รุ่งเช้าของเมืองชายแดนฮาร์เรนมาเยือนพร้อมกับบรรยากาศที่แปลกไปจากทุกวัน
ท้องฟ้าเบื้องบนถูกปกคลุมด้วยมวลเมฆหนาทึบสีเทาหม่น แสงอาทิตย์ยามอรุณรุ่งไม่อาจส่องสว่างผ่านม่านหมอกลงมาได้ ราวกับว่าแม้แต่ธรรมชาติต่างก็รับรู้ถึงความโศกเศร้า และกำลังร่วมไว้อาลัยให้กับการจากไปของชายชราธรรมดาๆ คนหนึ่ง ถนนสายหลักที่เคยคลาคล่ำไปด้วยเสียงะโเรียกลูกค้าของเหล่าพ่อค้า และเสียงค้อนเหล็กกระทบกันจากโรงงานช่างฝีมือ บัดนี้กลับตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าใจหาย ยิ่งกว่าค่ำคืนที่พายุโหมกระหน่ำ
ผู้คนจำนวนมากจากทุกตรอกซอกซอยต่างพากันออกมาเยือน และยืนเรียงรายอยู่สองข้างทางเดินหินที่ทอดยาวไม่มีใครพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว และไม่มีใครกล้าส่งเสียงรบกวนความเงียบอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ทุกสายตาจับจ้องไปยังร่างของชายหนุ่มเรือนผมสีดำสนิทผู้หนึ่งที่กำลังก้าวเดินผ่านพวกเขาไปอย่างช้าๆ
โซร่า...
ในเวลานี้ เด็กหนุ่มกำลังโอบอุ้มร่างอันไร้ิญญาของลุงบารอสไว้ในอ้อมแขนอย่างมั่นคงและทะนุถนอม ร่างของชายชราถูกห่อหุ้มด้วยผ้าสีขาวสะอาดสะอ้านอย่างเรียบร้อย บดบังาแฉกรรจ์และคราบโลหิตจากเหตุการณ์เมื่อคืนจนหมดสิ้น ใบหน้าของลุงบารอสในยามนี้ดูสงบนิ่งและผ่อนคลายอย่างถึงที่สุด ราวกับว่าแกเป็เพียงแค่คนแก่คนหนึ่งที่กำลังนอนหลับใหลอย่างเต็มอิ่ม หลังจากที่ต้องเหน็ดเหนื่อยและตรากตรำทำงานหนักมาตลอดทั้งชีวิต
เด็กหนุ่มก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น ไม่มีกระแสพลังเวทมนตร์อันยิ่งใหญ่คอยช่วยพยุงน้ำหนัก ไม่มีรถม้าหรูหราของทางราชการ และไม่มีโลงศพสลักลายงดงามราคาแพงใดๆ มีเพียงแค่สองลำแขนอันแข็งแกร่งของหลานชายคนนี้เท่านั้น...ที่ปรารถนาจะใช้พละกำลังกายเนื้อของมนุษย์ ส่งคนในครอบครัวเพียงคนเดียวเดินทางไกลเป็ครั้งสุดท้ายด้วยตัวเอง
ตลอดสองข้างทางที่โซร่าก้าวผ่าน ผู้คนในเมืองฮาร์เรนต่างค่อยๆ ก้มศีรษะลงต่ำเพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงสุด หญิงชราเ้าของร้านขายผักที่เคยได้รับความช่วยเหลือยกหลังมือที่สั่นเทาขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
"ท่านบารอส..." เสียงของนางสั่นเครือ "ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเกื้อหนุนพวกเรามาตลอดนะคะ..."
ชายวัยกลางคนเ้าของร้านขายขนมปังถอดหมวกผ้าฝ้ายของตนเองออกแนบไว้กับอก แววตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอย่างปิดยังไม่มิด
"ข้าคงไม่มีวันมีร้านรวงและลืมตาอ้าปากได้ในวันนี้...ถ้าหากวันนั้นท่านบารอสไม่ยอมให้ข้ายืมเงินก้อนสุดท้ายของท่านมาลงทุน"
ในจังหวะนั้นเอง เด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่มีคราบมอมแมมบนใบหน้า วิ่งฝ่าฝูงชนออกมาด้วยท่าทางเขินอาย แขนเล็กๆ ยื่นดอกไม้ป่าสีขาวดอกเล็กๆ ส่งให้แก่โซร่า "พ่อบอกหนูว่า...คุณตาช่างตีเหล็กเป็คนดีที่สุดในเมืองครับ..."
