บทที่ 13. แดนลับา
เช้าวันที่ต้องเดินทางไปแดนลับบรพพกาล เกาจิ้งเดินออกมาจากห้องด้วยความตื่นเต้น เขามองดูรอบบ้านหลังเล็ก แล้วยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือหัว พร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด
“ภารกิจสำเร็จทันเวลาพอดี” เขากอดอกพร้อมเอามือข้างหนึ่งขึ้นมาลูบคาง แล้วหวนนึกถึงเช้าวันแรกที่มาพักบ้านหลังนี้ พอเขาเปิดประตูออกมาก็เจอกับอาจารย์ซูซินยืนรออยู่หน้าบ้าน
“ตื่นแล้วรึ เป็อย่างไรบ้าง พอจะปรับตัวได้หรือไม่” นางถามพร้อมกับใช้ััจิตเทวะสำรวจดูศิษย์
“ศิษย์คารวะท่านอาจารย์ ศิษย์ปรับตัวได้แล้วขอรับ” เกาจิ้งประคองหมัดพร้อมก้มหัวคำนับ
“ดี ท่านเ้าสำนักได้มอบแนวทางการฝึกมาให้เ้า พร้อมกับให้เ้าถือเป็ภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนไปแดนลับา นั่นคือเ้าต้องทะลวงระดับหลอมปราณให้ถึงขั้นหก แล้วฝึกเคล็ดหลอมกายาให้ถึงระดับหลอมกายขั้นห้า” นางทิ้ง่จังหวะเพื่อดูอาการของเกาจิ้ง เมื่อเห็นว่าเขายังคงตั้งใจฟังโดยไม่มีอาการวิตกกังวลใดๆ นางจึงกล่าวต่อไป
“แดนลับาก็คือาระหว่างเผ่าพันธุ์ขนาดย่อมของเหล่าผู้หลอมปราณ ที่มีโชควาสนาและวัตถุดิบล้ำค่ามากมาย แดนลับคือสมบัติ์ของสำนักศักดิ์สิทธิ์ จะเปิดทุกห้าปี มีสิบสองมิติของใบเล็ก และจะสุ่มหนึ่งในสิบสองทุกๆ ห้าปี ทำให้ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะได้ไปในที่แบบไหน โลกในนั้นเวลาจะเดินเร็วกว่าโลกภายนอกสิบเท่า และในสี่ร้อยกว่าปีมานี้มีแดนลับสี่แดนที่ยังไม่เคยถูกสุ่ม ถ้าปีนี้สุ่มหนึ่งในสี่แดนเหล่านี้ได้ สมุนไพรในแดนเ่าั้จะมีอายุเป็หมื่นปี การแย่งชิงจะหนักหน่วงแค่ไหนเ้าลองไตร่ตรองดู” ซูซินอธิบายข้อมูลพื้นฐานให้ศิษย์ฟัง พร้อมกับเดินเข้าหาเกาจิ้ง
เกาจิ้งที่ตั้งใจฟังก็พยายามคิดตาม เขาทั้งตื่นเต้นและกังวล แต่ก็ไม่มากเท่าใดนัก
“ถ้าสุ่มได้หนึ่งในสี่แดนแล้วพวกสัตว์อสูรในนั้นมันจะอยู่ระดับไหนหรือขอรับ”
เกาจิ้งถามอย่างสงสัย ในขณะที่ซูซินหญิงสาววัยกลางคนที่ดูเหมือนวัยสามสิบปลายๆ แต่แววตาและรัศมีที่เป่งออกมาจากธรรมชาติในตัวของเธอ ทำให้เกาจิ้งรู้สึกเหมือนนักศึกษากำลังคุยกับผู้อำนวยการมหาวิทยาลัย หรือซีอีโอประธานบริษัทใหญ่ที่กำลังสัมภาษณ์นักศึกษาฝึกงาน มันมีแรงกดดันบางอย่างที่เขารู้สึกได้
