเท่าไหร่ ลูกรู้ไหม?” เมิ่งว่านถังยกตัวอย่าง
โกวต้านส่ายหัว “ไม่รู้ครับ”
“ถ้าลูกท่องสูตรคูณได้ก็จะคำนวณออกมาได้ง่าย ๆ คำตอบคือแปดสิบเอ็ด เพราะเก้าคูณเก้าเท่ากับแปดสิบเอ็ด”
“ผมอยากเรียน!” โกวต้านพูดด้วยน้ำเสียงเร่งรีบเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้อยากเรียนจริง ๆ
เมิ่งว่านถังรู้สึกประหลาดใจ ไม่คิดว่าโกวต้านจะชอบเรียนขนาดนี้
“งั้นท่องตามแม่นะ หนึ่งคูณหนึ่งเท่ากับหนึ่ง หนึ่งคูณสองเท่ากับสอง”
โกวต้านท่องตามอย่างตั้งใจ “หนึ่งคูณหนึ่งเท่ากับหนึ่ง หนึ่งคูณสองเท่ากับสอง”
“สองคูณสองเท่ากับสี่”
“สองคูณสองเท่ากับสี่”
“หนึ่งคูณสามได้สาม สองคูณสามได้หก สามคูณสามได้เก้า”
“หนึ่งคูณสามได้สาม...”
...
เมิ่งว่านถังสอนแค่ถึงตรงสามคูณสามได้เก้าเท่านั้น
หม้อก็เริ่มร้อนแล้ว
เธอเทน้ำมันลงในหม้อ แล้วใส่ชิ้นปลาลงไป ตั้งใจจะสอนโกวต้านต่อ ใครจะรู้ว่าพอตั้งใจฟัง ก็ได้ยินเสียงเด็กคนนี้ท่องอยู่คนเดียว
ทั้ง ๆ ที่เธอสอนไปแค่รอบเดียว โกวต้านกลับจำได้หมดแล้ว
“ลูกจำได้หมดแล้วเหรอ?” เมิ่งว่านถังถามอย่างตื่นเต้นดีใจ
โกวต้านเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ แต่ก็ยังคงพยักหน้า
“พระเจ้า!”
เมิ่งว่านถังรีบย่อตัวลงทันที ประคองใบหน้าของเจ้าตัวน้อย แล้วพูดด้วยความดีใจอย่างที่สุดว่า “โกวต้าน นี่ลูกฉลาดขนาดนี้เลยเหรอ!”
โกวต้านเปลี่ยนสีหน้าจากตกใจเป็นไม่สบอารมณ์ในพริบตา
แท้จริงแล้วลู่อวิ๋นเหอก็เป็นแค่ชื่อที่เธอเรียกเล่น ๆ เท่านั้น ในใจของเธอยังคงเรียกเขาว่าโกวต้านอยู่ดี
น้องชายพูดถูก แม่ชอบหลอกคนอื่นจริง ๆ
“งั้นแม่สอนต่อนะ” เมิ่งว่านถังดีใจจนเผลอใส่น้ำมันลงในหม้อมากไปหน่อย “หนึ่งคูณสี่เท่ากับสี่ สองคูณสี่เท่ากับแปด...”
“หนึ่งคูณห้าเท่ากับห้า สองคูณห้าเท่ากับสิบ สามคูณห้าเท่ากับสิบห้า...”
...
“หนึ่งคูณเก้าเท่ากับเก้า สองคูณเก้าเท่ากับสิบแปด... เก้าคูณเก้าเท่ากับแปดสิบเอ็ด พระถังซัมจั๋งไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่ตะวันตก ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากถึงเก้าคูณเก้าแปดสิบเอ็ดครั้ง”
เมิ่งว่านถังพูดจบ โกวเซิงก็โผล่หัวมาจากข้าง ๆ ถามว่า “พระถังซัมจั๋งคือใคร? ทำไมต้องไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่ตะวันตกด้วย? ไปทางตะวันตกไม่ใช่ตายเหรอ? หรือว่าคนเราตายแล้วไม่ได้ตายแค่ครั้งเดียว แต่ต้องตายเก้าคูณเก้าแปดสิบเอ็ดครั้ง?”
“...”