โซร่าหยุดฝีเท้าลงชั่วขณะ ความเงียบแผ่ซ่านรอบตัว เขาก้มลงมองช่อดอกไม้ป่านั้นด้วยแววตาที่สั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือรับมันมาอย่างเงียบเชียบ ชายหนุ่มวางดอกไม้ป่าดอกนั้นลงบนอกเสื้อเหนือร่างของลุงบารอสอย่างทะนุถนอม แล้วจึงเริ่มออกก้าวเดินต่อไปข้างหน้า
ตลอดเส้นทางเดินมุ่งสู่ประตูเมือง โซร่าคอยเงี่ยหูฟังและได้ยินแต่เื่ราวความดีงามของชายชราที่ตัวเขาเองไม่เคยรับรู้มาก่อนตลอดสิบเก้าปีที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
"บารอสเคยยอมอดตาหลับขับตานอนเพื่อซ่อมคันไถให้ครอบครัวของข้าในคืนก่อนฤดูเก็บเกี่ยว โดยไม่ยอมคิดเงินเลยสักแดงเดียว..." "เขาเป็คนตีดาบเหล็กกล้าเล่มที่ดีที่สุดให้ลูกชายของข้าด้วยตัวเอง ตอนที่เด็กคนนั้นต้องไปสมัครเป็ทหารชายแดน..." "หน้าหนาวที่แสนทารุณทุกๆปี ช่างตีเหล็กคนนั้นจะยอมสละถ่านหินและตีเตาผิงเหล็กแจกจ่ายให้คนจนตามสลัม...เขาไม่เคยปฏิเสธคนที่มาขอความช่วยเหลือเลยสักครั้ง"
โซร่าเดินฟังเื่ราวเ่าั้ด้วยความเงียบงัน ภายในใจของอดีตราชันัเพลิงเริ่มตระหนักรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วว่า ชายชราท่าทางขี้บ่นที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายสมถะอยู่กับกองฟืนและทั่งตีเหล็กมาตลอดสิบเก้าปี ไม่เคยเป็เพียงแค่ช่างตีเหล็กธรรมดาๆทั่วไปเลยสักวัน
แต่ลุงบารอส...คือคนดีผู้ปิดทองหลังพระที่เป็ดั่งเสาหลักคอยประคับประคองชีวิตของเมืองเล็กๆ ที่แสนแออัดแห่งนี้เอาไว้ โดยที่ไม่มีใครรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
เมื่อฝีเท้าของโซร่าก้าวพ้นผ่านซุ้มประตูเมืองโบราณออกมาสู่ภายนอก...
เบื้องหน้าของเขาคือเนินเขาเตี้ยๆ สีเขียวขจีทอดยาว ซึ่งเป็จุดที่สูงที่สุดและสามารถมองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของเมืองฮาร์เรนได้ทั้งเมือง ณ บนยอดเนินแห่งนั้น มีต้นไม้าุโขนาดใหญ่ต้นหนึ่งยืนหยัดแผ่กิ่งก้านสาขาอยู่เพียงลำพังท่ามกลางสายลม
โซร่าหยุดยืนนิ่ง สายตาคู่คมทอดมองวิวทิวทัศน์เบื้องหน้า ความทรงจำในอดีตยามที่เขายังเป็เด็กชายตัวน้อยผุดขึ้นมาในหัวสมองอย่างชัดเจน ลุงบารอสเคยนั่งพิงโคนต้นไม้ต้นนี้พลางเอ่ยปากพูดกับเขาไว้เมื่อนานมาแล้ว
"ถ้าเกิดวันหนึ่งลุงต้องตายจากโลกนี้ไป...ช่วยฝังร่างของลุงไว้บนเนินเขาแห่งนี้ทีนะเ้าหนู ลุงชอบทิวทัศน์ตรงนี้ที่สุด อย่างน้อยๆ...เวลาที่ลุงต้องหลับลึกอยู่ใต้ผืนดิน ลุงก็คงจะยังสามารถมองเห็นเมืองและผู้คนอันเป็ที่รักที่ลุงคอยดูแลมาตลอดชีวิตได้ยังไงล่ะ"
ชายหนุ่มค่อยๆ คุกเข่าลงบนพื้นหญ้าอย่างช้าๆ เขาประคองวางร่างของลุงบารอสลงจากอ้อมแขนอย่างนุ่มนวลและทะนุถนอมที่สุด ราวกับกลัวว่าจะทำให้ชายชราต้องตื่นจากนิทรา ก่อนที่เขาจะหยิบพลั่วเหล็กที่จัดเตรียมขี่หลังมาด้วย ปักปลายคมของมันลงบนพื้นดินอย่างมั่นคง
กึก...