“ไม่ต้องห่วง สัตว์อสูรที่มีพลังต่อสู้มากที่สุดจะอยู่แค่ระดับสองขั้นต้น แต่นั่นก็ยากลำบากสำหรับพวกเ้าแล้ว สำนักอื่นคงจะคิดว่าเ้าคงจะอยู่ในระดับหลอมปราณขั้นหกเมื่อถึงเวลานั้น และหมายหัวเ้าไว้แน่ๆ เพราะพวกนั้นคงอยู่ขั้นสิบถึงสิบสอง ในการต่อสู้ทุกคนจะมีไพ่ตายซ่อนไว้เสมอ และร่างกายพิเศษของเ้ากับเคล็ดวิชาหลอมกายาก็เป็ไพ่ตายแรกและเ้าต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ”
ปัจจุบันเกาจิ้งรู้สึกโล่งใจที่ทะลวงขั้นหลอมกายถึงระดับห้าได้สำเร็จทันเวลาพอดี เกาจิ้งเดินไปถึงประตูหน้าบ้านพัก ก็เห็นอาจารย์ซูซินบินลงมาหาเขาพร้อมเก็บกระบี่บินให้อันตรธานหายไป ซูซินใช้จิตััเทวะตวจดูพัฒนาการของศิษย์ แล้วเธอก็รู้สึกพอใจเป็อย่างมาก
“ดีมากเ้าทำภารกิจได้สำเร็จ ในการบำเพ็ญจะมีโอสถช่วยยกระดับขั้นต่างๆ ตามระดับการฝึก แต่พอระดับสูงขึ้นโอสถที่จะช่วยเื่พวกนี้จะน้อยลงไปเรื่อยๆ” ซูซินเสกชวดโอสถจากถุงมิติให้มาปรากฏบนฝ่ามือของเธอสองขวด
“และนี่คือไพ่ตายอีกอันของเ้า โอสถวิมุตติครามจะช่วยเ้ายกระดับขั้นหลอมปราณได้หนึ่งขั้นทันทีที่กินเข้าไป มันต้องใช้เวลาดูดซับประมาณหนึ่งถึงสองชั่วยาม เมื่อเ้าเข้าแดนลับแล้ว หาโอกาสดูดซับมันให้เร็วที่สุด และอีกขวดคือโอสถปราณโลหิต จะช่วยยกระดับขั้นหลอมกายได้หนึ่งขั้นทันทีที่กินครั้งแรก ให้เ้ากินต่อจากโอสถวิมุตติคราม เมื่อเ้าเข้าสู่หลอมกายขั้นหกเ้าก็ไม่ต้องกลัวพวกหลอมปราณขั้นสิบสองแล้ว” ซูซินอธิบายเสร็จก็ยื่นขวดโอสถทั้งสองขวดให้ศิษย์ของเธอ
“ที่ข้ารับเ้าเป็ศิษย์ ไม่ใช่เพราะพร์หรือทักษะติดตัวของเ้าแค่นั้นหรอกนะ แต่เพราะข้าเห็นเ้าเปิดแดนแดนของขอบเขตพลังจิตได้ั้แ่หลอมปราณขั้นห้า ข้าเลยสนใจในตัวเ้า พร้อมยังเห็นทักษะการบริหารจัดการสวนสมุนไพร กับการแข่งโลกใบเล็ก ข้าจึงบอกเ้าสำนักว่าจะรับศิษย์เพิ่ม สิบเดือนในแดนลับนี้เ้าก็ไปขัดเกลาให้ดี ออกมาค่อยไปทำตามกฎการเข้าเป็ศิษย์ภายใน แล้วข้าจะประกาศอย่างเป็ทางการ” ซูซินตบบ่าของเกาจิ้งเบาๆ
เกาจิ้งประคองหมัด พร้อมก้มหัวคำนับ “ขอรับท่านอาจารย์”
—------------
ทางเข้าแดนลับา
