บัดนี้เส้นทางการค้าที่จะเดินทางเข้าเมืองหลวงได้เกิดมีโจรูเาออกอาละวาดไปทั่วได้สร้างความหวาดกับบรรดาพ่อค้าที่เดินทางไปค้าขายยังแคว้นต่างๆ เป็อย่างมาก
เหล่าขุนนางในเมืองใหญ่ไม่ว่าจะเมืองไหนก็เป็เหมือนกันหมด เมื่อได้อยู่กับความสะดวกสบายทำให้พวกเขาเ่าั้ไม่อยากจะออกศึกาอีกแล้ว
ภายในราชสำนักจึงเห็นเป็เสียงเดียวกันว่าแค่กลุ่มโจรกระจอกไม่กี่คน หากใช้ทัพหลวงออกศึกก็ดูจะไม่เป็การเหมาะสม บัดนี้ในเมืองหลวงเต็มไปด้วยผู้กล้าคงไม่เป็การยากนักหากจะให้พวกเหล่าผู้กล้าได้แสดงฝีมือ การรับสมัครเหล่าผู้กล้าเพื่อออกไปทำการปราบปราบโจรจึงเริ่มข้น
เวลาผ่านไปเนินนานนี่ก็เดือนกว่าๆ แล้ว แต่ยังไม่มีผู้กล้าคนใดอาสาออกไปปราบโจรเหล่านี้เลยป้ายประกาศถูกนำไปติดทั่วเมืองหลวง ยิ่งนานวันจำนวนเงินรางวัลยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้นเพื่อจูงใจเหล่าผู้กล้าให้ออกมารับภารกิจนี้
ที่สำนักไฉ่หง จางหย่ง เ้าสำนัก ได้เรียกหวังหย่ง เข้าพบบัดนี้ เขามีแผนการใหญ่ที่คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องส่งคุณชายชิงอวิ้นกลับแคว้นเสียที เ้าสำนักรออยู่ไม่นานนัก ศิษย์รักก็เข้ามาพบ
“คารวะท่านอาจารย์ ท่านเรียกข้ามาพบไม่ทราบว่ามีธุระอันใดให้ข้ารับใช้หรือขอรับ”
จางหย่งละสายตาจากตำรับตำราหันมามองหน้าลูกศิษย์ด้วยความสีหน้าที่เคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เอาจริงเอาจังเหมือนจงใจจะบอกให้อีกฝ่ายทราบว่า เื่นี้มีความสำคัญเป็ยิ่งนัก
“บัดนี้ โจรูเาได้ออกอาละวาดไปทั่วแต่ดูเหมือนเหล่าขุนนางในราชสำนักจะลืมทุกข์ของประชาชนไปแล้ว พวกเหล่าขุนนางต่างก็เสพย์สุขอยู่ในราชสำนักไม่มีใครอีกแล้วที่อยากจะทำภารกิจเช่นนี้จนต้องประกาศหาผู้กล้าให้มาทำหน้าที่แทนพวกเขา มันช่างน่าอดสูเสียจริงๆ ข้าเห็นว่าสำนักของเรา แม้จะไม่ใช่สำนักฝึกยุทธไร้ซึ่งจอมยุทธผู้กล้า แต่ก็ไม่อาจนิ่งเฉยอยุ่ได้ เพื่อบ้านเมืองแล้วเราต้องทำอะไรสักอย่าง”
“แต่ท่านอาจารย์ศิษย์สำนักเราแม้จะมีอยู่หลายสิบคน แต่ทุกคนล้วนแต่เป็บัณฑิต ถนัดการขีดๆ เขียนๆจะไปสู้รบจับศึกกับใครได้”
“บางทีเราอาจจะไม่ต้องลงมือเอง”
“ท่านอาจารย์หมายความอย่างไร”
“หวังหย่งเ้าลืมสิ่งที่เราคุยกันเมื่อวันก่อนแล้วหรือ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะส่งคุณชายกลับแคว้นเสียที”
“ท่านจะให้คุณชายออกไปปราบโจรพวกนั้นหรือ”
เ้าสำนักพยักหน้าตอบรับตอนนี้เขามั่นใจว่าภารกิจนี้ ชิงอวิ้นหลานชายของเขาต้องทำได้แน่ๆ
