คฤหาสน์ตระกูลไป๋ เป่ยจินยินยอมไปตามคำเชิญของคุณหนูใหญ่ไป๋ฮวา ในการทานมื้อเช้าที่นี่ แทนที่จะรับที่โรงเตี๊ยม
“นี่บ้านเ้าหรือ” ยามเมื่อรถม้าจอดนิ่งสนิท หน้าคฤหาสน์ใหญ่ เป่ยจินอดมิได้ที่จะเอ่ยถามออกไป
ประตูทางเข้าที่สูงและแ่า ด้านซ้ายและขวามีรูปปั้นสิงโตยืนกำลังคำราม มองข้ามไปด้านในกำแพงใหญ่ ยังคงเห็นต้นหลิวขนาดใหญ่ อีกสองต้นกำลังโบกสะบัดกิ่งก้านใบ ไปตามสายลม เรียกความอบอุ่นและยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือ พ่อค้าใหญ่แห่งแค้วนต้าเฉียงจริงๆ
“อืม เข้าไปด้านในเถิด” ไป๋ฮวาตอบรับคำถาม ด้วยประโยคสั้นๆ แล้วเดินนำทั้งสองเข้าไปยังด้านในฝแค่พริบตาเดียวไป๋ฮวาที่เป่ยจินและหยางคงรู้จักก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็อีกคน
กิริยามารยาทที่แสดงออกมา ราวกับคุณหนูตระกูลใหญ่ ยิ่งนักพูดตรงๆ หยางคงและเป่ยจินต่างหันมาสบตากัน เป็ครั้งแรกที่ทั้งสองต่างคิดตรงกันว่า ไป๋ฮวาช่างดูสูงส่งยิ่งนัก อีกทั้งกิริยาที่แสดงออกมา ช่างดูเหมาะสมกว่านางที่เป็เชื้อพระวงศ์เสียอีก
เดินมาได้พักพัก ก็มาหยุดด้านหน้าห้องโถงใหญ่ของตระกูล ซึ่งมีพ่อบ้านของคฤหาสน์รออยู่
คารวะคุณหนูใหญ่ขอรับ นายท่านรออยู่ด้านในขอรับ พ่อบ้านใหญ่เอ่ยออกมาพลางเหลือบสายตาไปยังด้านหลังคุณหนูของตนและโน้มตัวลงคารวะเบาๆ คล้ายกับมิได้ให้ความสนใจในตัวของแขกที่มาเยือนตระกลมากนัก
เป่ยจินและหยางคงนั้นก็ให้รู้สึกแปลกๆ เพียงแต่ก็มิไก้ถือสาอันใดนัก จึงปล่อยไป นางมิอยากมีปัญหากับครอบครัวของสหายทั้งแต่วันแรกที่มาถึงนัก
เมื่อเข้ามาถึงห้องทั้งสองจึงได้ทำความเคารพผู้นำตระกูลไป๋
“คารวะผู้นำตระกูลไป๋และฮูหยินตระกูลไป๋เ้าค่ะ/ขอรับ” เป่ยจินและหยางคงเอ่ยออกมาด้วยกิริยาและการอบรมจากตระกูลใหญ่เช่นกัน
มิใช่ว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามหรอกหรือ ข้าก็เป็ให้พวกท่านได้เช่นกัน หึหึ
“อืม” นายท่านและฮูหยินตระกูลไป๋เอ่ยออกมา
‘คนตระกูลนี้ พูดเป็แค่คำว่าอืมหรืออย่างไรกันพี่หยาง เป่ยจินส่งกระแสจิตถามหยางคง’
‘นั้นสิขอรับ น่าหมั่นไส้เสียจริง’ หยางคงตอบกลับไปแล้วหันไปมองตาเป่ยจินเพื่อสื่อความหมาย
“เช่นนั้นข้าว่าเราทานข้าวกันก่อนเถิดเ้าค่ะท่านพี่ ฮวาเออร์ คุณหนูและคุณชายหยางด้วยนะเ้าค่ะ” ฮูหยินไป๋เกรงว่าแขกของบุตรสาวจะรู้สึกมิดี จึงเอ่ยออกมาเสียหลายคำ
“นี่ๆ ฮวาฮวา ครอบครัวของเ้าเคร่งเครียดเช่นนี้ตลอดเวลาเลยหรือ” เป่ยจินกระซิบถามไป๋ฮวาหลังจากที่ทุกคนเดินนำไปห้องทานอาหาร
“เปล่าหรอก ไว้ทานข้าวเสร็จ ไปนั่งเล่นแล้วข้าจะเล่าให้ฟัง”
“อืมๆ”
ระหว่างทานข้าวนั้นก็มิมีใครเอ่ยอันใดออกมา ทำให้เป่ยจินและหยางคงรู้สึกอึดอัดแปลกๆ แต่นั้นแหละ ทั้งคู่ทางมิได้สนใจมากนัก ด้วยก่อนหน้านี้ทั้งสองก็เคยเผชิญเหตุการณ์เหล่านี้มาแล้ว จึงพากันนั่งทานด้วยความรื่นเริง
หลังจากทานข้าวเสร็จ นายท่านและฮูหยินก็แยกย้ายกันไป ปล่อยให้ทั้งสามคนไปนั่งรับลมเล่นสายลมที่พัดเข้ามาที่เก๋งรับรอง ปลิวสะบัดพัดม่านที่แขวนอยู่รอบๆ ให้พลิ้วไหวไปมา หากคนที่มองผ่านม่านจากด้านนอกเข้ามา จะเห็นว่ามีสตรีสองนางที่เอนกายพิงตั่งอยู่ด้วยกิริยาเกียจคร้าน และอีกหนึ่งบุรษกำลังหาความสำราญด้วยการนั่งวาดภาพสตรีทั้งสองนางอยู่
“ความจริงแล้วข้านะ...มีน้องชายคนหนึ่ง เพียงแต่เขาถูกพิษเล่นงาน ท่านพ่อและคนอื่นๆ จึงเคร่งเครียดไปบ้างก็เท่านั้นเอง” ไป๋ฮวาเอ่ยออกมาด้วยท่าทางที่ดูคล้ายจะมิใช่เื่ของตนเอง ทว่าขณะเอ่ยออกมานั้นความเศร้าที่สื่อผ่านแววตาช่างน่าสงสารกว่าคนที่นอนป่วยเสียอีก มิรู้ว่าบิดามารดาของนางจะรับรู้ในเื่นี้หรือไม่
ก็ไอ้การที่บิดามารดารักบุตรมิเท่ากัน รักบุตรชายมากกว่าบุตรหญิงนั้น ก็เป็สิ่งที่พบเจอได้ในโลกยุคนี้เสียด้วยสิ กระทั่งบิดามารดาของนางเอง เมื่อในอดีตก็โดนมามิต่างกัน
“แต่เ้าดู…” ขณะที่เป่ยจินกำลังจะเอ่ยถามเื่ราวออกไปนั้น
“ข้ามิได้เที่ยวเล่นไปวันๆ ตามที่ทุกคนเอาไปเล่าลือหรอก ข้านะพยายามตามหาสมุนไพรที่สามารถรักษาได้พิษของเด็กคนนั้นได้ต่างหาก แต่แค่เพียงเพราะข้าคือสตรีเช่นนั้นหรือ ทุกคนจึงล้วนหน่ายหน้าหนีกันเสียหมด เอาแต่คิดว่าข้านะ ทำเล่นๆ เป็สตรีที่มิเหมาะสมไปเสียได้ ฮ่าๆ ”
“อ่า เป็เช่นนั้น” เป่ยจินที่อับจนคำพูดจะกล่าวออกมาอีก เพราะตนเองก็เป็สตรีที่มิได้เป็สตรีเช่นเดียวกันนัก จึงมิอาจแนะนำคนอื่นได้ จึงได้แต่แสดงความเห็นใจออกไป อีกทั้งเื่ราวในบ้านของคนอื่น หากมิมีสิ่งใดที่รั้งให้ข้องแวะกันแล้ว นางย่อมมิยินดีจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด
“แล้วเหตุใดเ้ามิเอ่ยออกมาดีๆ” หยางคงที่นั่งฟังมานานอดมิได้ที่จะถามออกมา จึงละมือตนเองออกจากพู่กันที่กำลังวาดภาพหญิงสาวอยู่ ด้วยนิสัยผู้หญิงเช่นพวกนางๆ เขาก็คร้านจะยึดตาม อยากรู้หรือสงสัยเื่ใด ก็เพียงแค่เอ่ยออกมาก็จบ
“จะให้ข้าเอ่ยเื่ใดออกมาเล่าพี่หยาง หากข้าเอ่ยออกมาแล้วใครเล่าจะเชื่อข้า” ไป๋ฮวาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ บ่งบอกมิได้ว่ากำลังน้อยใจ เสียใจหรือกำลังเอ่ยเพื่อบอกเหตุผลที่เคยเผชิญมาของนางในครั้งก่อนๆ
“อืม นั้นสินะ” เมื่อหยางคงได้ฟังเช่นนั้นก็พอจะเข้าใจเื่ราวต่างๆ มากขึ้น อย่างว่าละนะ ตระกูลเป่ยของคุณหนูและคนรอบกายของพวกเขานั้น ได้แิการเลี้ยงดูและดูแลแบบเท่าเทียมและรับฟังมาจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเช่นกัน
แต่เพียงแค่พริบตาเดียวคนที่บอกว่าจะมิเข้าไปยุ่งเกี่ยวในเื่ในบ้านของคนอื่น กลับเอ่ยประโยคเสนอตัวช่วยเหลือออกมาอย่าง่ายดาย รั้งให้คนที่กำลังจับพู่กันเพื่อวาดภาพ ถึงกับลากเส้นพลาดกันเลยทีเดียว
“เช่นนั้นข้าช่วยเ้าเอง” เป่ยจินเอนตัวนั่งหลังตรงและยกมือขึ้นมา ทำท่าทางมั่นใจกำหมัดแน่นและะโออกมาเบาๆ ว่าสู้เว้ย เอ้ย มิใช่
“ห๊ะ เ้าว่าอย่างไรนะ แล้วไอ้ท่าทางแปลกประหลาดของเ้าคืออันใดกันจินเออร์” ไป่ฮวาเอ่ยถามออกมาเมื่อได้ยินการสนทนาแปลกๆ พร้อมกับท่าทางที่กำลังชูมือชูแขนนั้นอีก ช่างแปลกคนเสียจริง
“คุณหนูขอรับ เก็บไม้เก็บมือท่านเถิด” หยางคงที่เห็นกิริยาของคุณหนูตนเองแล้วก็อดที่เอ่ยปรามมิได้ หากบรรดานายท่านมาเห็นคงเรียกเข้าไปสั่งสอนเสียยกใหญ่เป็แน่
“หึยยย พวกเ้านี่นะ” หลังจากเป่ยจินเอาแขนลงแล้ว ก็เรียกเสียงขบขันให้แก่หยางคงและไป๋ฮวาได้มิน้อยทีเดียว
“จริงรึ”เสียงของไป๋ฮวาที่ถามออกมาเต็มไปด้วยน้ำเสียงแห่งความสงสัย ปรารถนา และคาดหวังในสิ่งที่ตนเองได้ยิน
จะกี่หมอกี่นักบวชกี่นักพรตที่ผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป ตระกูลของนางล้วนยินยอม จะเสียทรัพย์สินไปมากเพียงใด หากสามารถยื้อิญญาของน้องชายนางได้ ทุกคนล้วนยินดี
แต่ที่ผ่านมาล้วนมีแต่ความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า สิ่งเดียวที่ยังคงหล่อเลี้ยงจิตใจบิดามารดาของนางได้นั้นคือความรักที่พวกเขามีต่อน้องชายของนางผู้นั้น ไป๋หยวนที่ใครๆ ต่างรักใคร่ แม้แต่นางก็ตาม
“ล้อเ้าเล่นแล้วข้าได้จวนใหม่หรือไม่” เป่ยจินเอ่ยออกไปอย่างหยอกล้ออีกฝ่าย
“ก็ไม่”
“เช่นนั้นเ้าว่าข้าล้อเล่นหรือไม่”
“ไม่….เช่นนั้นทำไมละ เ้าทำไปเพื่ออันใดกัน” คุณหนูใหญ่อย่างไป๋ฮวายังคงเอ่ยออกไปด้วยสีหน้างุนงงเช่นเดิม
นางมิเคยเห็นผู้ใดทำสิ่งใดลงหากสิ่งนั้นมิได้ประโยชน์กลับมา แม้กระทั่งสหายที่นางคบหามาหลายปี เมื่อเห็นว่านางไร้ประโยชน์ก็พร้อมจะจากไป
นางมิได้หมายรวมไปถึงทุกคนบนโลกใบนี้ นางนะ เชื่อว่าต้องมีสักวันที่นางจะได้รับความหวังดีที่มิได้้าสิ่งใดตอบแทนกลับแบบที่นางกระทำลงไปบ้าง
แต่์จะดลให้สิ่งนั้นเกิดกับนางไวเช่นนั้นเชียวหรือ แม้กระทั่งโลกใบนี้…นางจะมีโอกาสเช่นนั้นหรือ
