เมื่อการสู้รบในสนามหยุดลงรอบตัวมีแต่ศพนอนตายเกลื่อนเห็นแล้วรู้สึกสลดใจ แต่เสียงโห่ร้องไชโยของทหารค่ายหนิงอันกลับดังกึกก้องทั่วทั้งสนาม จึงกระโดดลงจากหัวของหลี่เฉียงมายืนที่พื้นแล้วมองหาพี่ชายทั้งสี่ เพียงครู่เดียวเสวียฉีและคนอื่นๆก็วาร์ปมายืนอยู่ตรงหน้า
หยงเป่ากับซิ่นหลิงรีบเดินเข้ามากอดฉันด้วยความดีใจที่ได้พบหน้ากันอีกครั้ง จากนั้นก็หันไปทักทายเฟยเจินว่ามีร่างกายแข็งแรงกำยำขึ้นทั้งยังมีพลังเวทย์เพิ่มขึ้นด้วย เฟยเจินได้แต่ยิ้มแต่ไม่กล้าตอบว่าแอบไปกักตนมา มีเพียงเสวียฉีที่ยืนนิ่งขมวดคิ้วสีหน้าบ่งบอกว่าไม่พอใจ ฉันจึงตีเนียนเข้าไปกอดเสวียฉีแล้วพูดว่าคิดถึงเขาเหลือเกิน
เสวียฉียืนนิ่งไม่แสดงอารมณ์ดีใจที่ได้พบกัน แต่เหลือบสายตาก้มหน้ามามอง ถามด้วยน้ำเสียงเอาเรื่องว่า “ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่ ทำไมจึงไม่อยู่ที่เรือนเรียนวิชาแพทย์?!” ฉันหน้าเสียเพราะเสวียฉีไม่พอใจที่ฉันหาเรื่องเสี่ยงอันตรายขณะที่เขาไปกักตน แต่ยังคงกอดเสวียฉีไว้แน่นเพื่อไม่ให้เสวียฉียกมือขึ้นมาตี ตอบไปเพียงว่าเดินทางมารักษาคนไข้ที่นี่ แต่ทหารซูเซียวมาบุกจึงออกมาช่วยรบกับคนในค่าย
แต่เสวียฉียังคงไม่เชื่อจึงหันไปดุเฟยเจินว่า ก่อนที่พวกเขาจะไปกักตนได้สั่งไว้ว่าให้ดูแลฉันให้ดีแต่ทำไมปล่อยให้ออกมาเสี่ยงอันตรายในสนามรบ เฟยเจินได้แต่ทำเสียงเอ่อออตะกุกตะกักไม่รู้จะตอบยังไง ฉันจึงพูดแก้ตัวแทนว่าเป็นคนชวนให้เฟยเจินมาด้วย ซึ่งฉันเองก็ปลอดภัยดีไม่ได้รับอันตรายอะไรเลย พร้อมกับขอร้องให้เสวียฉีหายโกรธอย่าดุเฟยเจิน
จากนั้นหลี่เฉียงก็เดินเข้ามาทำความเคารพเสวียฉีกับหยงเป่าและซิ่นหลิง ทั้งยังเรียกคนทั้งสามว่านายท่านด้วยท่าทางนอบน้อม แต่สายตาและรอยยิ้มของหลี่เฉียงกลับจ้องมองเสวียฉีเหมือนได้พบไอดอลในดวงใจ จึงทำให้ฉันเข้าใจได้ทันทีว่าที่หลี่เฉียงพยายามติดตามมาด้วยเพราะอยากพบเจอกับเสวียฉีนี่เอง
