ไม่นานพิไรที่ลุกไปตามแสงพรายก็กลับขึ้นเรือนมาพร้อมเจ้าหนุ่ม
“เป็นยังไง เจ้าได้เห็นพระใหญ่ในวิหารวัดแล้วใช่ไหม”ปู่หลวงถามขึ้นทันทีที่ชายหนุ่มขึ้นมานั่งพับเพียบอยู่บนโถงชานกว้าง
“เห็นแล้วขอรับข้าพเจ้าได้กราบไหว้บูชาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”
“อืม ดี..ทีนี้ข้าจะถามเจ้าองค์พระใหญ่มีจุดเด่นอยู่ตรงไหน ลีลาและฌานตั้งอยู่จุดใดเนื้อทองที่ใช้ทำเป็นอย่างไร ไหนเจ้าลองว่ามาสิ”
พิไรถึงกับอึ้งเมื่อได้ฟังคำถามของปู่หลวงตลอดเวลาที่นางปรนนิบัติรับใช้พ่อปู่มาไม่เคยได้ยินท่านถามใครในลักษณะนี้มาก่อนจึงอดคิดในใจไม่ได้ว่า สมแล้วที่แสงพรายจะเคร่งเครียดเงียบงัน เพราะรู้ตัวว่าจะเจอกับปัญหาที่ไม่อาจตอบอธิบายได้แต่แล้วก็ได้ยินเสียงชายหนุ่มกล่าวว่า
“องค์พระใหญ่เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิจุดเด่นขององค์พระย่อมอยู่ ณ จุดที่เป็นฐานตั้งแห่งสมาธิ.. ลักษณะองค์สมาธินิ่งลึกแต่พระพักตร์มีรอยแอบแย้มพระสรวลและเปลือกพระเนตรปกลงมาครึ่ง คล้ายกึ่งกระทบผัสสะ(สัมผัส) จากอายตนะ (เครื่องเชื่อมต่อ) แต่สงบระงับด้วยฌานสมาธิแม้ทรงรับรู้ด้วยพระเนตรแต่จิตกลับสงบเย็น องค์สมาธิย่อมอยู่รวมที่พระนลาฏ(หน้าผาก) ซึ่งพระนลาฏย่อมเป็นจุดเด่นขององค์พระใหญ่ขอรับ”
“ถูกต้อง”พ่อปู่หลวงกล่าวรับคำพร้อมโคลงศีรษะขึ้นลงเป็นเชิงยอมรับ นัยน์ตาเบิกกว้างวาวก่อนจะได้ยินเจ้าหนุ่มกล่าวต่อว่า
“ส่วนลีลาและฌานสมาธิเป็นอรูปไม่มีองค์น้ำหนัก ไม่ปรากฏรูปเป็นชายหรือหญิง หลุดพ้นจากข้อผูกมัดทั้งปวง..ทองที่ใช้หล่อองค์พระ ดูจากเลื่อมพรายของผิว ข้าพเจ้าคะเนว่าใช้ทองคำบริสุทธิ์ ๙ส่วน เงิน ๘ ส่วน ทองแดง ๗ ส่วน สังกะสี ๖ ส่วนและปรอท ๕ ส่วนหลอมรวมในเบ้าเดียวเคี่ยวให้ร้อนอยู่ไม่ต่ำกว่าสามชั่วยามจนเป็นเนื้อเดียวแล้วจึงเทลงเบ้าพิมพ์เพียงแต่.. ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าทำไมเนื้อทองจึงมันวาวได้เช่นนี้”
ปู่หลวงหัวเราะชอบใจ กล่าวชื่นชมว่า
“สมแล้วที่เป็นศิษย์ของพ่อแสงใหญ่พี่ชายข้า.. รู้ผัสสะ อายตนะและอารมณ์ที่ซ่อนในงานศิลป์ และรู้ธาตุที่มาแห่งเหตุ”
“ข้าพเจ้าตอบตามที่พอจะพิจารณาได้แต่การทำให้เนื้อทองวาวเลื่อมพราย หาได้รู้ไม่”
ปู่หลวงไม่ต่อคำเรื่องเนื้อทองวาวเพียงกล่าวว่า
“เจ้ารู้ไหม เมื่อราวยี่สิบปีก่อนครั้งที่พ่อแสงใหญ่เดินทางกลับมาเยี่ยมเราที่สุโขทัยเป็นจังหวะที่พ่อขุนพระยาลิไททรงมีพระราชดำริให้สร้างพระใหญ่องค์นี้ขึ้นทรงโปรดเกล้าฯ ให้เราเป็นผู้ดำเนินการ แต่ผู้ที่ทำการปั้นขึ้นรูปและหล่อทองจริงๆก็คือตัวพี่ชายของข้า ผู้มีฝีมือเหนือกว่าข้ามากนัก”
“ข้าพเจ้าเคยได้ยินปู่แสงใหญ่เล่าให้ฟังเหมือนกันว่าครั้งสุดท้ายที่กลับมาเมืองเหนือได้ช่วยสร้างพระใหญ่ขึ้นหนึ่งองค์ ข้าพเจ้าเพิ่งทราบว่าคือพระพุทธรูปองค์นี้เอง”แสงพรายกล่าวด้วยเสียงตื้นตัน เมื่อรู้ว่าองค์พระใหญ่ที่ตนได้ไปกราบไหว้คือฝีมือการปั้นรูปและหล่อขึ้นของอาจารย์ตน
เสียงคนเดินขึ้นเรือนชานแลไปเห็นจุกและหญิงสาวคนหนึ่งยกสำรับอาหารมา