“ก็สาบานการเป็สหายกันแล้วมิใช่รึ” เป่ยจินมองไปยังใบหน้าที่แฝงไปด้วยคำถามมากมายเกิดขึ้น
นางมิแน่ใจว่าคนตรงข้ามกำลังคิดสิ่งใด และมิใช่เื่ที่นางต้องอยากรู้เช่นกัน
“อืม เข้าใจแล้วละ ขอบคุณเ้ามาก” เช่นนั้นหาก์ส่งสหายคนนี้มาให้นางจริงๆ นางจะลองเชื่อใจสักครั้ง
ไป๋ฮวาบอกกกับตัวเองเสมอมาว่า หากตนเองมอบความจริงใจให้กับผู้ใดไปแล้ว สักวันเขาจะมองเห็นและมอบมันกลับมาให้นางเช่นกัน เพียงแต่ไม่นานความคาดหวังของนางก็หายไป เหลือเพียงสิ่งที่หยิบยื่นให้ผู้อื่นด้วยความเคยชิน
“เช่นนั้นก็คงต้องเริ่มจากการรู้ว่าน้องชายเ้าโดนพิษชนิดใดเล่นงานก่อนสินะ”
“หมื่นโลกาพันทิวานิรันดร์” ไป๋ฮวาเอ่ยออกมา
ทำให้เป่ยจินที่ได้ยินชื่อพิษถึงกับนั่งอึ้งไปชั่วขณะ และหันไปยังหยางคงทันที
“พิษอันใดกัน ทำไมมันดูเรียกยากเช่นนี้เล่าเ้าคะพี่หยาง”
“ข้าจะรายงานท่านจินหลงว่าเ้านะจำตำราพิษมิได้” เห่ออ คุณหนู ท่านนี่มันเหลือเกินจริงเชียว
และยังพูดมิทันจบก็ได้มีสิ่งหนึ่งลอยมาทันที หยางคงที่มิทันได้ระวังจึงเสนอตัวรับไปเต็มๆ
“ป้าบบ” เสียงพัดในมือของจินเออร์ที่ลอยไปโดนหลังของหยางคง
“อั๊กกก จินเออร์ เ้าจะโหดร้ายเกินไปหรือไม่ ข้าเจ็บนะ”
“ใครใช้ให้เ้าขี้ฟ้องกันเล่า”
“ก็เ้าอ่านไม่จบทำไมเล่า”
“คิคิ” ไป๋ฮวาหัวเราะออกมา มองดูการกระทำของจินเออร์และหยางคงที่หยอกล้อกันไปมา
“เ้าขำอันใดฮวาฮวา” เป่ยจินที่เห็นเช่นนั้น จึงหันมาถามสหายใหม่ของตนด้วยใบหน้าแง่งอน
“ก็พวกเ้านะ…เป็พี่น้องที่ดูรักกันดีนะสิ” ไป๋ฮวาเอ่ยตอบออกไป
“อืมมม รักกันมากกก ช่างพวกข้าพี่น้องเถิด เ้าอย่าไปสนใจเลย เมื่อน้องเ้าฟื้นขึ้นมาเ้าก็จะมีเพื่อนเล่นเช่นข้าแล้วปะไร” เป่ยจินเอ่ยให้กำลังใจสหายของตนเองออกไป ดูก็รู้ว่าหลังจากหายป่วยแล้ว ใช่ว่าสองคนพี่น้องจะกลับมารักกันได้ทันที มันต้องมีอันใดใต้เรือนแน่ๆ
“อืมมม นั้นสินะ”
หลังจากที่เล่นจนพอใจแล้ว เป่ยจินก็หันกลับมาคุยเื่สำคัญต่อ ก็นะ ในมิติของนางนะ ทั้งจินหลงและลี่เจี่ยฉง ช่วยกันปลูกสมุนไพรหายากเอาไว้มากมายนางจะเอาออกมาเมื่อใดก็ได้ เพียงแต่นางคงต้องหาข้ออ้างดีๆ ในการเอาออกมาเสียก่อน
“ว่าแต่สมุนไพรอันใด” เป่ยจินถามชนิดของสมุนไพรที่อีกฝ่าย้าออกไป นางมิได้แว็บเข้าไปในมิติ เพื่ออ่านตำราพิิษเพิ่มเติม อีกทั้งหากคนที่ตามหาสมุนไพรอยู่แล้ว คงรู้ดีแล้วว่าต้องใช้สมุนไพรชนิดใดบ้าง
มาเป็กำลังใจให้กันต่อไปเรื่อยๆ นะครับ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามมากๆ เลย อยู่เป็ความโชคดีให้กันต่อไปเรื่อยๆ นะ