หยงเป่ากับซิ่นหลิงพยักหน้ารับคำทักทายของหลี่เฉียง และทักกลับด้วยความสงสัยว่าหลี่เฉียงมาที่นี่ด้วยเหรอเนี่ย? หลี่เฉียงตอบกลับด้วยความภาคภูมิใจว่า เขาติดตามรับใช้และปกป้องฉันอย่างสุดความสามารถ นายท่านทั้งสามโปรดวางใจนายหญิงมิได้รับอันตรายใดๆ จนฉันเริ่มรู้สึกหมั่นใส้ในคำพูดและกิริยาของหลี่เฉียง
หยงเป่าจึงพูดกับเสวียฉีว่าให้เลิกทำหน้าบูดบึ้งควรทำหน้ายิ้มแย้มดีที่ได้พบกัน ซิ่นหลิงก็พูดเสริมด้วยน้ำเสียงคึกคักว่า อยู่พักที่นี่สักสองวันน่าจะดีเผื่อมีใครบุกมาอีก จะได้จัดการให้เรียบกำลังคันมืออยากสู้ต่ออีก จากนั้นหันไปกอดคอหัวเราะร่ากับเฟยเจิน ทั้งยังถามเฟยเจินถึงนกอินทรีย์ดำว่ามาจากที่ไหน เฟยเจินจึงคุยโวว่าให้ซิ่นหลิงฟังว่าตอนนี้เขาเป็นจ่าฝูงของนกอินทรีย์ดำแล้ว
ซึ่งพอดีกับหมอจงพาองครัชทายาทจินหย่งเจิ้นและคนอื่นๆ มาแนะนำตัวให้เสวียฉี หยงเป่า ซิ่นหลิง และท่านอ๋องได้รู้จัก ท่านจินจึงกล่าวขอบคุณทุกคนที่มาช่วยด้วยความสุภาพนอบน้อม แต่แววตาและรอยยิ้มที่ท่านจินกับท่านอ๋องมองกันนั้นเป็นรอยยิ้มดูอึดอัด แม้ทั้งสองจะไม่เคยพบเจอหน้ากันมาก่อน แต่ทั้งสองต่างรู้เรื่องราวของกันและกันดี แต่พยายามปั้นหน้าแสแสร้งไม่สนใจเรื่องในอดีตเพื่อผลประโยชน์อันดีของทั้งสองฝ่าย
ท่านจินจึงเอ่ยเชิญพวกเราให้เข้าไปพักในค่ายกันก่อน ฉันจึงเดินคล้องแขนเสวียฉีออดอ้อนง้อให้เขาหายงอนเลิกทำหน้าหงิก เสวียฉีจึงกระชับคล้องแขนฉันไว้แน่นขึ้นแล้วพูดตอบกลับมาสั้นๆว่า ให้เข้าไปในค่ายก่อนค่อยสะสางคดี
หยงเป่าที่เดินอยู่ข้างๆก็พูดขึ้นว่า ฉันควรโดนทำโทษซะบ้างเพราะครั้งนี้ทำเรื่องสุ่มเสี่ยงเกินไป และยังมีอีกเรื่องที่พวกเขาสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณฉันขาดหายไปช่วงหนึ่ง ต้องการให้เล่าความจริงทั้งหมดห้ามโกหกอีกเด็ดขาด
ฉันร้องห๊า?! ไม่คิดว่าหยงเป่าที่เคยเข้าข้างฉันมาตลอดกลับเสนอให้มีการทำโทษ ซิ่นหลิงจึงเสนอให้ทำโทษด้วยการกักบริเวณให้อยู่แต่ในป่าไผ่เขียวหนึ่งเดือน ฉันจึงโวยวายใส่ซิ่นหลิงไปตลอดทางว่าใจร้ายโหดเหี้ยมไร้คุณธรรม กักขังหน่วงเหนี่ยวริดรอนสิทธิเสรีภาพกัน แต่กลายเป็นว่าเสวียฉีกับหยงเป่านั้นเห็นด้วยกับความคิดของซิ่นหลิง
