อัลโบคลางแคลงใจสงสัยว่าดยุกฟอนเทียน่าหรือดยุกยุกโนอาจอยู่เื้ัเื่นี้
แต่จากที่เขาประเมินแล้วว่าฟอนเทียน่าศรัทธาต่อพระาาเกินกว่าจะทำเื่แบบนี้ได้จึงไม่น่าจะใช่คนร้าย
บุคคลที่น่าสงสัยที่สุดจึงตกเป็ดยุกยุกโนแต่ต่อให้ยุกโนมันเป็คนทำจริงๆ เราคงจับตัวมันไม่ได้ง่ายๆ หลักฐานก็ไม่มีไอ้เ้าคนสวมหน้ากากนั้นก็ตายไปแล้วด้วย ไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมเลย
แต่จะว่าไปเ้าเด็กริโอะที่บังเอิญอยู่ในเหตุการณ์นั่นก็น่าสงสัยดยุกยุกโนก็ไม่ส่อพิรุธอะไรด้วย หรือว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องจริงๆแต่เราวางแผนไว้เผื่อในอนาคตก่อนดีกว่า ... อัลโบคิด
“แล้วพระองค์จะทำเช่นไรกับเด็กกำพร้าที่ชื่อริโอะเล่าฝ่าา”
อัลโบเอ่ยถามพระาาแล้วสังเกตปฏิกิริยาของยุกโน
“เขาเป็พยานปากเอกที่รู้ข้อมูลสำคัญและก็เป็ผู้มีพระคุณต่อฟลอร่าธิดาของข้าด้วยถึงจะเป็แค่เด็กกำพร้าแต่จะให้เสียมารยาทก็ไม่ดีข้ากำลังคิดอยู่ว่าจะตอบแทนเด็กคนนี้ด้วยอะไรดี”
“แต่มันเสี่ยงนะพ่ะย่ะค่ะ มันอาจจะเป็พวกเดียวกับโจรลักพาตัวก็ได้”
“ได้ยินว่าบุตรชายเ้าเป็คนสอบสวนเขาเองมิใช่หรือ? อย่าบอกนะว่าจะทรมานเขาซ้ำ? ไม่มีหลักฐานแต่กลับต้องทำขนาดนั้นเชียวหรือ?”
ราชันฟิลลิปหรี่ตาถาม
“กระหม่อมมิได้หมายความเช่นนั้นแต่ก็ไม่มีหลักฐานมายืนยันว่าเขาบริสุทธิ์จริงใช่ไหมเล่าพ่ะย่ะค่ะ?”
ดยุกอัลโบพูดอ้อมค้อมไปมาพระาาได้ยินดังนั้นจึงทำหน้านิ่วคิ้วขมวด
“งั้นจะให้ข้าทำเยี่ยงไรเล่า?”
“กระหม่อมคิดว่าควรสังเกตพฤติกรรมเขาไปอีกสักระยะ”
“ข้าก็คิดเช่นเดียวกันที่จริงก็ไม่ค่อยอยากจะทำนักหรอก ธิดาข้าซาบซึ้งเด็กคนนี้มากแต่ไม่ระวังไว้ก่อนเห็นทีจะไม่ได้...กลาเซียร์มานี่หน่อย”
ฟิลลิปพูดแล้วมองไปยังฝั่งฟอนเทียน่า
“เรียกกระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะฝ่าา?”