“เอาละ เจ้าไปพักกินข้าวเถอะพอเสร็จแล้วค่อยขึ้นมาใหม่ข้าจะให้เจ้าไปเช็ดถูทำความสะอาดเครื่องมือช่างที่อยู่ในหอช่างข้างบนนี้”
ปู่หลวงสั่งพลางขยับกายเตรียมลุกไปยังวงสำรับข้าวที่จัดวางอยู่กลางโถงชานกว้างส่วน “หอช่าง” ที่ท่านกล่าวถึง คือห้องที่ปลูกต่อกับนอกชานด้านหลังเอาไว้เก็บเครื่องมือช่างที่สำคัญหรือหายาก
“ข้าพเจ้ายินดีเป็นอย่างยิ่งเชิญปู่หลวงรับอาหารเถอะ แล้วสักพักข้าพเจ้าค่อยขึ้นมาจัดการเรื่องที่ท่านสั่ง”
เมื่อแสงพรายและคนนำสำรับอาหารลงจากเรือนไปแล้วพิไรจึงกล่าวขึ้นกลางวงสำรับข้าวที่นางและบิดาร่วมรับอาหารพร้อมปู่หลวงเป็นประจำ
“ที่แท้องค์พระใหญ่เป็นฝีมือของปู่แสงใหญ่ถ้าอย่างนั้นก็ไม่น่าแปลกใจที่แสงพรายจะตอบคำถามของพ่อปู่ได้”นางกล่าวแย้งไม่เห็นพ้องเมื่อได้ฟังคำของปู่หลวงและบิดาต่างสนทนาชื่นชมชายหนุ่มหลังลงจากเรือนไป
“เจ้ากล่าวเช่นนั้นก็ไม่ถูกเดิมเมื่อครั้งจัดสร้าง พระใหญ่องค์นี้ไม่ได้ประดิษฐานยังวัดพระพายหลวงต่อมาอีกหลายปีเมื่อพระประธานองค์เดิมที่เป็นปูนปั้นแต่ครั้งโบราณได้พังลงองค์พ่อขุนพระยาลิไทจึงโปรดให้ย้ายพระใหญ่องค์นี้มาประดิษฐานแทนเรื่องนี้คงไม่มีช่างที่เมืองนครฯ คนใดจะรู้ รวมทั้งพ่อแสงพรายด้วย”
เรื่องการสร้างพระใหญ่และการนำมาประดิษฐานยังวัดพระพายหลวงเกิดขึ้นก่อนที่พิไรจะเกิดนางจึงไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวมาก่อน แต่ด้วยอคติที่มีต่อชายหนุ่ม ยังคงกล่าวแย้งไปว่า
“แต่ก็ไม่ใช่จะเก่งมากมายผิวทองที่เลื่อมพรายก็ยังไม่รู้ว่าทำอย่างไร”
ปู่หลวงสั่นศีรษะ คล้ายอ่อนใจอธิบายว่า
“เรื่องการผสมสารและกรรมวิธีทำให้ผิวทองมันวาวเลื่อมพรายเป็นสูตรลับเฉพาะของตระกูลเราตั้งแต่อยู่เชียงแสนจะถ่ายทอดให้แค่บุตรหลานหรือศิษย์เอกเท่านั้น ข้าเองก็ถ่ายทอดให้แค่พ่อของเจ้าเท่านั้นส่วนพ่อแสงใหญ่เขาคงจะเก็บไว้ถ่ายทอดให้หลานชายเขาเช่นกัน”
“ถ้าอย่างนั้นพ่อพรายของพ่อปู่ก็คงเป็นศิษย์ระดับกลางๆ จากสำนักเมืองนครฯ..ก็ยังดีที่ตอบคำถามพ่อปู่ได้ เห็นเคร่งเครียดเหมือนแบกโลกอยู่ตั้งนาน”บุตรสาวศิษย์เอกของปู่หลวงยังคงกล่าวดูแคลน
“ที่เจ้ามาบอกว่าเขาเคร่งเครียดเพราะเรื่ององค์พระใหญ่คงจะไม่ใช่.. คนที่สามารถบอกถึงจุดเด่นขององค์พระได้ต้องใช้จิตที่สัมผัสขณะอยู่เบื้องหน้าองค์พระ หากแม้ในขณะนั้นไม่สามารถรับรู้ได้ต่อให้ออกไปเดินทอดเวลาอยู่ที่ตลาดปสานทั้งวัน ก็ไม่สามารถบอกออกได้ เช่นเดียวกับการจำแนกเนื้อทองหากแม้นดูด้วยตาสัมผัสด้วยมือแล้วยังไม่สามารถบอกได้คงมีแต่ต้องกระเทาะเนื้อโลหะออกมาเผาหลอมแล้วเทลาดลงแผ่นพื้นซึ่งปูเอียงนับโลหะที่เรียงลำดับทอดไหลลงมาการที่พ่อพรายสามารถแจกแจงออกมาได้เพียงแค่การมองหรือสัมผัส นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ”
พิไรจำนนด้วยคำของปู่หลวงแต่แล้วก็พาลคิดขึ้นมาในใจ
“ถ้าไม่ใช่เรื่ององค์พระ แล้วเขาหมกหมุ่นกังวลด้วยเรื่องอันใด..หลังจากได้เข้าไปในวิหารวัดพระพายหลวง”
--------------------------------------------------