แสงแดดขับไล่ไอหมอกหนาทึบ หยดน้ำค้างบนใบหญ้าเริ่มระเหยจางไป กลิ่นดินชื้นโชยมาตามลมยามเช้า
อาซิ่งยืนผ่าฟืนอยู่ข้างกระท่อม ขวานในมือฟันลงบนท่อนไม้เป็จังหวะ เสียงไม้แตกดังแทรกไปกับเสียงนกร้อง ชีวิตแต่ละวันผ่านไปอย่างเรียบง่าย ตื่นเช้า ฝึกก้าวย่าง ตัดฟืน เก็บสมุนไพร และอ่านตำรา
ทว่ายามจะยกขวานขึ้นสับอีกครา เด็กหนุ่มกลับชะงัก เสียงบางอย่างดังแว่วมาจากปลายทางเดินในราวป่า
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงกีบม้าย่ำก้าวด้วยจังหวะเนิบนาบสม่ำเสมอ อาซิ่งขมวดคิ้ว ชาวบ้านท้ายป่ามักนิยมเดินเท้า กระท่อมชายป่าแห่งนี้ยิ่งไม่เคยมีแขกแปลกหน้าควบขี่ม้ามาเยือน
อาชาสีดำตัวหนึ่งโผล่พ้นแนวไม้ เยื้องย่างเข้าลานดิน บุรุษวัยกลางคนนั่งหลังตรงบนอาน ใบหน้าเกลี้ยงเกลาสงบนิ่ง เครื่องแต่งกายเรียบง่ายหากแต่ตัดเย็บจากผ้าเนื้อดี สายคาดเอวสีเงินยวงสะท้อนแดดเช้า แม้ไร้อาวุธให้เห็นเด่นชัด ทว่าเมื่อเขามาถึง เสียงนกร้องรอบลานกลับค่อย ๆ เงียบลง
บนขอนไม้เตี้ย แมวดำตัวอ้วนพลันเบิกตาโพลง ขนทั่วร่างลุกชัน มันส่งเสียงขู่ฟ่อในลำคอ ก่อนกระโจนหายเข้าพุ่มไม้อย่างเงียบเชียบ
อาซิ่งชะงัก มือค้างนิ่งกลางอากาศ สายตาจับจ้องชายผู้นั้นไม่กระพริบ ก่อนวางขวานลงช้า ๆ “ท่านมาหาใครหรือ”
คนบนหลังม้าไม่ตอบ เขาสบตาเด็กหนุ่ม ดวงตาหรี่ลง มองใบหน้าอ่อนเยาว์นิ่งคล้ายค้นหาบางสิ่ง ชั่วขณะนั้นลมยามเช้าราวกับหยุดพัด เนิ่นนาน... จึงละสายตามองเลยไปยังแคร่ไม้หน้ากระท่อม
ตรงนั้น... ชายชรากำลังนั่งมองอยู่เงียบ ๆ
บุรุษบนหลังม้าก้าวลงสู่พื้น ตรึงสายตาอยู่ที่ชายชรา “สิบห้าปีแล้ว... เ้าซ่อนตัวได้ดีมาก ฟู่เฉิง”
อาซิ่งหันมองบิดา เขาไม่เคยได้ยินคนเรียกท่านด้วยชื่อนี้ ทว่าใบหน้าชายชรากลับสงบนิ่ง มีเพียงมือหยาบกร้านที่กำด้ามไม้เท้าแน่นขึ้น “ข้านึกว่าท่านจะตามมาถึงเร็วกว่านี้เสียอีก”
ผู้มาเยือนก้าวเท้าไปข้างหน้า จังหวะฝีเท้าเบาหวิวราวใบไม้ร่วง เขาหยุดยืนในระยะพอดี สายตาทอดมองขาขวาลีบเล็กบิดเบี้ยวของฟู่เฉิง “ขาของเ้า... คงลำบากไม่น้อย” น้ำเสียงราบเรียบคล้ายถามสารทุกข์สุกดิบ ทว่าแววตากลับเ็า
“ยามลมหนาวมาเยือน แผลเก่าก็มักเจ็บแปลบเตือนความจำ” ชายชราตอบสีหน้าเรียบเฉย “ขอบพระคุณประมุขหลินที่อุตส่าห์จดจำาแในค่ำคืนนั้นได้”
ประมุขหลินปรายตามองป้ายไม้สลักอักษรข้างแคร่
“ท่านยังมีแก่ใจส่งป้ายมาเตือนล่วงหน้า” ชายชรายิ้มขื่น
“หรือเ้าเคยเห็นข้าไร้มารยาทกับผู้ใด?”