ชายชราผู้หนึ่งก้าวออกมาด้านหน้าเขาเป็บุรุษผู้ยืนหลังตรงบุคลิกภาพดีและหน้าตาเปี่ยมไปด้วยเมตตาแต่ท่าทีที่คนรอบข้างหลีกทางให้เขานั้นราวกับพวกเขากำลังหวาดกลัวชายชรา
ชื่อของชายชราน่าเกรงขามผู้นี้คือกลาเซียร์ ฟอนเทียน่า เขาเป็อดีตของอดีตผู้นำ แต่มีอำนาจบารมีมากเพราะเขาคือผู้ให้คำปรึกษาของาาฟิลลิปด้วย
“ข้าคิดว่าจะให้เ้าเด็กกำพร้านั่นเข้าเรียนในโรงเรียนขุนนางเป็การตอบแทนเ้าช่วยจัดการเื่ลงทะเบียนให้ด้วย”
เสียงอื้ออึงของผู้คนในท้องพระโรงดังขึ้นหลังจบประกาศิตองค์าา
โรงเรียนในพระราชอุปถัมภ์เบลต์ลัมต์เป็สุดยอดแห่งสถานศึกษาแห่งอาณาจักรเบลต์ลัมต์
ในแต่ละเขตเมืองจะมีโรงเรียนเอกชนอื่นๆสำหรับลูกหลานคนรวย แต่โรงเรียนที่รัฐบาลเป็ผู้บริหารแบบนี้มีเพียงแห่งเดียว
สถานที่ตั้งคือพื้นที่กว้างติดกับพระราชวังมีั้แ่ระดับประถม มัธยมต้นไปจนถึงมัธยมปลาย
ั้แ่ระดับมัธยมต้นขึ้นไปมีลักษณะเป็การสอนนักวิจัยมากกว่าสอนนักเรียนธรรมดา
คนดังมากมายต่างก็จบจากโรงเรียนนี้ไม่ว่าจะเป็ด้านกีฬา เวทมนตร์ หรือวิชาการ สำหรับพวกขุนนางแล้วหากเรียนจบจากที่นี่ได้ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ถือว่ามีชัยไปมากกว่าครึ่งไม่ต่างอะไรกับเป็ประตูผ่านทางสู่ความสำเร็จและชื่อเสียงเลย
ถึงแม้ว่าจะมีการสอบเข้าแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเข้าโรงเรียนแห่งนี้คือฐานะทางบ้านของนักเรียนคนนั้นนักเรียนส่วนมากคือลูกหลานของขุนนางระดับต้นๆ ของประเทศในประวัติศาสตร์ของโรงเรียนไม่เคยมีบุตรหลานของคนธรรมดาเข้าเรียนที่นี่มาก่อนจึงมีเพียงลูกขุนนางระดับสูงเท่านั้นที่จะเข้าเรียนที่นี่ได้
ไม่แปลกเลยที่ตอนนี้พวกขุนนางในท้องพระโรงจะมีปฏิกิริยาแตกตื่นเช่นนี้
ให้เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าที่ไหนก็ไม่รู้มาเข้าเรียนชั้นสูง...
มีเพียงกลาเซียร์ผู้เดียวเท่านั้นที่ไม่ตื่นตระหนกดังเช่นคนอื่นเขาเพียงแค่ลูบเคราแล้วทำสีหน้าเข้าอกเข้าใจ
“เข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะต้องเฝ้าระวังเขาที่โรงเรียนใช่ไหมกระหม่อม?”
“ถูกต้องรีบจัดการให้เร็วที่สุดล่ะ”
“พ่ะย่ะค่ะพอดีกับที่ธิดาของแคลร์เข้าบรรจุเป็อาจารย์สอนพอดีกระหม่อมขอเอาชื่อเขาเข้าเรียนในคลาสของหล่อนนะพ่ะย่ะค่ะ”
กลาเซียร์ทาบอกด้วยมือข้างหนึ่งก่อนโค้งศีรษะลงต่ำ
◇ ◇ ◇
ในที่สุด่เวลาเข้าเฝ้าพระเ้าฟิลลิปที่3 ของริโอะก็มาถึง
สถานที่เข้าเฝ้าจัดขึ้นที่ท้องพระโรงซึ่งเป็ส่วนที่กษัตริย์สามารถพบปะกับประชาชนได้
ภายในห้องอบอวลไปด้วยบรรยากาศน่าเกรงขามและสง่างาม ห้องรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าโอ่โถง เพดานอยู่สูงไกลลิบ ทุกหนทุกแห่งได้รับการประดับตกแต่งอย่างตระการตาด้วยความบรรจงประณีต ผู้ที่เข้ามายังที่แห่งนี้ได้จำต้องมีอำนาจบารมีท่วมท้น
