บทที่ 3 เพียงแค่ป่วยเล็กน้อยเท่านั้น
หลังจากฟังเื่ราวทั้งหมดฉินหยวนก็เข้าใจเื่ราวในชาติที่แล้ว ในตอนนั้นนางเพียงแค่นอนอยู่บนเตียงอย่างไร้สติ ไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะต่อสู้เพื่ออะไร รู้เพียงแค่ต้องพึ่งพาท่านแม่ของนาง…แต่ในชาตินี้ นางจะใช้สองมือของตัวเอง ทำให้คนที่ทำร้ายนางได้ลิ้มรสความเ็ปจากการสูญเสียมากกว่าที่นางเคยได้รับเป็ทวีคูณ
เมื่อท่านหมอเห็นเหงื่อเย็นยังคงผุดบนหน้าผากของนาง ก็รู้ว่านางกำลังฝืนทนอยู่ ทั้งที่เป็เพียงเด็กสาวตัวเล็ก ๆ แต่กลับต้องเผชิญกับเื่เช่นนี้ ช่างน่าสงสารเสียจริง
ฉินหยวนเผยยิ้มออกมาบนใบหน้าที่ซีดเซียว นางยื่นข้อมือเรียวเล็กไว้ข้างเตียง จากนั้นท่านหมอก็วางนิ้วลงไปบนข้อมือของนางแล้วขมวดคิ้วอยู่นานก่อนจะคลายออก ในขณะเดียวกันฉินหยวนก็สั่งให้ชิงเหอไปตามฉินจงเจิ้ง พร้อมกับกำชับเื่บางอย่างไว้ด้วย
“คุณหนู ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไรเ้าคะ! ร่างกายของท่านจะต้องไม่เป็อะไรอย่างแน่นอน” ชิงเหอพูดอย่างร้อนรนหลังจากได้ยินคำสั่งของคุณหนู
“เ้าไม่ต้องกังวล ข้าแค่ให้เ้าไปบอกท่านพ่อเท่านั้น บอกท่านว่าข้าไม่ไหวแล้ว กำลังจะตาย ให้ท่านรีบมา มิเช่นนั้นสิ่งที่ท่านจะได้เห็นก็มีเพียงแค่ศพของข้าเท่านั้น” ฉินหยวนใช้มืออีกข้างจับผ้าห่มที่คลุมตัวไว้ น้ำเสียงของนางถึงจะอ่อนโยนนุ่มนวล แต่กลับทำให้ผู้ที่ได้ฟังรู้สึกว่ามีบางอย่างแตกต่างออกไป
ชิงเหอไม่รู้ว่าคุณหนูของตนเอง้าทำสิ่งใดกันแน่ แต่เมื่อได้สบตากับดวงตาที่สงบนิ่งของคุณหนู นางก็ไม่สามารถจะเอ่ยปากถามอะไรได้อีก ชิงเหอตอบรับอย่างแ่เบา แล้วรีบสาวเท้าออกไปตามฉินจงเจิ้งในทันที
“ท่านหมอ หากท่านพ่อของข้ามาแล้ว ขอให้ท่านช่วยร่วมมือกับข้าด้วย” ฉินหยวนก้มหน้าต่ำลง “ท่านไม่ต้องรู้สึกลำบากใจไป ข้าแค่กลัวว่าเมื่อท่านแม่ไม่อยู่ ท่านพ่อจะโกรธข้าเท่านั้นเอง”
เมื่อฉินหยวนก้มหน้าลง มันก็เผยให้เห็นลำคอขาวนวล แต่ลำคอ่นั้นกลับไม่ได้ดูเหมือนของหญิงสาวจากตระกูลที่มั่งคั่ง ทว่าดูคล้ายกับของคนยากจนเสียมากกว่า เมื่อนางก้มลงก็มองเห็นกระดูกได้อย่างชัดเจน คนรับใช้ในห้องเห็นคุณหนูของตนเองเป็เช่นนี้ ก็แทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ท่านหมอไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่ถอนหายใจออกมาเบา ๆ “ข้าเข้าใจแล้ว เอาละ ท่านนอนลงก่อนเถิด! การแสดงต้องทำให้สมบูรณ์แบบ ถึงอย่างไรเื่ทะเลาะกันของสามีภรรยา ก็ไม่เกี่ยวกับลูก ๆ อยู่แล้ว!”
ตระกูลฉินเป็ตระกูลใหญ่ของที่นี่ มีข่าวลือใดก็ย่อมเป็ที่รู้กันทั่วเมือง เื่ที่ฮูหยินฉินถูกส่งไปวัด ตระกูลฉินก็ไม่ได้ปิดบัง เดินผ่านถนนอย่างเปิดเผย คนภายนอกต่างพากันพูดว่านายท่านฉินนี่สมองคงโดนลาเตะไปเสียแล้ว ฮูหยินฉินเมื่อก่อนก็ขึ้นชื่อว่าเป็หญิงงามนิสัยอ่อนหวาน นายท่านฉินกลับทำตัวเหลวไหล อยากจะยกอนุขึ้นมาเป็ฮูหยิน นี่ช่างเป็เื่ที่ไม่ควรเลยจริง ๆ!
เมื่อฉินหยวนเห็นว่าเขาตอบตกลงแล้ว ก็ยอมนอนลงบนเตียงอย่างเชื่อฟัง นางหลับตาลง ส่วนท่านหมอที่มองดูนางอยู่นั้นก็เริ่มเขียนใบสั่งยา แม้ว่านางจะรู้สึกตัวแล้ว แต่อุณหภูมิร่างกายก็ยังสูงอยู่ดี ใบหน้าก็เปลี่ยนจากซีดเป็แดงก่ำ เมื่อครู่ฉินหยวนอยู่ในสภาวะเป็ตายเท่ากัน แม้ฝืนลืมตาขึ้นมาได้ แต่ร่างกายก็ยังคงอ่อนแออยู่มาก
ชิงเหอทำหน้าที่เป็สาวใช้มานาน นางย่อมมีเล่ห์เหลี่ยมและฝีมือด้านการแสดงอยู่พอตัว หลังจากที่นางวิ่งไปถึงเรือนของฉินจงเจิ้งแล้ว นางก็ร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ
แน่นอน เหล่าคนรับใช้ในเรือนของฉินจงเจิ้ง ต่างก็รู้ดีว่าชิงเหอเป็สาวใช้คนสนิทของคุณหนูฉิน
เมื่อเห็นนางร้องไห้ด้วยความเศร้าโศก ก็มีคนเดินเข้ามาหา...
“เ้าไม่ใช่สาวใช้คนสนิทของคุณหนูหรอกหรือ ? แล้วเหตุใดถึงมาร้องไห้อยู่ที่นี่ นายท่านกำลังฝึกเขียนพู่กันอยู่ในห้อง ถ้านายท่านได้ยินเข้า เ้าจะโดนดุเอาได้” คนรับใช้ที่เฝ้าประตูอยู่ข้างนอกเห็นชิงเหอร้องไห้เสียใจก็เตือนด้วยความหวังดีว่า “แม้ปกตินายท่านจะยิ้มแย้มอ่อนโยน แต่หากได้ลงโทษผู้ใดแล้ว นายท่านจะไม่ปรานีอย่างแน่นอน”
ชิงเหอย่อมรู้นิสัยของฉินจงเจิ้งในยามปกติดี แต่นางมาที่นี่ตามคำสั่งของคุณหนู นางมองคนรับใช้ตรงหน้าด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา แห่งความเศร้าโศกและสิ้นหวัง นางนึกถึงตอนที่อยู่กับอนุหลี่และตอนที่เห็นคุณหนูนอนอยู่บนเตียง รวมถึงใบหน้าซีดเซียวของคุณหนูที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังอย่างสงบนิ่ง เสียงสะอื้นเบา ๆ ของนางเมื่อครู่จึงกลายเป็เสียงร้องไห้ดังลั่นขึ้นมาในทันที
“ช่วยไปบอกนายท่านทีเถิด คุณหนู คุณหนูใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว”
เมื่อคนรับใช้ที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าประตูได้ยินคำพูดของนาง เขาก็ใจนแทบจะยืนไม่อยู่ ไม่อาจยืนนิ่งอยู่ตรงนี้ได้อีกต่อไป รีบกลับไปทันที แม้ว่าปกติเขาอาจจะไม่ทำอย่างนี้ก็ตาม แต่ตอนนี้ไม่ใช่เื่เล็กน้อยที่จะเพิกเฉยได้แล้ว ถ้าคุณหนูเกิดเป็อะไรไปจริง ๆ คนรับใช้อย่างพวกเขาไม่ตายก็ต้องพิการแน่ นายท่านตระกูลฉินย่อมไม่คิดว่าเป็ความผิดของตนเอง อีกฝ่ายคงจะคิดแต่ว่าเป็เพราะพวกคนใช้อย่างพวกเขาทำให้อาการของคุณหนูแย่ลง