“ข้า้าให้เ้าออกไปพบเค้าอีกครั้งชิงอวิ้นคนนี้ฉลาดยิ่งนัก รอบนี้เ้าต้องปลอมตัวให้แเีกว่าเก่า ข้าอยากให้เ้าทำทีไปพบเค้า เค้าคงไปไหนไม่ไกล คงวนเวียนๆ อยู่แถวๆหอนางโลมสักแห่ง จากนั้นให้เ้าใช้วาจาหว่านล้อมให้เค้ายอมรับภารกิจนี้ขอแค่เขายอมรับภารกิจนี้เท่านั้น”
“แล้วคุณชายจะเอาอะไรไปสู้กับโจรูเา”
“เื่นั้นเ้าไม่ต้องห่วงรีบไปจัดการเื่ของเ้าเถอะ”
“ขอรับท่านอาจารย์”
หวังหย่งรีบออกจากสำนักตรงไปที่หอเทียนฉือทันที เขากำลังชั่งใจอยู่ว่า คราวนี้เขาจะปลอมตัวเป็อะไรดีที่เขาจะสามารถเข้าไปหาคุณชายได้ง่าย
เมื่อไปถึง หวังหย่งพบว่าหอเทียนฉือเวลานี้ มีลูกค้าอยู่แน่นขนัดทุกโต๊ะเสียงเอะอะโวยวายของเจ๊เ้าของหอดังได้ยินไปทั่ว ดูเหมือนว่าคนคอยบริการจะไม่เพียงพอกับจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการ หยังหย่งจึงคิดอุบายได้เขาจัดแจงเปลี่ยนชุดเป็ชุดของเสี่ยเอ้อ แต่งหน้า ใส่หนวด นิดหน่อยก็แทบจะแยกไม่ออกกับพนักงานคนอื่นๆ แล้ว จากนั้นก็ลอบเข้าไปในในครัวยกถาดสำรับอาหารออกมาบริการลูกค้าด้านนอก
เขาเดินหาไม่นักนานก็พบกับคุณชายชิงอวิ้นที่กำลังนั่งดื่มสุราอยู่กับหลี่ซื่อสหายคนสนิทเช่นเดิมหวังหย่งทำทีเดินวนเวียนอยู่ใกล้ๆ รอเมื่อไหร่ที่สุราหมด เวลาของเขาก็คงจะมาถึงและแทบจะไม่ต้องรอนาน เสียงร้องเรียกหาเสี่ยวเอ้อจากหลี่ซื่อก็ดังขึ้น หวังหย่งถือโอกาสวิ่งเข้าไปหาในทันที
“คุณชายทั้งสองมีอะไรให้ข้ารับใช้ขอรับ”
“เอาเหล้ามาอีก” หลี่ซื่อะโสั่งออกไป
“รอสักครู่นะขอรับข้าน้อยจะไปเอามาให้” หวังหย่งหายเดินหายไปสักพักเขากลับมาพร้อมสุราอย่างดีนำมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ เมื่อเขาวางสุราลงแล้วก็ไม่ได้ไปไหนไกล ยังคงวนเวียนๆ อยู่แถวนั้น จนชิงอวิ้นจับพิรุธได้
“เ้า มานี่สิ” คุณชายชิงอวิ้นกวักมือเรียกหวังหย่งอีกครั้ง “เ้ามีอะไรจะพูดกับข้าหรือเปล่า เห็นเ้าวนเวียนอยู่แถวนี้อยู่นานแล้ว”
“ข้ามองคนไม่ผิดจริงๆ” เมื่อทุกอย่างเป็ใจหวังหย่งก็เริ่มแผนการของเขาทันที “ข้าเฝ้ามองคุณชายทั้งสองมานานแล้ว ท่านคือลูกค้าประจำของหอเทียนฉือแห่งนี้แม้ท่านจะพยายามทำตัวเป็จอมยุทธพเนจร แต่ข้าเชื่อว่าท่านทั้งสองหาใช่เป็แบบนั้นไม่ ท่านจะต้องเป็ผู้กล้า มีฝีมือเป็แน่แท้”
“เราสองคนจะเป็อะไรแล้วมันเกี่ยวกับเ้าตรงไหน” หลี่ซื่อที่ตอนนี้หน้าตาแดงกล่ำด้วยฤทธิ์สุราเริ่มออกอาการนักเลง
“หามิได้ขอรับนายท่านทั้งสองข้าเพียงแต่คิดว่า บัดนี้บ้านเมืองกำลังประสบปัญหา โจรูเาพวกนั้น นับวันยิ่งเหิมเกริมไม่กลัวกฎหมาย เหล่าขุนนางเล่า ก็เอาแต่เสพย์สุขไม่ยอมออกมาปกป้องประชาชน ถึงขนาดทางการต้องออกประกาศหาผู้กล้าเพื่อออกไปปราบปรามโจรูเาแต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดขันอาสา ข้าเพียงแต่คิดว่า โอกาสเป็วีรบุรุษรอคุณชายทั้งสองอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมไฉนพวกท่านจึงมาร่ำสุราหาความสำราญอยู่อีกล่ะ”
“เ้าพูดอะไรของเ้า คนอย่างข้าไม่มีจำเป็ต้องพิสูจน์อะไรทั้งนั้น เ้าไม่รู้ซะแล้วว่าข้าเป็ใคร”คุณชายชิงอวิ้นเริ่มหมดความอดทนกับเสี่ยวเอ้อคนนี้ซะแล้ว
“หามิได้ขอรับนายท่านทั้งสองข้าคงมองคนผิดไป ไม่เข้าใจเลยปกติข้ามองคนไม่เคยผิด ทำไมวันนี้ข้าต้องมองขี้เมาสองคนเป็วีรบุรุษไปได้ ข้าต้องขออภัยนายท่านทั้งสองด้วย ข้าน้อยขอตัวก่อน” หวังหย่งทิ้งคำพูดแทงใจดำไว้ ก่อนจะยกมือคารวะทั้งสองคนแล้วเดินจากไป
คล้อยหลังจางหย่งไปไม่นานบรรยากาศการดื่มสุราของคุณชายทั้งสองก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ชิงอวิ้นได้นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาเอาแต่ก้มมองจอกสุราแล้วถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า
ฝ่ายหลี่ซื่อเองก็มองออกว่าในตอนนี้ความรู้สึกของเพื่อนรักเป็เช่นไร เขาจะปล่อยให้เกิดเื่แบบนี้ไม่ได้
“อย่าบอกนะว่าคำพูดของเสี่ยวเอ้อคนนั้นจะทำให้เ้าเป็แบบนี้”หลี่ซื่อถามขึ้นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเงียบไปนาน
“หรือเ้าคิดว่าที่เราเป็กันอยู่แบบนี้มันจะดีแล้ว”
“ก็แค่คำพูดของเสี่ยวเอ้อเท่านั้นใยเ้าจึงต้องนำมาคิดให้รกสมอง”
“ทำไมข้าต้องนิ่งเฉยด้วยละ โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาง่ายๆเ้าก็รู้ ข้ารอเวลากลับบ้านอยู่ตลอดเวลา ที่นั่นมีทุกอย่างรอข้าอยู่ข้าเบื่อแล้วที่จะต้องมีชีวิตเร่ร่อนอยู่แบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเ้าเป็คนออกอุบายให้คนของเราไปลอบสังหารม้าเร็วคนนั้นป่านนี้เราคงจะได้นอนสบายๆ ในตำหนัก ไม่ใช่มาอดๆ อยากๆ อยู่แบบนี้”
“แต่เป็เ้าที่บอกข้าเองว่าเ้ายังไม่พร้อมที่จะกลับไป ข้ามีทางเลือกอะไรได้ละ”
“ก็นี่ไง โอกาสของเรามาถึงแล้ว เ้าจะให้ข้านิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร”
“เ้าจะทำอะไรได้ เรามีกันอยู่แค่สองคนจะเอาอะไรที่ไหนไปสู้รบกับโจรูเา ข้าว่านะพวกโจรนั่นก็คงจะไม่ธรรมดาเป็แน่ไม่งั้นพวกขุนนางคงไม่ปล่อยไว้แบบนี้หรอก ดีไม่ดี ข้าคิดว่าโจรนั่นอาจจะเป็คนของขุนนางเองก็เป็ได้”
“มันจะเป็ใครก็ช่าง ขอแค่เราจัดการพวกมันให้ได้ก็พอ เ้าอย่าลืมสิว่าที่ผ่านมาข้าได้ช่วยเหลือผู้อื่นไว้มากมายอันธพาลในเมืองหลวงแห่งนี้ส่วนใหญ่ก็เป็คนของเรา ข้าเชื่อว่าถ้าข้าเอ่ยปากขอ มีรึที่พวกนั้นจะปฏิเสธได้ลง”
“แต่ข้าก็ยังมองไม่เห็นโอกาสที่จะชนะศึกนี้ได้เลย”
“คนขี้ขลาดอย่างเ้าจะมองเห็นชัยชนะได้อย่างไร” ตอนนี้คุณชายชิงอวิ้นมั่นใจแล้วว่าเขาจะต้องรีบคว้าโอกาสนี้มาไว้ให้ได้ ถ้าสำเร็จเขาจะได้กลับแคว้นเยี่ยงวีรบุรุษหมดเวลาแล้วที่คนอย่างเขาจะเร่ร่อนอยู่แบบนี้
สามวันต่อมาคุณชายชิงอวิ้นสามารถรวบรวมสมัครพรรคพวกได้จำนวนหนึ่งแม้หลี่ซื่อจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดนี้ แต่เขายังคงช่วยเหลือคุณชายในการออกไปเชิญชวนเหล่าเพื่อนฝูงที่เคยคบหากันจริงอย่างที่คุณชายได้คาดการณ์ไว้ไม่มีผิด ทุกคนพร้อมที่เข้าร่วมในศึกครั้งนี้ บัดนี้คุณชายทั้งสองมีกองทัพเล็กๆ เป็ของตัวเองแล้ว แม้จะมีกำลังพลไม่ถึงร้อยแต่การขันอาสาเข้ามาช่วยเหลือบ้านเมืองในยามนี้ มันส่งผลให้ชื่อเสียงของคุณชายนิรนามทั้งสองถูกกล่าวขวัญไปทั่วทั้งเมืองหลวง
บัดนี้กองทัพของพวกเขาพร้อมแล้วที่จะออกศึก คุณชายชิงอวิ้นเลือกที่เดินทัพผ่านย่านตลาดในตัวเมืองท่ามกลางการออกมาให้กำลังใจของชาวเมืองตลอดสองข้างทาง ไม่นานนักขบวนทัพของเหล่าผู้กล้าได้เคลื่อนผ่านประตูเมืองไป
หวังหย่ง ที่ยืนดูกองทัพเล็กๆนี้เดินผ่านหน้าไปด้วยความกระวนกระวายใจ ท่าที่ของเขาในตอนนี้ดูจะตรงกันข้ามกับเ้าสำนักที่ยืนอยู่ข้างๆ เวลานี้เ้าสำนักดูเหมือนจะมั่นอกมั่นใจในหลานชายผู้นี้เป็เป็พิเศษจนหวังหย่งอดทนอยู่ไม่ได้ ต้องเอ่ยถามขึ้นมา
“ท่านอาจารย์ ข้าคิดว่างานนี้เราพาคุณชายไปเสี่ยงมากเกินไปแล้วทำไมท่านถึงมั่นใจว่าคนพวกนี้จะเอาชนะโจรูเาได้”
“มีอะไรให้ต้องเป็ห่วงอีกเหรอ”
“ข้ารู้ว่าท่านก็เห็นคนพวกนี้ไม่มีทางปราบโจรูเาได้หรอก ท่านก็ลองดูสิ มันมีแต่พวกอันธพาลกับจอมยุทธปลายแถวจะเอาอะไรที่ไหนไปสู้รบกับพวกโจรได้ การศึกมันต้องมีการวางแผน รู้กลยุทธรู้เขารู้เรา นี่ดูเหมือนว่าแต่ละคนจะไม่รู้อะไรเลย คุณชายเองก็ไม่เคยผ่านศึกไหนมาก่อนไปเจอพวกโจรแบบนี้ข้าเกรงว่า เราจะส่งพวกเขาไปตายเปล่าๆ เห็นทีข้าจะต้องไปเตือนคุณชาย”
“ช้าก่อน! หวังหย่ง แม้เ้าจะเป็คนฉลาด คาดการณ์อะไรไม่เคยผิดพลาดแต่งานนี้เ้าพลาดแล้ว เ้าถามว่าทำไมข้ามั่นใจงานนี้ถ้าคนอย่างเ้าก็ยังมองไม่ออก ข้าเชื่อเลยว่า แผนการนี้ต้องสำเร็จเป็แน่” จางหย่งยืนพยักหน้าด้วยความพอใจในขณะที่หวังหย่งได้แต่เอามือเกาหัวแกรกๆ ด้วยความไม่เข้าใจ