หากหันหน้าตรงมาจากประตูทางเข้า กล่าวคือบนแท่นด้านในสุดของห้องปรากฏให้เห็นราชนิกุล พระเ้าฟิลลิปที่ 3พระราชินีแบทีคส์ องค์หญิงรัชทายาทลำดับที่ 1 คริสติน่าและองค์หญิงรัชทายาทลำดับที่ 2 ฟลอร่าประทับอยู่บนที่นั่งตามลำดับกำลังมองลงมายังเบื้องล่างของภายในห้อง
แม้รูปลักษณ์ขององค์หญิงคริสติน่าผู้ซึ่งเป็เชษฐภคินีจะยังมีความเยาว์วัยแต่กลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวส่วนพระขนิษฐาฟลอร่านั้นอาจเป็เพราะตื่นเต้นเธอจึงได้ดูเงอะงะไม่ค่อยเป็ธรรมชาติ
อีกด้านหนึ่งคือบรรดาขุนนางที่นั่งเรียงรายกัน2 ข้างฝั่งของท้องพระโรงพวกเขาทั้งหลายต่างแต่งองค์ทรงเครื่องประชันกันอย่างเต็มยศ
เหล่าผู้เข้าร่วมการเข้าเฝ้านั่นเอง
“เบิกตัวเด็กกำพร้าที่ช่วยเหลือท่านฟลอร่าพระเ้าค่ะ”
เสียงเ้าหน้าที่ขานขึ้นท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คน
ทันใดนั้นประตูมหึมาของท้องพระโรงก็ค่อยๆเปิดอ้าออก
บรรดาลูกท่านหลานเธอทั้งหลายต่างจับจ้องไปยังบานประตู
ทันใดนั้นพลันปรากฏเป็เด็กชายตัวจ้อยผมสีดำยืนสง่าอยู่กลางประตู
เขาคือริโอะนั่นเอง
ผมที่เคยยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิงบัดนี้ได้ถูกตัดออกจึงทำให้เด็กกำพร้าดูเป็เด็กน่ารักสดใส
แต่ในขณะเดียวกันก็ดูสง่างาม
เนื่องจากในประเทศนี้ไม่มีผู้ใดผมสีดำ ริโอะจึงคล้ายกับชาวต่างชาติในสายตาผู้คน
เหล่าขุนนางมองมายังริโอะราวกับเห็นของแปลก
“คนนี้เองเหรอที่ช่วยองค์หญิง?”
“สีผมแปลกจังสงสัยจะเป็พวกอพยพ”
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้น
ริโอะพยายามปรับสีหน้าเขาเดินอย่างไม่รีบร้อนบนพรมแดงที่ทอดยาวตรงไปยังหน้าพระที่นั่ง
นั่นเป็เพราะยังไม่ชินกับเสื้อผ้าชุดงามสั่งตัดพิเศษหากเป็ปกติแล้วละก็จะรู้สึกเดินได้ถนัดมากกว่านี้
ท่าทางของเขาดูเป็ผู้ใหญ่เกินวัยขัดกับหน้าตาอ่อนเยาว์ของเขายิ่งนัก
หากเป็ลูกหลานขุนนางในวัยเดียวกันคงจะยื่นแข็งทื่อหรือตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นไปแล้ว
แต่เด็กกำพร้าคนนี้กลับเยื้องย่างอย่างเย็นใจ
ในบรรดาสายตาที่ชื่นชมเด็กกำพร้าจากสลัมก็ยังมีคนบางพวกที่ดูแคลนริโอะและเริ่มจับกลุ่มสนทนากันขึ้น
“ฮึ...พวกคนจนต่ำต้อย”
“อืม...ก็ดีกว่าที่คิดนะแต่ก็...ยังไม่ค่อยเท่าไร”
“ตัวประหลาด”
ริโอะไม่สนใจคำพูดใดเขายังคงค่อยๆ เยื้องย่างทีละก้าวไปเรื่อยๆ
ในที่สุดเขาก็เดินมาถึงหน้าพระที่นั่ง
เด็กชายหยุดยืนแล้วยอบเข่าถวายบังคมเขาทำตามขั้นตอนที่ได้เรียนมาจากเซเรียทุกอย่าง
“เงยหน้าขึ้นเถิด”
ฟิลลิปเอ่ยขึ้น
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ”