กระทั่งเรากลับเข้ามาในค่ายพบชาวบ้านยืนรอให้การต้อนรับด้วยความเป็นห่วงและดีใจที่เราชนะศึก ลี่จูจึงสั่งชาวบ้านให้ช่วยกันจัดเตรียมเหล้าและอาหาร เพื่อเลี้ยงฉลองชนะศึกกันในคืนนี้ด้วย ชาวบ้านต่างรับคำสั่งด้วยสีหน้ายิ้มแย้มกุลีกุจอไปเตรียมเหล้าและอาหารตามคำสั่งทันที จากนั้นลี่จูก็หันไปสั่งจิวฝูพ่อบ้านให้ไปจัดเตรียมห้องพักให้ท่านอ๋อง ส่วนพี่ชายทั้งสี่จะไปพักที่เรือนแพทย์กับฉัน
ท่านจินจึงหันไปพูดกับท่านอ๋องว่ามีเรื่องจะพูดคุยด้วยเกี่ยวกับการเป็นพันธมิตร จึงจำเป็นต้องพูดคุยกันตอนนี้ เพราะพรุ่งนี้เช้าท่านจินจะต้องเดินทางกลับไปเมืองหลวง เพื่อไปจัดการลงโทษกลุ่มกบฏ
เมื่อเรามาถึงเรือนปรุงยา หลี่เฉียงก็รีบเดินเข้าไปในครัวจัดแจงต้มน้ำชาใส่การู้งานว่าควรทำอะไรบ้าง จากนั้นก็เดินถือกาน้ำชายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมาจากครัว รินน้ำชาใส่ถ้วยให้เสวียฉีกับหยงเป่าและซิ่นหลิงที่กำลังนั่งรออยู่
จากนั้นเสวียฉีก็สั่งให้ฉันเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งยังสั่งให้ฉันกับเฟยเจินยืนสำนึกผิด เขาเริ่มบ่นเฟยเจินว่าไม่ควบคุมดูแลฉันให้ดีตามใจจนเคยตัว แล้วก็หันมาบ่นฉันว่าทำอะไรตามใจตัวเองชอบฝ่าฝืนคำสั่งแล้วก็บ่นอะไรอีกสารพัดตามที่เขาจะนึกออก
ในขณะที่ยืนก้มหน้าฟังเสวียฉีบ่นอยู่นั้นหมอจงกับท่านจินก็เดินเข้ามาในเรือน พร้อมด้วยจิวฝูพ่อบ้าน ในมือถือขวดเหล้าเล็กๆมัดเชือกร้อยเป็นพวงหกขวดมาด้วย เมื่อคนทั้งสามเห็นเราก็มีสีหน้าแปลกใจ ท่านจินจึงกล่าวขอโทษที่มาขัดจังหวะการสนทนา แล้วพูดว่าเขานำเหล้ารสดีมาให้พี่ชายทั้งสี่ดื่ม และกล่าวเชิญพวกเราอีกครั้งให้ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองชัยชนะคืนนี้
ซิ่นหลิงจึงถามว่ามีเหล้ารสดีแบบนี้ในงานเลี้ยงด้วยหรือไม่ ท่านจินรีบตอบทันทีว่ามีแน่นอน แต่เดี๋ยวเขาจะให้คนไปเอาเหล้ามาให้ดื่มอีก ซิ่นหลิงจึงตอบสั้นๆว่าอืม พ่อบ้านจึงยื่นขวดเหล้าในมือให้หลี่เฉียงแล้วรินเหล้าใส่ถ้วยให้แทนน้ำชา จากนั้นท่านจินกับหมอจงก็ขอตัวลา ท่านจินจึงกระซิบถามหมอจงว่า
ท่านจิน : เจ้าแน่ใจนะว่าไป๋อันฉีคือนกอัคคีสวรรค์?
หมอจง : เอ่อ…แน่ใจ! พวกเขาคง…อบรมกันตามประสาพี่น้อง
แล้วทั้งสองก็หันกลับมามองที่เราพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆที่เห็นฉันถูกเสวียฉีดุ ซิ่นหลิงจึงหันไปสั่งหลี่เฉียงให้ออกไปหาของกินมาแกล้มเหล้า ทั้งยังบอกให้ฉันกับเฟยเจินมานั่งร่วมวงดื่มเหล้าด้วยกัน เสวียฉีจึงกวักมือเรียกให้ฉันไปนั่งข้างๆ จากนั้นซิ่นหลิงก็ยื่นถ้วยเหล้าให้เฟยเจินดื่มเพื่อให้ผ่อนคลายจากการถูกบ่น จากนั้นพวกเขาก็เปลี่ยนเรื่องมาพูดคุยอวดกันถึงพลังเวทย์ที่เพิ่มขึ้นของแต่ละคน
ไม่นานนักเราก็ได้ยินเสียงคนกำลังเดินเข้ามาในเรือน คือซือซือกำลังเดินเข้ามาพร้อมกับชาวบ้านหญิงคนหนึ่ง เมื่อซือซือเห็นฉันก็รีบเดินเข้ามาหาแล้วถามไถ่ว่าเป็นอย่างไรบ้างได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า ฉันส่ายหน้าตอบว่าไม่เป็นอะไร ซือซือก็ยกมือลูบอกแล้วพูดว่านางเป็นห่วงแทบแย่ และบอกอีกว่านางพาคนเข้ามาเอาผ้าพันแผลไปรักษาทหารที่บาดเจ็บ จากนั้นก็เดินไปหยิบผ้าพันแผลที่เก็บไว้ในกล่องไม้ยื่นให้ชาวบ้านหญิงคนนั้น
ฉันจึงพาซือซือไปแนะนำให้รู้จักกับเสวียฉี หยงเป่าและซิ่นหลิง แต่ซือซือแอบพูดกระซิบว่าพี่ชายทั้งสามคนหน้าตาหล่อเหลาแต่นางกลับรู้สึกกลัวยังไงไม่รู้ โดยเฉพาะเสวียฉีแค่สบตาก็รู้สึกกลัวแล้ว ฉันยิ้มแล้วบอกนางว่าเสวียฉีหน้าก็เป็นแบบนี้แหละ ชอบทำหน้าเชิดหยิ่งสายตาจิก แต่จริงๆแล้วก็หยิ่งนั่นแหละ! ซือซือที่กำลังตั้งใจฟังก็หัวเราะเพราะคิดว่าฉันพูดเล่นมุก
ฉันจึงชวนซือซือแยกตัวมานั่งพูดคุยกันที่ชานเรือน ก็เห็นท่านอ๋องกับองครักษ์จิ้นฝานกำลังเดินเข้ามาพอดี ฉันจึงแนะนำซือซือให้รู้จักกับท่านอ๋อง แต่อาการของซือซือกลับดูแปลกไปนางดูประหม่าเขินอายเมื่ออยู่ต่อหน้าท่านอ๋อง ส่วนท่านอ๋องนั้นมองและยิ้มคงรู้ว่าซือซือกำลังเขินอายเขา
ฉันจึงถามท่านอ๋องว่ามาที่เรือนปรุงยามีอะไรหรือเปล่า ท่านอ๋องก็ยกมือข้างขวาขึ้นมาตรงหน้าบอกว่ารู้สึกเจ็บที่ข้อมือ สงสัยจะออกแรงต่อสู้มากเกินไปจนรู้สึกเคล็ด ซือซือก็ตอบทันทีว่าถ้าประคบด้วยสมุนไพรอาการเจ็บจะทุเลาลง เมื่อเห็นดังนั้นฉันจึงพูดกับซือซือว่าให้ช่วยประคบสมุนไพรให้ท่านอ๋องหน่อยขอฝากด้วย
คนทั้งสองมองหน้าฉันแล้วพูดออกมาพร้อมกันว่าฉันไม่เป็นคนทำเหรอ ท่านอ๋องก็ถามซ้ำอีกครั้งว่าไม่รักษาแบบหายเร็วให้เขาเหรอ ฉันยิ้มแล้วตอบท่านอ๋องว่าเจ็บข้อมือนิดหน่อยให้ซือซือประคบให้ก็ได้ไม่กี่วันก็หายแล้ว ตอนนี้เหนื่อยไม่มีแรงรักษาใครหรอก ท่านอ๋องก็พูดเสียงยาวว่า ”เหรออแค่ยืนเฉยๆบนหัวงูเห่าทำให้เหนื่อยได้ด้วยรึ?”
ฉันไม่พูดอะไรแต่หัวเราะในลำคอเบาๆที่ท่านอ๋องรู้ทันว่ากำลังเปิดโอกาสให้อยู่กับซือซือ จึงเดินกลับมานั่งข้างๆเสวียฉีหยิบของกินแกล้มเหล้าใส่ปากเพราะไม่รู้จะทำอะไร แต่สายตาเหลือบไปมองที่หลี่เฉียงกำลังยืนยิ้มปลื้มปริ่มอยู่ใกล้ๆเสวียฉี เพราะครั้งนี้เขาได้รับใช้ใกล้ชิดยิ่งกว่าตอนที่อยู่ในป่าไผ่เสียอีก ด้วยความหมั่นใส้จึงสั่งหลี่เฉียงว่าให้ออกไปหาอะไรที่กินอิ่มๆมาให้กินหน่อย
หลี่เฉียงก็ถามว่ามีหมั่นโถวกับไก่ย่าง ที่ชาวบ้านทำมาแจกคนในค่ายฉันกินได้หรือไม่ ฉันตอบเสียงห้วนๆสั้นๆว่าได้! แต่ในใจก็คิดว่าจะหาเรื่องใช้งานอะไรต่ออีกดี เสวียฉีเมื่อได้ดื่มเหล้ารสชาติดีจนหายหงุดหงิด ก็เอื้อมมือมาลูบศรีษะฉันเบาๆแล้วพูดว่าผอมลงไปเยอะให้กินอาหารเยอะๆหน่อย ฉันจึงอ้อนว่าเพราะไม่ได้อยู่กันพร้อมหน้าจึงกินอาหารไม่ค่อยอร่อย เสวียฉีเลื่อนมือลงมาโอบกอดแล้วพูดว่าเขากลับมาแล้วจะไม่ไปไหนอีกแล้ว
ฉันจึงแอบมองไปที่ท่านอ๋องกับซือซือ กำลังนั่งประคบสมุนไพรยิ้มเล็กยิ้มน้อยเคอะเขิน มองดูแล้วก็น่ารักดีถ้าท่านอ๋องจะเปิดใจให้ซือซืออีกสักคนก็คงจะดี เพราะซือซือเองไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ ทั้งกิริยามารยาทเหมือนได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาดี เกินกว่าจะเป็นแค่แม่ค้าพ่อค้าที่มาค้าขายของต่างเมือง และคิดว่าถ้ามีเวลาว่างได้คุยกันจะถามถึงเรื่องที่บ้านของนางที่แคว้นฮุ่ยจูดูสักหน่อย
เวลาผ่านไปสักพักใหญ่มีทหารเดินเข้ามารายงานท่านอ๋องว่า มีทหารม้ารับจ้างห้าร้อยนายมาที่หน้าประตูค่าย หนึ่งในนั้นมีทหารชื่อจื้อโหยว แจ้งว่าท่านอ๋องสั่งให้พวกเขามาช่วยรบที่นี่ ท่านอ๋องตอบว่าทหารม้ากลุ่มนั้นเป็นทหารของเขาเอง ให้เปิดประตูค่ายรับเข้ามาด้วย ทหารคนนั้นจึงเอ่ยรับทราบและเดินออกไปจากเรือนเพื่อไปแจ้งให้ทหารยามเปิดประตูค่ายให้กลุ่มทหารม้าเข้ามา
ซึ่งเวลาผ่านไปยังไม่นานเท่าไหร่ ชงหยวนพี่ชายของซือซือก็เดินเข้ามาในเรือน มุ่งตรงไปหาซือซือกับท่านอ๋องแล้วเอ่ยทักทายท่านอ๋องทันทีว่า “ท่านอ๋องเมิ่งจริงๆด้วย!” ท่านอ๋องหันหน้ามามองตามเสียงทักทาย ก็ต้องแปลกใจที่เห็นชงหยวนจึงถามด้วยความดีใจว่า
ท่านอ๋อง : อ้าว?! องค์ชายฮุ่ยมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?