เมิ่งว่านถังถึงกับพูดอะไรไม่ออก
“รอให้ลูกโตขึ้นเดี๋ยวก็จะรู้เอง”
เมิ่งว่านถังใช้มารยาหญิงหลอกล่อโกวเซิง ทว่าโกวเซิงเบะปากอย่างไม่พอใจ พูดอย่างดูถูกเหยียดหยามว่ “แม่หลอกผมต่อไปเถอะ”
“ไปเด็ดใบฮั่วเซียงมาให้แม่หน่อยสักสองสามใบ”
พอดีปลาทอดใกล้จะสุกแล้ว เมิ่งว่านถังจึงใช้ให้โกวเซิงไปทำงาน
โกวเซิงเชิดหน้า เดินไปที่กำแพงด้านตะวันตกของบ้าน
เมื่อไม่กี่วันก่อนตอนปลูกผัก เมิ่งว่านถัง พบว่าที่มุมกำแพงมีใบฮั่วเซียงขึ้นอยู่เยอะแยะที่มุมกำแพง ใบใบฮั่วเซียงสามารถดับกลิ่นคาวได้ เอามาล้างให้สะอาดแล้วหั่นใส่ลงไปในหม้อ ผัดสองสามที ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มกลิ่นหอม แล้วยังดับกลิ่นคาวได้ด้วย
โกวเซิงเด็ดกลับมา เมิ่งว่านถังรับมาล้างแล้วเอาเข้าไปในบ้าน หั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วใส่ลงไปผัดในหม้อ
เมิ่งว่านถังเห็นว่าหัวปลาหมักได้ที่แล้ว รอให้ชิ้นปลาสุก รอจนชิ้นปลาสุกได้ที่ ก็เทน้ำมันลงไปในหม้อ ใส่หัวปลาลงไปทอดจนเหลืองทองทั้งสองด้าน ใส่เหล้ากับขิงและกระเทียมลงไป สุดท้ายก็เติมน้ำเปล่า ต้มจนน้ำเป็นสีขาวนม
ต้มประมาณสิบนาที ก็ใส่เต้าหู้ที่หั่นไว้แล้วลงไป
ประมาณห้านาทีต่อมาค่อยใส่เครื่องปรุง
กลิ่นหอมของปลาทอดหอมอบอวล รสชาติของน้ำซุปปลาก็หอมน่าทาน
สายลมอ่อน ๆ พัดเบา ๆ เด็กข้างบ้านร้องไห้งอแงอยากกินเนื้อ
“กินๆ ๆ วัน ๆ รู้จักแต่กิน! ดูตัวเองสิ นอกจากกินแล้วยังทำอะไรเป็นอีก?” หญิงชราข้างบ้านด่าออกมาทันที “ถ้าข้างบ้านกินขี้ แกก็จะกินด้วยรึไง?”
เมิ่งว่านถัง “...”
อันที่จริงเธอไม่อยากก่อเรื่อง แต่ใครจะไปรู้ แค่ลมพัดเบา ๆ โกวเซิงที่อยู่ข้างๆ ก็ตะโกนลั่นว่า “ยายแก่บ้าสิที่กินขี้!”
“ไอ้เด็กเวรพูดถึงใคร?”
ยายหม่าข้างบ้านยังไม่เป็นอะไรเลย ถึงได้มาทะเลาะกับเด็กข้ามกำแพงแบบนี้
โกวเซิงเอามือประกบปากตะโกน “ผมก็ด่ายายแก่บ้านั่นแหละ!”
“ไอ้ลูกโสเภณีเอ๊ย ลองพูดอีกทีซิ?” ยายหม่าเกือบเป็นลมจับด้วยความโกรธ
เมิ่งว่านถังรีบเอามือปิดหูเสี่ยวพ่างโดยไม่รู้ตัว แต่เด็กอีกสองคนได้ยินเสียงนั้นไปแล้ว
โกวต้านและโกวเซิงโกรธมาก แต่ปฏิกิริยาของพวกเขาเหมือนว่าพวกเขาจะชินกับเรื่องแบบนี้แล้ว
หัวใจของเมิ่งว่านถังกระตุกวูบ สีหน้าของเธอย่ำแย่สุด ๆ