เสียงคมเหล็กกระทบชั้นดินและหินดังกังวานขึ้นเป็เสียงแรกของการขุดหลุมศพ ท่ามกลางกระแสสายลมหนาวที่พัดโบกผ่านยอดเนินเขาอย่างโดดเดี่ยว
และในขณะที่โซร่ากำลังก้มหน้าก้มตาขุดชั้นดินต่อไปด้วยความเงียบสงบอยู่นั้นเอง...สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจก็เกิดขึ้น เมื่อชาวเมืองฮาร์เรนจำนวนมากมายนับหลายร้อยคน ทั้งคนแก่ เด็ก พ่อค้า และช่างฝีมือ ต่างค่อยๆ พากันเดินเท้าก้าวตามออกมานอกประตูเมืองทีละคน...ทีละคน จนแปรเปลี่ยนเป็ขบวนแถวยาวเหยียดมุ่งตรงขึ้นมาบนเนินเขา
ไม่มีการแจกใบฎีกาบอกกล่าว ไม่มีใครถูกเชื้อเชิญอย่างเป็ทางการ และไม่มีขุนนางหน้าไหนมาออกคำสั่งบังคับ
ทว่าทุกคนมาที่นี่ด้วยเหตุผลเดียวในหัวใจ...พวกเขาเพียงแค่ปรารถนาจะเดินทางมาส่งชายผู้เป็ดั่งจิติญญาและหัวใจที่แท้จริงของเมืองฮาร์เรน เดินทางไปสู่สัมปรายภพอันสงบสุข...เป็ครั้งสุดท้ายในชีวิตงดงามนี้
สายลมยามบ่ายพัดเอื่อยผ่านเนินเขาเตี้ยๆ ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาแก่ม่านดินที่เพิ่งถูกกลบฝังใหม่
โซร่ายังคงนั่งนิ่งอยู่หน้าหลุมศพของลุงบารอสโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ราวกับร่างทั้งร่างของเขาถูกหล่อหลอมให้กลายเป็ส่วนหนึ่งของผืนดินแห่งนี้ เวลาผ่านไปนานเพียงใด...แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจบอกได้ หรือบางทีเขาอาจจะไม่สนใจมันเลยด้วยซ้ำ ดวงตาสีแดงเข้มทอดมองแผ่นป้ายไม้ที่ปักอยู่เหนือเนินดินใหม่อย่างเงียบงัน บนป้ายนั้นมีรอยสลักเรียบง่ายทว่าเด็ดเดี่ยว
เด็กหนุ่มค่อยๆ ยกมือขึ้น ลูบไล้ไปตามรอยตัวอักษรบนป้ายไม้อย่างแ่เบา ราวกับ้าััความอบอุ่นของชายชราผ่านเนื้อไม้
"มนุษย์..." เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงนั้นเบาราวกับสายลม "เหตุใดจึงต้องอ่อนแอถึงเพียงนี้ ทั้งที่พยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดมาตลอด...สุดท้ายก็หนีความตายไม่พ้น"
น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ทว่ามันกลับแฝงไปด้วยความว่างเปล่าที่แม้แต่เ้าตัวในเวลานี้ก็ยังไม่ทันรู้สึกตัวด้วยซ้ำ
ทันใดนั้นเอง...สายลมที่เคยพัดโบกอยู่บนเนินเขากลับหยุดนิ่งลงในพริบตา อากาศรอบด้านพลันเย็นเยียบลงเล็กน้อย บรรยากาศรอบตัวบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ ก่อนที่ละอองแสงสีทองอ่อนนับไม่ถ้วนจะค่อยๆ ลอยละล่องออกมาจากความว่างเปล่า