“เ้ารอสักครู่ ข้าจะไปแจ้งนายท่านให้ทราบเดี๋ยวนี้” คนรับใช้ชายผู้นั้นรีบวิ่งไปเคาะประตูที่ปิดสนิทอย่างแรง
ฉินจงเจิ้งที่กำลังชื่นชมลายมือของตัวเองอยู่ในห้อง เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูจากด้านนอก ก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ วางพู่กันในมือลงแล้วค่อย ๆ เช็ดมือที่เปียกชื้นเล็กน้อย
“มีเหตุอันใดถึงได้มาเคาะประตูตอนนี้”
คนรับใช้ที่อยู่ข้างนอกย่อมได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจของนายท่าน เขาได้แต่กัดฟันแน่นแล้วแจ้งต่อไปว่า “นายท่านขอรับ ชิงเหอสาวใช้คนสนิทจากเรือนของคุณหนูใหญ่มารายงาน ว่าคุณหนูใหญ่ใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว อยากให้นายท่านไปดูใจสักหน่อยขอรับ”
ฉินจงเจิ้งชะงักมือที่กำลังเช็ดอยู่ โยนผ้าเช็ดหน้าลงบนโต๊ะ พอคนรับใช้พูดถึงบุตรสาวผู้นี้ สีหน้าของเขาก็ไม่สู้ดีนัก รวมถึงในหัวยังผุดใบหน้าของฮูหยินฉินขึ้นมาอีก เขาจึงหัวเราะอย่างเ็าแล้วพูดว่า “รู้แล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ชิงเหอยืนรออยู่ข้างนอกครู่ใหญ่ จึงเห็นฉินจงเจิ้งเดินออกมาจากในห้อง จากนั้นชิงเหอก็ก้มหน้าต่ำลง แล้วยืนอยู่ตรงนั้นไม่กล้าขยับ นางไม่คิดเลยจริง ๆ ว่านายท่านจะทำตัวเช่นนี้กับบุตรสาวแท้ ๆ ของตัวเอง ทันใดนั้นหัวใจของชิงเหอเย็นวาบขึ้นมาทันที หากเป็เช่นนี้วันข้างหน้าคุณหนูของนางจะใช้ชีวิตอย่างไร?
บรรยากาศในเรือนบัวหยกแห่งนี้ค่อนข้างเย็นเฉียบ สาวใช้ในห้องของฉินหยวนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ แม้พวกนางไม่ค่อยแน่ใจในเื่ที่ฉินหยวนสั่งกับชิงเหอ แต่พวกนางก็รู้ว่าชิงเหอไปรายงานนายท่านแล้ว ทว่าตอนนี้นายท่านยังไม่มา นี่มันเื่อะไรกัน แม้แต่ท่านหมอที่กำลังเขียนใบสั่งยาก็ยังรู้สึกว่าคนเป็พ่อผู้นี้ช่างใจร้ายเหลือเกิน!
เมื่อฉินจงเจิ้งมาถึงเรือนบัวหยก ฉินหยวนที่นอนอยู่บนเตียงมองท่านพ่อที่ไม่ได้เจอมานานผ่านแสงอาทิตย์จากด้านนอก เมื่อเห็นท่านพ่อที่ห่างเหินมานาน ดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยความมืดมัว หากผู้ใดได้เห็นดวงตาของนาง ก็คงจะพบกับความเกลียดชังที่นางเก็บซ่อนไว้และความรังเกียจที่พลุ่งพล่านแทบจะทะลักออกมา
ฉินจงเจิ้งที่เดินเข้ามาถึงในลานกว้างก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเหมือนจะมีใครมองตนเองอยู่ แต่เมื่อเขาเหลือบไปมอง ฉินหยวนก็หลับตาลงไปแล้ว
“ก็แค่คนใบ้ ถึงจะสวยเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ ได้แต่งงานกับองค์รัชทายาทก็ถือว่ามีวาสนามากแล้ว เ้ายังจะเรียกร้องสิ่งใดอีก?” ฉินจงเจิ้งในความทรงจำพูดเื่ไร้ยางอายเช่นนี้ด้วยใบหน้าที่คนนอกเรียกว่าอ่อนโยนและสุภาพ แต่คำพูดที่หลุดออกมากลับน่ารังเกียจยิ่ง