หลังจากนั่งเรือเหาะของสำนักมาเกือบสองชั่วยาม ก็มาถึงทางเข้าแดนลับา ที่ตั้งอยู่ริมหน้าผาปากอ่าวระหว่างแม่น้ำกับทะเล ขอบเขตชายแดนของเผ่ามนุษย์และเผ่ามาร ที่มีแม่น้ำใหญ่ขวางกั้น ทุกคนะโลงไปยืน ณ ลานกว้างกลางมิติรอยต่อระหว่างลานกับประตูทางเข้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดัน และรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่าน ม่านพลังงานสีรุ้งขนาดมหึมาหมุนวนอยู่เบื้องหน้า บ่งบอกถึงทางเข้าสู่แดนลับที่กำลังจะเปิดออก เกาจิ้งมองสำรวจบริเวณโดยรอบ มีเรือเหาะจอดลอยอยู่ในทะเลหลายลำที่มีรูปร่างแตกต่างกันออกไป
ที่แห่งนี้คือจุดรวมพล ของอัจฉริยะจากทั่วทั้งทวีป โลกเซียนนั้นกว้างใหญ่ไพศาล แบ่งออกเป็ 9 แดนหลัก ได้แก่ แดนมาร 2 แดน, แดนปีศาจ 2 แดน, แดนอสุรา 2 แดน และแดนมนุษย์ 3 แดน
เมื่อคำนวณจากกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ เกาจิ้ง กวาดสายตามองและประเมินจำนวนคู่แข่งในใจอย่างรวดเร็ว ‘เผ่ามาร2แดน 4 สำนัก, เผ่าปีศาจ2แดน 4 สำนัก, เผ่าอสุรา2แดน 5 สำนัก และเผ่ามนุษย์3แดน 14 สำนัก รวมทั้งหมดคือ 27 สำนักใหญ่... สำนักละ 5 คน เท่ากับ 135 คน บวกกับโควตาพิเศษจากตัวแทนเมืองอีก 36 เมือง... รวมผู้เข้าร่วมทั้งหมดในครั้งนี้คือ 171 คน’
“โห…แฟชั่นแต่ละคนโคตรสุด ไอ้นั่นดาบหรือเวฟบอร์ดฟะ พี่สาวคนนั้นแหวกโคตรสูง” เกาจิ้งสังเกตคนที่มาเข้าแข่ง ทุกอย่างดูตื่นตาตื่นใจมากสำหรับเขา
ตัวเลข 171 คนอาจดูไม่มากนัก แต่ทุกคน ณ ที่นี้ล้วนเป็สัตว์ประหลาดในหมู่มนุษย์และเป็หัวกะทิของแต่ละเผ่าพันธุ์ที่ถูกคัดกรองมาอย่างเข้มงวด
เกาจิ้งยืนรวมกลุ่มอยู่กับศิษย์ตัวแทนอีกห้าคนจากสำนักสุญญตาดารา เขาลอบสังเกตลักษณะของเผ่าพันธุ์ต่างๆ เพื่อสังเกตว่าข้อมูลตรงกับที่อ่านมาหรือเปล่า
ทางฝั่งซ้ายของลานกว้างคือกลุ่มของ ‘เผ่ามาร’ พวกเขามีเรือนผมและดวงตาสีม่วงประกาย บางคนมีผมสีดำแต่ตาสีม่วง รูปร่างของเผ่ามารนั้นลีนกระชับ ปราศจากไขมันส่วนเกิน กล้ามเนื้อทุกมัดบีบรัดแน่นประดุจสปริงที่พร้อมดีดตัว แิของเผ่ามารนั้นเรียบง่ายและโเี้—พวกเขาสนใจแค่ผลลัพธ์ หากการฝึกวิชาต้องใช้ดวงิญญา พวกเขาก็แค่ฆ่าคนแล้วกระชากิญญามาใช้โดยไม่รู้สึกผิดบาปใดๆ
ถัดไปคือ ‘เผ่าปีศาจ’ พวกนี้โดดเด่นด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่กำยำ ผิวพรรณสีดำแดงดุดัน เรือนผมและดวงตาสีแดงฉานดั่งโลหิต บางคนมีผมดำแต่ตาสีแดง กลิ่นอายของเผ่าปีศาจเต็มไปด้วยความป่าเถื่อนและบ้าคลั่ง ความเชื่อเดียวที่ฝังรากลึกในสายเืของพวกมันคือ ‘พลังคือกฎเกณฑ์’ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือผู้กำหนดความถูกต้อง
เยื้องไปทางขวาคือกลุ่มของ ‘เผ่าอสุรา’ ซึ่งมีสายเืเชื่อมโยงกับเผ่าเทวะ พวกเขามีรูปลักษณ์คล้ายมนุษย์ มีเรือนผมและดวงตาสีน้ำตาลอ่อน แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่กลางแผ่นหลังคือปีกสีดำทมิฬที่สามารถเรียกออกมาใช้งานได้ทุกเมื่อ เผ่าอสุราเป็พวกพูดจาขวานผ่าซาก ไม่ไว้หน้าใคร และเชี่ยวชาญทั้งการต่อสู้ด้วยเวทมนตร์และกายภาพอย่างสมดุล พวกเขามีทัศนคติที่ชัดเจนมาก นั่นคือเกลียดชังเผ่าเทวะเข้าไส้ โดยเชื่อว่า ‘เผ่าเทวะคือพวกหน้าไหว้หลังหลอก จอมปลอมและโสมมที่สุด’
และกลุ่มที่ดึงดูดสายตามากที่สุด ยืนตระหง่านอยู่ใจกลางลานด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง คือ ‘เผ่าเทวะ’ หรือลูกหลานสายเืเทวะที่จุติลงมาในแดนเซียน พวกเขามีผิวพรรณขาวผ่องดุจหยก ปีกสีขาวบริสุทธิ์ ดวงตาสีทองเปล่งประกาย และเรือนผมสีขาวบ้างสีทองสว่าง เผ่าเทวะยึดมั่นในความเชื่อที่ว่า ‘สายเืของตนคือความบริสุทธิ์สูงสุด เผ่าพันธุ์อื่นล้วนเป็เพียงสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ’
“กฎของการสำรวจแดนลับาในครั้งนี้ จงฟังให้ดี!
” เสียงกังวานทรงพลังของผู้าุโจากหอคอยิญญา มาคอยดู และควบคุมการแข่งขันต่างๆ ดังก้องกังวานไปทั่วลาน ทลายความเงียบงันและรังสีอำมหิตที่ปะทะกันอยู่
“ระยะเวลาในการเปิดแดนลับคือ หนึ่งเดือนแต่อย่างที่รู้ เวลาในนั้นจะเร็วกว่าด้านนอกสิบเท่า โดยจะแบ่งการทดสอบออกเป็สอง่เวลา! สามสัปดาห์แรก: พวกเ้าต้องออกล่าอสูราและรวบรวมทรัพยากรเพื่อสะสมคะแนน! และเดินทางไปเขตตำหนักวิถียุทธ์ซึ่งจะอยู่ใจกลางของแดนลับ หนึ่งสัปดาห์สุดท้าย: ระบบจะปล่อย ‘ป้ายิญญา’ จำนวน 20 ป้าย ซ่อนไว้ทั่วแดนลับ ผู้ที่ป้ายิญญาเมื่อครบกำหนดเวลา จะได้รับสิทธิ์เข้าสู่ ‘ตำหนักวิถียุทธ์’ เพื่อรับสืบทอดวิชาขั้นสูง! ส่วนผู้ที่ไม่มีป้ายิญญา... จะถูกค่ายกลดีดตัวส่งออกจากแดนลับทันที!”
สิ้นเสียงประกาศ บรรยากาศก็หนักอึ้งขึ้นไปอีกขั้น ป้ายิญญามีเพียง 20 ป้าย แต่มีคนถึง 171 คน นั่นหมายความว่าในเจ็ดสิบวันสุดท้ายในแดนลับ การเข่นฆ่าและแย่งชิงกันเองจะทวีความรุนแรงขึ้นถึงขีดสุด ไม่ใช่แค่สู้กับอสูร แต่ต้องสู้กับเผ่าพันธุ์อื่นเพื่อชิงตั๋วใบสุดท้าย
“ถ้าพร้อมแล้ว... จงก้าวเข้าไป!”