โซร่าหันไปมองทันที สัญชาตญาณดั้งเดิมอันเฉียบคมของอดีตราชันัเพลิงกำลังร้องเตือนขึ้นมาอย่างรุนแรง ผู้มาเยือนคนนี้...แข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อ ทว่ากลับไร้ซึ่งจิตสังหารหรือความประสงค์ร้ายใดๆ
ท่ามกลางละอองแสงสีทองที่พรั่งพรู สเตลร่าค่อยๆก้าวเดินออกมา เรือนผมสีเงินยาวสลวยทอประกายล้อแสงแดดพลิ้วไหวไปตามแรงลม ดวงตาสีทองอำพันคู่สวยเปล่งประกายความอ่อนโยน ชุดยาวสีขาวสะอาดสะอ้านประดับด้วยลวดลายปีกัสีทองงดงามตระการตา ราวกับว่ามันไม่ได้ถูกถักทอขึ้นโดยฝีมือของมนุษย์
ทุกย่างก้าวของนางสงบนิ่งและไร้ซึ่งความหวาดหวั่นต่อชายหนุ่มตรงหน้า...ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ัเพลิงผู้เผาผลาญโลกใบนี้จนพินาศ นางเดินผ่านโซร่าไปอย่างแ่เบา ก่อนจะไปหยุดอยู่ตรงหน้าหลุมศพของบารอส จากนั้นจึงค่อยๆ โค้งศีรษะลงอย่างนอบน้อม
"..."
ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมา ไม่มีกระแสเวทมนตร์ใดๆปะทุขึ้น มีเพียงการยืนไว้อาลัยอย่างสงบเงียบท่ามกลางสายลม ครู่หนึ่ง...หญิงสาวจึงค่อยๆ วางดอกลิลลีสีขาวบริสุทธิ์ลงหน้าหลุมศพอย่างนุ่มนวล
"ขอให้ดวงิญญาของท่าน...เดินทางอย่างสงบด้วยเถิด" น้ำเสียงของนางนุ่มนวล
โซร่าจ้องมองภาพเหตุการณ์นั้นด้วยความเงียบงัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามทำลายความเงียบขึ้น
"...เ้ามาทำอะไรที่นี่"
สเตลร่าค่อยๆ หันกลับมาสบตาเขา ดวงตาสีทองอำพันคู่นั้นประสานเข้ากับดวงตาสีแดงเข้มของเขาโดยตรง "ข้าก็กำลังเฝ้ามองดูการกระทำสิ่งต่างๆของเ้าอยู่ยังไงล่ะ"
"เ้าคงจับตาดูข้าตลอดเวลาเลยสินะ"
"ใช่" หญิงสาวตอบเสียงเรียบ "และวันนี้ก็เป็วันที่เ้าต้องเ็ปที่สุด ข้าก็เลยอยากมาร่วมแสดงความไว้อาลัยให้กับคนสำคัญของเ้าที่จากไปสักหน่อย"
หญิงสาวก้าวเดินเข้ามาใกล้เขาอีกเล็กน้อย ทว่ายังคงเว้นระยะห่างที่พอดี "...เสียใจด้วย"
โซร่ายังคงนิ่งเงียบ
"เ้าสูญเสียครอบครัวเพียงคนเดียว" นางเอ่ยต่ออย่างเข้าใจ "ความเ็ปเช่นนี้...ข้าไม่มีคำพูดใดจะปลอบโยนเ้าได้"
โซร่าแค่นหัวเราะเบาๆ แววตาแฝงความขื่นขม "ครอบครัว...เมื่อก่อนข้าไม่เคยคิดว่าคำคำนี้จะมีความหมาย สำหรับข้าแล้ว...พวกมนุษย์เป็เพียงสิ่งมีชีวิตอายุสั้น แต่ชายชราคนนั้น..."
เขาหันกลับไปมองหลุมศพอีกครั้ง "...กลับทำให้ข้าเปลี่ยนความคิด"
หญิงสาวคลี่รอยยิ้มบางๆออกมา มันเป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งใจ "นั่นหมายความว่า...บทลงโทษของท่านแม่...เริ่มสัมฤทธิ์ผลแล้ว"
โซร่าหันขวับกลับมามองนางทันที ด้วยดวงตาที่หม่นหมอง "ก็คงงั้น"
หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะประสานมือไว้เบื้องหน้าอย่างสุภาพ
สเตลร่ามองดวงตาของเขาอย่างอ่อนโยน ราวกับอ่านใจของอดีตราชันัเพลิงออก "ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อลงโทษเ้า และไม่ได้มาพรากสิ่งใดไปจากเ้าหรอกนะโซเบล"
นางเหลือบมองหลุมศพของบารอส ก่อนจะพูดต่อ "ตรงกันข้าม...ข้ามาเพื่อดูว่า...ัเพลิงในตำนานโซเบล...เรียนรู้ที่จะร้องไห้เพื่อใครสักคนได้แล้วหรือยัง"
คำพูดนั้นทำให้โซร่าก้มลงมองมือตัวเอง คราบเืของลุงบารอสยังคงติดอยู่ตามซอกนิ้ว เขาค่อยๆ กำมือแน่นจนเส้นเืปูดโปน
"ข้า...ไม่เข้าใจตัวเอง" เด็กหนุ่มเค้นเสียงออกมาจากลำคอ "เหตุใดข้าจึงยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพืุ่์เพียงคนเดียว เหตุใด...เพียงเห็นเขาตาย...หัวใจของข้าจึงเ็ปกว่าตอนที่ดาบของลูซิสแทงทะลวงร่างของข้าเสียอีก"
สเตลร่าเดินเข้ามาใกล้มากขึ้น ก่อนจะย่อตัวลงนั่งข้างๆ หลุมศพของบารอส
"เพราะเ้ากำลังมีหัวใจของมนุษย์ที่กำลังเติบโตอยู่ในจิติญญาของเ้า" นางตอบพร้อมแววตาที่ส่องประกาย "และนั่น...คือสิ่งที่ท่านแม่ทรง้าให้เ้าได้เรียนรู้"
โซร่าถอนหายใจยาวเหยียดออกมา ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามที่เริ่มมีแสงแดดรำไรส่องผ่านม่านหมอกลงมา "...แล้วจากนี้...ข้าควรทำอย่างไรต่อ"
เป็ครั้งแรกในชีวิต...ที่ราชันัเพลิงผู้เคยยืนอยู่เหนือทุกสรรพชีวิต เอ่ยถามผู้อื่นว่า...ควรเดินไปทางไหน สเตลร่ามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
"คำตอบนั้น...ไม่มีผู้ใดมอบให้เ้าได้ เ้าจะต้องค้นหามันด้วยตนเอง ในฐานะ...มนุษย์คนหนึ่ง และนั่นการหาคำตอบให้กับชีวิต คือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ"
สายลมพัดผ่านหลุมศพของบารอสอีกครั้ง ราวกับชายชราผู้ล่วงลับกำลังรับฟังบทสนทนาของทั้งสองอยู่เงียบๆ ด้วยความเบาใจและในวันเดียวกันนั้นเอง...การเดินทางบทใหม่โซเบลในนาามของเด็กหนุ่มที่ชื่อโซร่า ก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง
.
.
.
.
แสงอาทิตย์อัสดงยามเย็นทอดเงายาวเหนือเมืองชายแดนฮาร์เรน สาดแสงสีส้มอมแดงอาบไล้ไปตามกำแพงเมืองเก่าแก่ที่ทรุดโทรม โซร่าและสเตลร่าก้าวเดินกลับเข้ามาในเมืองท่ามกลางความเงียบงัน
ทว่าบรรยากาศรอบข้างกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ชาวเมืองหลายคนที่เคยเห็นเด็กหนุ่มเดินผ่านในตอนเช้า บัดนี้เมื่อพบเห็นเขาอีกครั้ง ต่างพากันรีบหลบสายตาด้วยความหวาดกลัว บางคนรีบดึงแขนลูกหลานเข้าบ้านแล้วลงกลอนประตูแ่า ขณะที่กลุ่มชายฉกรรจ์และแม่ค้าตามซอกตึกต่างพากันกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"นั่นไง...คนที่ลงมือฆ่าบอร์โก้เมื่อคืน" "ข้าได้ยินมาว่า ทั้งแก๊งเหยี่ยวดำหายสาบสูญไปในคืนเดียว ไม่เหลือรอดแม้แต่คนเดียว..." "ข้าว่าเขาไม่ใช่มันไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว...ปีศาจชัดๆ..."