ชงหยวน : ข้ามาติดต่อค้าขายที่ค่ายนี้ พอดีเพิ่งกลับมาจากช่วยชาวบ้านซ่อมกำแพงหลังค่าย ได้ยินพวกชาวบ้านพูดคุยกันว่าท่านอ๋องจากแคว้นหลวนเซียนมาที่นี่ ข้าจึงเดินมาดู ดีจริงๆที่ได้เจอกันอีกครั้งที่นี่
ทั้งสองคนทักทายกันเหมือนเคยรู้จักกันมาก่อน ทำเอาฉันกับซือซือพากันงงว่าคนทั้งสองรู้จักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ โดยเฉพาะฉันที่งงหนักเพราะท่านอ๋องเรียกชงหยวนว่าองค์ชายฮุ่ย ทำให้ต่อมเผือกมันให้เริ่มทำงานทันที จึงเข้าไปถามเขาสองคนว่ารู้จักกันด้วยเหรอ แล้วที่เรียกชงหยวนว่าองค์ชายนี่คือยังไง
ชงหยวนจึงเล่าให้ฟังว่าเขาคือองค์ชายรองแห่งแคว้นฮุ่ยจู ส่วนซือซือคือองค์หญิงและเป็นน้องสาวคนสุดท้อง ครั้งหนึ่งเขากับผู้ติดตามเคยเดินทางไปที่แคว้นหลวนเซียน ได้พบกับท่านอ๋องในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ทั้งสองได้รู้จักพูดคุยถูกคอกันจึงนั่งดื่มเหล้าเล่นหมากกระดานด้วยกันจนสว่าง หลังจากนั้นชงหยวนก็เดินทางไปที่แคว้นอื่นต่อ จึงไม่ได้กลับไปที่แคว้นหลวนเซียนอีก
ฉันกับท่านอ๋องพากันหันหน้าไปมองซือซือที่ยืนยิ้มน้อยๆอยู่ข้างๆ เรารีบขอโทษซือซือที่ไม่รู้ว่าเป็นองค์หญิงแห่งแคว้นฮุ่ยจู ซือซือรีบตอบทันทีว่าไม่เป็นไรทั้งยังบอกให้ฉันทำตัวแบบเดิมไม่ต้องมีพิธีรีตรอง ชงหยวนจึงถามท่านอ๋องว่ารู้จักกับซือซือแล้วใช่ใหม ท่านอ๋องตอบว่าใช่เพราะซือซือช่วยประคบสมุนไพรที่ข้อมือให้
จากนั้นชงหยวนก็ชักชวนท่านอ๋องให้ไปพูดคุยดื่มเหล้ากับเขาที่เรือนพัก แล้วทั้งสองก็เดินพูดคุยยิ้มแย้มออกไปจากเรือน ส่วนซือซือนั้นยังคงยืนอึ้งอยู่กับฉัน ปากก็พูดพึมพำเบาๆว่า ที่แท้ท่านอ๋องเป็นสหายกับพี่ชายของตนนี่เอง จากนั้นก็อมยิ้มคนเดียวเหมือนกำลังคิดฝันกลางวันอะไรสักอย่าง
ฉันจึงเรียกซือซือว่าองค์หญิง แล้วถามนางว่าทำไมก่อนหน้านี้ไม่ยอมบอกว่าเป็นองค์หญิง ซือซือตอบว่าชงหยวนพี่ชายสั่งให้ปกปิดเพื่อความปลอดภัยเวลาเดินทางไปต่างแดน และบอกให้ฉันเรียกนางว่าซือซือตามเดิม และนางเองก็ดีใจมากที่มีฉันเป็นเพื่อน ทั้งยังชักชวนให้ฉันไปเที่ยวพระราชวังที่นางอาศัยอยู่ที่แคว้นฮุ่ยจูด้วย ฉันพยักหน้าตอบรับคำเชิญว่าถ้ามีเวลาว่างจะไปเยี่ยมเยียนนางที่แคว้นฮุ่ยจู
กระทั่งตอนเย็น มีคนมาเชิญเราให้ออกไปร่วมงานเลี้ยงดื่มเหล้า กินอาหารที่ชาวบ้านช่วยกันจัดเตรียมไว้ เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้ากันในงาน ท่านจินจึงประกาศต่อหน้าทุกคนว่า แคว้นหลวนเซียนกับแคว้นฮุ่ยจูตกลงเป็นพันธมิตรกับแคว้นจินชางแล้ว โดยจะให้ความร่วมมือช่วยเหลือสนับสนุนกันและกัน ทั้งในด้านการทหารและการค้าระหว่างแคว้น เมื่อชาวเมืองได้ยินประกาศดังนั้นต่างไชโยโห่ร้องด้วยความยินดี จากนั้นงานเลี้ยงในค่ายก็เริ่มต้นขึ้นด้วยความสนุกสนาน