“ท่านไม่กลัวข้าหลบลี้หนีหน้าไปเสียก่อน…”
“ข้ารู้ว่าไม่ เพราะเ้าหนีมาพอแล้ว” เขาหัวเราะในลำคอ “สิบห้าปีขยับไม้เท้า ถือมีดตัดฟืน คงทำให้เ้าลืมวิถีในกาลก่อนไปจนสิ้น แต่เ้าก็รู้ดี... สิ่งที่ข้า้า ท้ายที่สุดย่อมต้องได้คืน”
“บัดนี้ทั่วทิศแซ่ซ้องสรรเสริญท่าน ยัง้าสิ่งใดอีก”
“สิ่งที่เ้ายังติดค้างข้า”
“เช่นนั้น เหตุใดท่านจึงดั้นด้นมาเพียงลำพัง?”
“เพราะข้าไม่้าให้คนนอกรับรู้… ” ประมุขหลินเบนสายตาคมกริบมาจับจ้องใบหน้าอาซิ่ง “เด็กคนนี้... หน่วยก้านดี ท่วงท่าสง่างาม เ้าสั่งสอนเขาได้ไม่เลว”
“อย่างน้อย ข้าก็ทำตามคำสั่งเสียของนายหญิงสำเร็จ” ฟู่เฉิงตอบ
เมื่อได้ยินคำว่านายหญิง ดวงตาผู้มาเยือนพลันหรี่แคบลง “สิบห้าปีผ่านไป เ้ายังเรียกนางเช่นนั้นอีกหรือ”
“สำหรับข้า นางเป็นายหญิงตลอดไป”
...........
แดดสายเริ่มระอุ แผ่ไอระเหยจากพื้นดินขึ้นมา ประมุขหลินก้าวไปนั่งบนขอนไม้อย่างช้า ๆ ราวกับเป็เ้าบ้าน “อาซิ่งใช่หรือไม่... ปีนี้เ้าอายุสิบห้าย่างสิบหก โลกที่เ้ารู้จัก คงมีเพียงูเาลูกนี้ หมู่บ้านไม่กี่แห่ง และคนแก่ขาพิการผู้หนึ่ง… เ้าคงอยากออกไปเห็นโลกกว้างบ้างกระมัง”
อาซิ่งสบตาผู้มาเยือน “ข้ามีความสุขดีกับที่นี่ และไม่เห็นอยากรู้เื่ราวภายนอก”
ประมุขหลินหัวเราะในลำคอ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาเด็กหนุ่ม “บางครั้ง การไม่รู้ความจริง ก็เป็ชีวิตที่สบายแบบหนึ่ง... ทว่าวันนี้ เ้าจำเป็ต้องรู้”
ฟู่เฉิงขมวดคิ้ว ขยับกายมาชิดอาซิ่ง “ท่านมาที่นี่ เพื่อพูดเื่ไร้สาระเหล่านี้หรือ”
“ไม่” ประมุขหลินเว้นจังหวะ “ข้ามาเพื่อสะสาง... สิบห้าปีก่อน มีคนขโมยของล้ำค่าไปจากตระกูลหลิน ของสิ่งนั้นต้องกลับคืน”
“ของสิ่งนั้นไม่เคยเป็ของท่าน” ฟู่เฉิงเอ่ยขัด “ท่านยิ่งใหญ่ปานนี้ ไฉนยังยึดติดกับตำราเก่าคร่ำเล่มเดียว”
สายตาทั้งสองปะทะกันกลางลานดิน ประมุขหลินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจ “ฟู่เฉิง เ้ายังคิดว่าข้าดั้นด้นมาถึงที่นี่ เพื่อตำราดาบนั่นจริงๆ หรือ”