โซร่าได้ยินทุกคำนินทาและเสียงสะท้อนแห่งความหวาดกลัวนั้นอย่างชัดเจนด้วยประสาทััอันเหนือชั้น แต่ใบหน้าของเขายังคงนิ่งสนิท ไม่แม้แต่จะหันไปมองสบตากับใคร
"...พวกมนุษย์" เด็กหนุ่มพึมพำเสียงเรียบ "มักจะชอบตัดสินและพูดถึงสิ่งที่ตนเองไม่เคยรู้จริงอยู่เสมอ แต่ข้าไม่สนใจหรอก"
สเตลร่าที่เดินเคียงข้างหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ดวงตาสีทองอำพันกวาดมองรอบตัว "อย่างน้อยที่สุด การลงมือของเ้าเมื่อคืน ก็ทำให้พวกเขาไม่ต้องคอยอยู่อย่างหวาดกลัวพวกของบอร์โก้อีกต่อไปแล้วไม่ใช่หรือ?"
โซร่าหยุดนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะตอบสั้นๆ "เดี๋ยวก็มีคนใหม่มาแทนที่พวกมันอยู่ดี"
"...?" สเตลร่าเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย
"ความชั่วร้ายไม่ได้มลายหายไปพร้อมกับชีวิตของคนเพียงคนเดียวหรอก"
คำตอบอันเฉียบคมทว่าแฝงความจริงอันโหดร้ายนั้นทำให้สเตลร่าต้องหยุดเดิน นางมองแผ่นหลังของชายหนุ่มที่ยังคงก้าวเดินต่อไปด้วยสายตาครุ่นคิด
(เขามองโลกตามความเป็จริง...แต่เพราะเคยเห็นและผ่านโลกใบนี้มาเนิ่นนานเกินไป จึงทำให้เขาไม่เชื่อมั่นว่าโลกหรือจิตใจของมนุษย์จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ) สเตลร่าคิดในใจ
ไม่นานนัก ทั้งสองก็เดินมาถึงร้านตีเหล็กของลุงบารอสที่คุ้นเคย
แม้ว่าก่อนหน้านี้ตัวร้านจะได้รับการซ่อมแซมแซะแซงจนกลับมาใช้งานและพออยู่อาศัยได้ แต่ร่องรอยของการต่อสู้รุนแรงเมื่อค่ำคืนก่อน ทั้งรอยไหม้เกรียม คมดาบที่กรีดลึก และคราบเขม่าดำ ก็ยังคงหลงเหลือปรากฏอยู่ตามพื้นหินและกำแพงอิฐอย่างเด่นชัด
โซร่าเอื้อมมือผลักประตูไม้เปิดเข้าไป ภายในร้านทุกอย่างยังคงจัดวางอยู่ตำแหน่งเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เตาหลอมขนาดใหญ่ที่ยังคงมีเศษเถ้าถ่าน ทั่งและค้อนตีเหล็กคู่กายของชายชรา โต๊ะไม้เก่าที่เต็มไปด้วยรอยขูดขีด รวมถึงเก้าอี้โยกตัวโปรดของลุงบารอสที่ตั้งอยู่มุมห้อง
เด็กหนุ่มเดินตรงเข้าไปหยิบผ้ากันเปื้อนหนังผืนหนาของลุงบารอสที่พาดอยู่ขึ้นมา บนเนื้อผ้าหนังนั้นยังคงมีกลิ่นอายเขม่าควันไฟและกลิ่นเหล็กร้อนติดอยู่ไม่จางหาย
"..."
โซร่านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ พับผ้ากันเปื้อนผืนนั้นอย่างระมัดระวังและประณีตที่สุด แล้วนำมันไปแขวนไว้ในจุดที่สูงที่สุดเหนือเตาหลอมเหล็ก
"เ้าจะเก็บมันไว้ที่นี่หรือ?" สเตลร่าเอ่ยถามพลางเดินตามเข้ามา
"ใช่" โซร่าตอบ "มันคือสิ่งเดียว...ที่ทำให้ข้ารู้ระลึกได้ว่า ครั้งหนึ่งข้าเคยมีครอบครัวเหมือนคนอื่นเขา"
บรรยากาศภายในร้านตกอยู่ในความเงียบสงบอีกครั้ง ทันใดนั้น สายตาของโซร่าก็เหลือบไปเห็นป้ายไม้เก่าแก่ที่หลุดร่วงอยู่บนพื้น มันคือป้ายที่เขียนตัวอักษรเอาไว้ว่า 'ร้านตีเหล็กบารอส' ทว่าตัวอักษรบางส่วนได้ไหม้เกรียมจนแหลกสลายไปจากกองเพลิงเมื่อคืน
เด็กหนุ่มก้มลงหยิบป้ายไม้นั้นขึ้นมา มองดูมันอยู่ครู่หนึ่งด้วยแววตาที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึก ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะไม้อย่างเคารพและอาลัย
"เ้าคิดจะทำอะไรกับป้ายนั้นรึ?" สเตลร่าถามขึ้นเมื่อเห็นท่าทางของเขา
"ที่นี่...ต่อจากนี้ไป จะไม่ใช่เพียงแค่ร้านตีเหล็กธรรมดาๆ อีกต่อไปแล้ว"
พูดจบ เด็กหนุ่มก็หยิบแผ่นไม้เนื้อแข็งแผ่นใหม่ขึ้นมา เขาถือมีดสั้นสำหรับแกะสลักไว้ในมือ แล้วเริ่มลงมือสลักตัวอักษรลงบนเนื้อไม้ทีละตัว...ทีละตัว เสียงมีดกรีดและแกะสลักไม้ดังเป็จังหวะจะโคนสม่ำเสมอภายในร้านที่เงียบสงัด
เมื่อแกะสลักจนเสร็จสิ้น โซร่าจึงเดินออกไปนอกร้านแล้วนำป้ายไม้แผ่นใหม่นั้นขึ้นไปแขวนไว้เหนือซุ้มประตูทางเข้าแทนที่ป้ายเดิม บนแผ่นไม้หนานั้นมีตัวอักษรภาษาโบราณที่ถูกสลักไว้อย่างทรงพลังเพียงสองคำ
"Flame Nest" (รังแห่งเปลวเพลิง)
สเตลร่าเดินตามออกมายืนเคียงข้าง นางเงยหน้าขึ้นมองป้ายร้านใหม่พลาอมยิ้ม "เหตุใดเ้าถึงเลือกใช้ชื่อนี้ล่ะ?"
โซร่าทอดสายตามองกลับเข้าไปในร้าน มองดูเตาหลอมที่ไร้ไฟ ก่อนจะเอ่ยตอบเรียบๆ
"เพราะคำว่า 'รัง' ...คือสถานที่เพียงแห่งเดียวที่ข้าจะสามารถกลับมาพักพิงได้เสมอ ไม่ว่าโลกภายนอกจะโหดร้ายหรืออ้างว้างเพียงใดก็ตาม" เด็กหนุ่มเว้นจังหวะ "และเปลวไฟ...มันมีหน้าที่มอบความอบอุ่นให้แก่คนที่คู่ควร หรือไม่ก็แผดเผาศัตรูให้เป็จุณ"
"..."
"แต่มันขึ้นอยู่กับว่า...ผู้ที่ก้าวเท้าผ่านประตูบานนี้เข้ามา...จะเป็ใคร"
สเตลร่าหลุดยิ้มละมุนออกมาทันที "สมเป็ตัวเ้าจริงๆ พูดประโยคที่ฟังดูอบอุ่นและน่ากลัวได้ในเวลาเดียวกันไม่เปลี่ยน"
โซร่าไม่ได้ตอบโต้อะไร เขาเดินกลับเข้ามาในร้าน หยิบกระดาษหนังแกะแผ่นหนึ่งมาวางลงบนโต๊ะ จากนั้นจึงใช้พู่กันจุ่มหมึกเขียนข้อความด้วยลายมือที่เรียบง่ายเด็ดขาด
[ Flame Nest ]
รับตี ซ่อมแซม และสร้างอุปกรณ์รวมถึงอาวุธทุกชนิด
รับว่าจ้างและเคลียร์ภารกิจต่างๆ ตามความเหมาะสม
ผู้ใดที่คิดจะเข้ามาเพื่อเอาเปรียบผู้อ่อนแอ...อย่าได้ริอาจก้าวเท้าเข้ามาที่นี่เด็ดขาด
สเตลร่าเดินเข้ามาอ่านข้อความบนกระดาษก่อนจะถอนหายใจขำๆ "ถ้าคนพวกนั้นเป็คนร้ายจริงๆ มีหรือที่พวกเขาอ่านป้ายนี้แล้วจะไม่กล้าเดินเข้ามา?"
"ก็จริงของเ้า" โซร่าพูดหน้าตาเฉย "ถ้าพวกมันไม่เดินเข้ามา...ข้าก็จะเป็ฝ่ายเดินออกไปหาพวกมันเอง"
สเตลร่าถึงกับเอามือกุมหน้าผากพลางส่ายหัว "...เ้านี่มันยังคงเป็เ้าเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนจริงๆ โซเบล"
เด็กหนุ่มเดินตรงไปยังเตาหลอมเหล็กอีกครั้ง เขาจัดการจุดไฟ เปลวเพลิงสีส้มแดงค่อยๆ ปะทุและลุกโชนขึ้นมา มอบความอบอุ่นและความสว่างไสวให้แก่ตัวร้านที่เคยอับเฉา โซร่าหยิบก้อนเหล็กดิบขึ้นมาคีบวางลงบนกองไฟเพื่อเผาจนมันเริ่มสุกแดงเป็เนื้อเดียวกัน จากนั้นจึงยกค้อนเหล็กกล้าผืนหนาขึ้นสูง
เคร้ง!!!!!!!!!!!!!
เสียงค้อนกระทบลงบนเนื้อเหล็กอุ่นร้อนดังกังวานก้องสะท้อนออกไปไกล
นี่ถือเป็ครั้งแรก...นับั้แ่ลุงบารอสจากโลกนี้ไป ที่โซร่าเริ่มต้นลงมือตีเหล็กด้วยแรงกายของตัวเองอีกครั้ง ทว่าในคราวนี้ เขาไม่ได้ลงมือทำเพราะ้าสร้างอาวุธเพื่อไปเข่นฆ่าหรือประหัตปะาใคร แต่เป็เพราะ...เขา้ารักษาสถานที่แห่งความทรงจำนี้เอาไว้ด้วยมือของเขาเอง
สเตลร่ามองภาพแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่กำลังตั้งใจตีเหล็กท่ามกลางประกายไฟด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนที่นางจะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น
"ต่อจากนี้ไป...ข้าจะอยู่ช่วยดูแลร้านแห่งนี้ด้วยก็แล้วกัน"
โซร่าชะงักมือที่กำลังจะหวดค้อนลงไป เขาหยุดนิ่งชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถาม "ช่วยดูแล...ในฐานะผู้คุมกฎัอย่างนั้นหรือ?"
สเตลร่าส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะส่งรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยนและขี้เล่นส่งไปให้ "เปล่าเลย...ในฐานะ...'ผู้จัดการร้าน' ต่างหากล่ะ"
โซร่าเงียบไปประมาณสองวินาที ใบหน้ายังคงไร้ความรู้สึก ก่อนจะพยักหน้าตอบช้าๆ "หึ…ผู้จัดการร้าน…ตามใจเ้าก็แล้วกัน...แต่อย่าลืมนะว่าสถานที่แห่งนี้ข้ารับสิทธิ์เป็ผู้ถือครองโดยชอบธรรมแด่เพียงผู้เดียว"
“ก็ได้”
ภายนอกร้านตีเหล็ก...สายลมยามค่ำคืนพัดโบกสบัดผ่านป้ายไม้สลักใหม่เบาๆ
ในค่ำคืนอันเงียบสงบนี้ ไม่มีชาวเมืองฮาร์เรนหรือใครบนโลกคนไหนล่วงรู้เลยว่า ร้านตีเหล็กเล็กๆ ที่ดูธรรมดาและตั้งอยู่ชายแดนแห่งนี้ ในอนาคตจะกลายเป็สถานที่สำคัญที่สั่นะเืและเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของโลกและผู้คนมากมาย...
และมันคือจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่... ของอดีตราชันัเพลิงผู้กำลังเรียนรู้ที่จะใช้เปลวไฟในมือของตนเอง ไม่ใช่เพื่อการทำลายล้างโลกใบนี้อีกต่อไป แต่เพื่อปกป้องรังอันเป็สิ่งสำคัญที่เขาเลือกที่จะดูแลมันด้วยหัวใจของมนุษย์