ริโอะตอบอย่างนอบน้อมแล้วจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
เบื้องบนของเขาคือราชนิกุลทั้ง4
บนสุดคือพระเ้าฟิลลิปที่3 ถัดลงมาหนึ่งขั้นคือพระที่นั่งของพระมเหสีแบทิคส์ และองค์หญิงรัชทายาททั้ง 2
ฟลอร่ามองลงมาอย่างเหนียมอาย
ในทางกลับกันคริสติน่ากลับนั่งตัวตรงแล้วจ้องริโอะด้วยสายตาเคลือบแคลง
นั่นอาจเป็เพราะภาพลักษณ์ของริโอะที่ดูเปลี่ยนไป
มองไปยังคริสติน่าและฟลอร่าองค์หญิงชั้นสูงทั้งสองต่างมีเรือนผมสีม่วงอ่อนทั้งคู่
แม้ทั้ง2 คนจะหน้าตาคล้ายกัน แต่ด้วยลักษณะนิสัยและบรรยากาศรอบตัวที่แตกต่างมองปราดเดียวก็แยกพวกเธอออกได้ทันที
ดวงตาของฟลอร่ากลมโตเป็ประกายสีเดียวกับเส้นผมของเธอผิวพรรณขาวผ่อง แต่บัดนี้แก้มนวลมีสีแดงระเรื่อ เมื่อมองไปทางด้านพี่สาวกลับดูหงุดหงิด ทันทีที่นางสบตากับริโอะก็พลันเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที
“ครั้งนี้เ้าช่วยชีวิตลูกสาวข้าไว้น่าชื่นชมยิ่งนัก ขอบใจจริงๆ”
ฟิลลิปกล่าวขอบคุณริโอะท่าทีวางมาดใหญ่โต
“กระหม่อมมิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ”
ริโอะตอบอย่างถ่อมตัว
“มารยาทดีนี่มีใครสอนหรือ?”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกขอรับกระหม่อมเพิ่งจะเรียนรู้ได้ไม่นานมีผู้เมตตาใจดีสอนกระหม่อมเพราะไม่อยากให้กระหม่อมทำขายหน้าพ่ะย่ะค่ะ”
ฟิลลิปประทับใจในการเลือกใช้คำของเด็กชาย
“อย่าได้กังวลเื่พิธีรีตองเลยเ้าทำได้ดีทีเดียว ได้ยินมาว่าเ้ามาจากสลัม เ้าเกิดที่ประเทศนี้หรือ?”
“ขอรับกระหม่อมเกิดและโตที่อาณาจักรเบลต์ลัมต์ขอรับ”
“เช่นนั้นหรือแล้วพ่อแม่ของเ้าล่ะ?”
“กระหม่อมเคยได้ยินมาว่าบุพการีเป็นักเดินทางทั้งสองเดินทางมาจากเมืองที่ห่างไกลออกไปทางทิศตะวันออกแล้วย้ายมาที่ประเทศนี้จนให้กำเนิดกระหม่อมแต่บัดนี้ทั้งสองจากโลกนี้ไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เป็เช่นนั้นที่แท้อพยพมาจากเมืองทางตะวันออก หลังจากนั้นเ้าต้องย้ายไปอยู่ในสลัมอีกอายุยังน้อยแท้ๆ แต่ต้องแบกรับอะไรไว้มากมาย อภัยข้าด้วยที่ถามเื่น่าเศร้า”
“มิบังอาจขอรับนั่นเป็เพียงเื่ในอดีตเท่านั้น”
ใบหน้าหมดจดของเด็กชายมีท่าทีลำบากใจก่อนส่ายหน้าเบาๆ
“เช่นนั้นหรือข้าเรียกเ้ามาในวันนี้เพื่อจะมอบความดีความชอบครั้งนี้ให้...”
ฟิลลิปพูดทิ้งท้ายไว้ถึงตรงนี้แล้วจ้องหน้าริโอะ
“เ้าจะว่าเช่นไรหากข้าจะให้เ้าลองมาเข้าเรียนในโรงเรียนเบลต์ลัมต์ดู? หรือถ้าเ้าอยากจะทำงานข้าก็จะช่วยแนะนำที่ทำงานให้ หากเ้าสอบได้คะแนนดีข้าจะส่งให้เรียนต่อชั้นมัธยมต้น”
าาอธิบายอย่างละเอียดเด็กชายนึกภาพตามได้
ริโอะรู้สึกทึ่งไปกับสิ่งที่ได้ยิน
“นั่นมัน...เป็เื่มิอาจเอื้อมเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ”