จัตุรัสที่ทำการแข่งขันต่อสู้ในระดับสูงมีขนาดประมาณ 10*10 เมตร
อัฒจันทร์ถูกนำมาวางไว้ข้างสนามฝั่งหนึ่งเพื่อให้ผู้คนทั่วไปได้นั่งรับชมการต่อสู้ ส่วนอีกฝั่งจะเป็ที่นั่งพิเศษที่ไม่ใช่อัฒจันทร์ ถูกจัดไว้เพื่อสำหรับเหล่าชนชั้นสูง
บริเวณพื้นรอบสนามต่อสู้มีตัวอักษรเวทเขียนไว้ มันทำหน้าที่เป็กำแพงกันเวทไม่ให้ผู้คนโดยรอบโดนลูกหลงจากการต่อสู้ และไม่ถูกแทรกแซงจากภายนอก
เมฆกับมาคัสถูกจัดให้มาเจอกันในคู่แรกตามคำท้าดวล
ในตอนนี้เมฆได้มายืนเตรียมพร้อมอยู่ที่ด้านข้างสนามเรียบร้อย
เขามองไปรอบๆ ก็พบกับผู้คนมากมายที่มาเฝ้าดูการต่อสู้นี้ ดูเหมือนจะมากกว่าตอนก่อนเริ่มการแข่งเสียอีก
น่าจะเป็แบบนั้นอยู่แล้ว เพราะการท้าดวลนั่นทำเอากลายเป็ข่าวลือได้ในชั่วพริบตาเลยทีเดียว
เขาเริ่มรู้สึกตื่นคนนิดหน่อย ไม่เคยทำเื่อย่างการลงเวทีต่อสู้มาก่อนด้วย
บนที่นั่งอัฒจันทร์มีไอซ์นั่งอยู่ ในมือยังคงหยิบข้าวโพดคั่วถังใหญ่กินไม่หยุดปาก
ไอซ์ที่เห็นสายตาของเมฆมองมาเห็นก็ชูมือสองนิ้วให้เป็สลักษณ์ว่าสู้ๆ
เมฆส่ายหัว...สุดท้ายก็มาจบแบบนี้จนได้
จากตอนแรกเขาคิดว่าจะถอนตัวออกไปเลย เพื่อเอาคืนไอซ์ที่สมัครการแข่งขันนี้ให้โดยไม่ถามสุขภาพเขาสักคำ และไม่อยากมาเสี่ยงสู้กับคนมีพลังเวท
ตอนนี้กลับกลายเป็ว่าเขาต้องมาลงต่อสู้ด้วยความ้าของตัวเองซะงั้น ถ้าไม่เจอมาคัสที่มาทำให้ไม่พอใจเข้า ยังไงสนามต่อสู้นี้ก็คือสิ่งต้องห้ามสำหรับเขา
กรรมการส่งเสียงเรียกผู้เข้าแข่งขันทั้งสองฝ่ายเป็สัญญาณให้เข้าสนามต่อสู้
เมฆเดินเข้าสนาม เช่นเดียวกับมาคัสที่เดินเข้าสนามในฝั่งตรงข้าม
มีเสียงแว่วมาจากผู้ชมหลายเสียง พูดไปในแนวเดียวกันประมาณว่า ‘ไอ้เด็กไร้เวทนั่นตายแน่ คิดสั้นจริงๆ ที่ไปท้าดวลกับขุนนางที่เขาลือกันว่ามีพร์’
ถ้ามองจากมุมมองทุกคน ก็ไม่ใช่เื่แปลกใจอะไรที่จะคิดแบบนั้น ผู้ไร้เวทที่ไปท้าดวลกับคนที่ทุกคนเชื่อว่ามีพร์ด้านเวทมนตร์ ยังไงก็คล้ายกับการฆ่าตัวตายจริงๆ นั่นล่ะ
แต่นั่นก็แค่ความเชื่อในข่าวลือเท่านั้น
‘และฉันก็ไม่คิดว่าจะแพ้’ ...บางอย่างทำให้เมฆมั่นใจ
หนทางชนะมันมีอยู่แล้ว ต่อให้เขาเป็คนไร้เวทแล้วมันยังไง? โลกแฟนตาซีที่เชื่อว่าเวทมนตร์เหนือกว่าทุกสิ่งนี่มันห่วยแตกชะมัด
ทั้งคู่ยืนประจันหน้ากันที่ตรงกลางของสนาม มีกรรมการยืนอยู่ตรงนั้นด้วยเช่นกัน
มาคัสมองมาที่เมฆแล้วยิ้มหัวเราะอย่างสะใจ
“ก็คิดว่าบางทีเ้าอาจจะคิดได้แล้วหนีไปแล้ว แต่ก็ยังจะมาดึงดันมาต่อสู้กับข้าอีก จะโง่ก็ให้มันน้อยๆ หน่อย เ้ายังไม่ลืมใช่ไหมว่าข้าเป็ผู้มีพร์ และเ้าเป็ผู้ไร้เวท...เฮ้ย! หันไปทางไหนน่ะ ฟังสิ แล้วแกทำอะไรอยู่น่ะ?”
เมฆหันหลังให้กับมาคัสด้วยความรำคาญ ไม่คิดจะฟังคำพูดโอ้อวดใดๆ
เขาเริ่มยืดเส้นยืดสายก่อนเริ่มต่อสู้ กรรมการยังไม่ประกาศให้เริ่มสู้ สบายใจได้ว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้น
พอมาคัสทักเขาเลยต้องหันกลับมา
“หืม? อ่อ พอดีท่านพูดเื่เดิมย้ำบ่อยจนี้เีฟังแล้วอ่ะ ก็เลยอยากยืดเส้นยืดสายนิดหน่อยเอง อีกอย่างนะครับ การต่อสู้เขาให้ใช้ฝีมือพิสูจน์นะครับ ไม่ใช่ฝีปาก”
มาคัสกัดฟันหน้าแดงก่ำ
“...แกนี่มันกวนประสาทจริงๆ ช่างมัน! ข้าจะใช้เวทปลิดชีพเ้าซะ ข้าไม่อยากได้ไอ้ทาสรับใช้แบบเ้าอีกแล้ว ฆ่าเ้าซะคงสะใจกว่าเยอะ”
เมฆมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย พลางคิดในใจ
‘กล้าพูดเื่อย่างว่าจะฆ่าคนอื่นได้อย่างไม่ลังเล เป็ขุนนางนิสัยเสียแบบสุดกู่ไปเลยนะ บางทีเรียกว่าสวะยังได้เลยมั้งเนี่ย’
กรรมการมองทั้งสองฝ่ายแล้วออกอาการเป็ห่วงเมฆ
เมฆที่ััได้ก็ยิ้มแล้วพยักหน้าให้กับกรรมการเพื่อสื่อว่าไม่ต้องห่วง
กรรมการพยักหน้ากลับไปอย่างหวั่นใจ
“ขอให้ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างเป็ธรรม และขาวสะอาด ขอให้โปรดรอสัญญาณเริ่มการต่อสู้”
กรรมการเดินออกไปจากสนามต่อสู้ เหลือแค่เมฆกับมาคัสที่อยู่ในสนาม
.
.
ตัดภาพมาอีกด้าน ใน่ที่เมฆกับมาคัสกำลังเดินเข้าสนามต่อสู้
ไอซ์นั่งอยู่บนอัฒจันทร์เฝ้าดูการต่อสู้นี้อย่างใจจดใจจ่อ ข้าวโพดคั่วในมือกำลังจะหมด เขากินอย่างไม่หยุดปากด้วยความเครียด
หวังว่าเพื่อนตัวเองจะปลอดภัย
มีเสียงหนึ่งทักขึ้นด้านข้าง
“เ้าหนุ่มนั่นเป็เพื่อนเ้าสินะ” เ้าหน้าที่คนเดิมเข้ามานั่งข้างไอซ์
“คุณพี่รีส ว่างแล้วหรอครับ?”
ไอซ์ทักออกไปด้วยความคุ้นเคย
รีสที่นั่งลงข้างๆ ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้า และเริ่มออกปากบ่น
“กว่าจะจัดการเื่นี้ได้ทำเอาข้าหัวหมุนไปหมด เ้านี่ยังไงกัน ชอบมาพร้อมกับปัญหาตลอด เพื่อนเ้าก็อีกคน พวกเ้านี่มันเป็จอมก่อปัญหารึไงนะ?”
“มาชมกันแบบนี้ก็เขินแย่สิ” ไอซ์ทำท่าเขินอาย
“ข้าไม่ได้ชม! ครั้งที่เ้าลงแข่งนั่นมีแต่ปัญหานะรู้ไหม?”
“ผมไม่ได้ชอบก่อปัญหาขนาดนั้นซะหน่อย เื่นั้นมันก็ 2 ปีกว่าแล้วนะครับ ยังจำได้อยู่อีกหรอ?”
“ใครมันจะไปลืมลงล่ะ เล่นก่อเื่ซะขนาดนั้น ขุนนางพวกนั้นเองมีปากเสียงกันไม่หยุดเลยนะ เื่ที่เ้าชนะเลิศการแข่งระดับสูงได้น่ะ” รีสพูดนึกไปยังอดีต
2 ปีที่แล้วก่อนเปิดเทอมแรกของโรงเรียนไลท์เอลแกรนด์ เขาในตอนนั้นได้เป็เ้าหน้าที่ของโรงเรียน และทำหน้าที่รับลงทะเบียนเหมือนที่ทำในปัจจุบัน
นั่นเป็ครั้งแรกที่เขาได้พบกับไอซ์
เด็กหนุ่มคนนี้มาลงทะเบียนเพื่อแข่งขันในระดับสูง และมีเป้าหมายว่าอยากจะชนะเลิศ เพื่อได้รับคัดเลือกให้ไปเรียนในคลาสชั้นสูง
แต่การลงแข่งขันในระดับสูงนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปเขาทำกัน การไปสู้กับเหล่าขุนนางที่มีพลัง และพร์ก็เหมือนกับไปเป็ของเคี้ยวเล่น เขาเลยห้ามปราม
แต่ไอซ์กลับทำหน้าตามุ่งมั่นแล้วบอกว่า… ‘อย่างน้อยชีวิตใหม่นี้ ก็อยากจะพยายามให้เต็มที่ จะได้ไม่ต้องมาเสียใจอีก’
หน้าตาที่มุ่งมั่นนั่นเอาความสดใสมาด้วย มันเจิดจ้าจนเขาไม่อยากห้ามอีก
พอตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยลงทะเบียนของอาณาจักร พบว่าไอซ์เป็คนที่มีพลังเวทสูงมาก อาจจะสูงกว่าเหล่าขุนนางส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ
เขาเป็ห่วงอยู่บ้าง แต่แววตาที่มุ่งมั่นนั้นทำให้ปล่อยไปในท้ายที่สุด
นึกไม่ถึงว่าจะชนะเสียด้วย
แถมผลงานนั่นดันไปเข้าตาแมวมองจากทางหน่วยรักษาการณ์ จนได้รับแต่งตั้งให้เป็หัวหน้าหน่วยใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งอีก
“แล้วเป็ไงบ้างล่ะ คลาสชั้นสูงน่ะ? สมความปรารถนาแล้วนี่ เทอมหน้าเ้าก็จะจบการศึกษาแล้วสินะ”
ไอซ์นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดการเรียนก็ก้มหน้าแล้วทำท่าจะร้องให้
“คือแบบว่ามัน...แตกต่างกว่าที่คิดไว้เยอะเลยครับ”
รีสที่ได้ยินแบบนั้นก็พูดไม่ออก ตัดสินใจเปลี่ยนประเด็น
“งะ งั้นหรอ...เอาเป็ว่าสนใจเื่เพื่อนเ้าก่อนเถอะ เ้าคิดดีแล้วใช่ไหมที่แนะนำให้เพื่อนเ้ามาสมัครแข่งขันแบบนี้ เ้าหนุ่มนั่นไร้เวทนี่นา ถ้าเป็ในคลาสปกติ ไม่เห็นจำเป็จะต้องมาเสี่ยงลงแข่งก็ได้ไม่ใช่เหรอ แค่ 20 เซต้าไปหางานทำนิดๆ หน่อยก็ได้แล้วนี่” รีสถามไอซ์เพราะยังไม่เข้าใจเหตุผลที่เมฆมาสมัครแข่งขัน ถ้าเป็เื่เงิน คิดว่าหาด้วยช่องทางอื่นน่าจะปลอดภัยกว่า
ค่าเทอมของคลาสปกติเองก็เก็บถูกกว่าคลาสชั้นสูงมาก เรียกได้ว่าถูกกว่าเป็ 10 เท่าได้
ไอซ์ทำท่าทางไร้เดียงสา แกล้งทำท่าใ
“เอ๋...งั้นหรอครับ ไม่ใช่ว่าเขาเก็บเงินเท่าคลาสชั้นสูงหรอ?”
รีสรับรู้ได้ถึงคำพูดที่ไม่จริงใจนั่น แล้วที่เด็กหนุ่มคนนั้นบอกว่าสมัครแข่งเพราะอยากได้ทุนล่ะ ไหนจะเื่ที่บอกว่าไม่อยากโดนตัดสิทธิ์เข้าเรียนอีก มันหมายความว่ายังไง?
“นี่เ้าไปหลอกลวงอะไรเพื่อนเ้า? ที่สำคัญเ้าหนุ่มนั่นเป็ผู้ไร้เวทไม่ใช่รึ ทำไมไปผลักดันให้เ้าหนุ่มนั่นลงแข่งล่ะ?”
ไอซ์ทำหน้าเหมือนรู้สึกผิด
“ผมก็แค่คิดว่าบางที หากเมฆตกอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันขึ้นมา อาจทำให้พลังในตัวตื่นก็ได้น่ะครับ เ้านั่นเป็ถึงคนไร้พลังในรอบ 100 ปีเชียวนะ มันหายากถึงขนาดนั้น...ก็เลยคิดว่าบางทีเมฆอาจมีความสามารถที่ซ่อนอยู่ก็ได้”
ถ้าหากเทียบกับอนิเม ความผิดปกติแบบนี้น่าจะทำให้เมฆมีพลังอะไรสักอย่างติดตัวมาแล้ว
ไอซ์จึงลองเสี่ยงสมัครการแข่งนี้ให้เพื่อนของเขาโดยไม่ถามก่อน เพราะอย่างน้อยก็อยากให้ลองดู
“เ้าดูส่งเสริมเพื่อนในแบบที่ไม่ปกติเลยนะ เ้าน่าจะห่วงเพื่อนเ้าซะหน่อยก็ดี ยิ่งตอนนี้ยิ่งน่าเป็ห่วงสุดๆ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ เพราะแบบนั้นไง...ผมถึงได้อยู่ที่นี่” เสียงหลังจาก่ที่เว้นวรรคไปกลายเป็น้ำเสียงที่เยือกเย็น หน้าตาแสดงถึงความเยือกเย็นนั้นด้วย
รีสขนลุก
“เ้าไม่ได้คิดจะทำอะไรบ้าๆ อย่างไปฆ่าคู่ต่อสู้ที่ทำเพื่อนเ้าาเ็ใช่ไหม?”
ไอซ์กลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง
“ผมไม่ได้ฆ่าใครง่ายขนาดนั้นซะหน่อย เห็นผมเป็คนยังไงกันครับ? นี่เป็การต่อสู้อย่างเป็ธรรม ผมแค่มาคอยดูว่าเพื่อนผมจะไม่าเ็ถึงตายเท่านั้นเอง”
รีสเหงื่อเย็นไหลซึม เพราะเมื่อกี้ดูเหมือนไอซ์จะเอาจริงสุดๆ
เขามองไปยังสนามที่เมฆประจันหน้าอยู่กับมาคัส
เมื่อกี้เหมือนได้ยินมาคัสออกปากว่าไม่อยากได้ทาสแล้ว และเห็นมาคัสทำหน้าตาเหมือนเคียดแค้นเมฆแบบสุดๆ
“แล้วที่พวกเ้าคุยกันล่ะ ทำไมมั่นใจนักว่าเพื่อนเ้าจะชนะท่านมาคัสได้?”
“การแข่งขันนี้ห้ามใช้อาวุธหรือเครื่องมือใดๆ ใช่ไหมล่ะครับ? แต่ไม่ได้กำหนดให้ต้องเอาชนะกันด้วยเวทมนตร์นี่นา”
รีสละสายตาจากสนามหันมามองหน้าไอซ์ คำตอบนั่นไม่ช่วยแก้ไขคำถามเขาได้เลย
“หมายความว่ายังไง?”
เสียงของกรรมการที่ข้างสนามะโขึ้น ‘เริ่มการต่อสู้ได้!’
ไอซ์ที่ยังคงไม่ได้ละสายตาจากสนามไปเริ่มพูดตอบ
“ต่อให้ไร้เวทเขาก็เอาชนะคนอื่นในการแข่งนี้ได้แน่ เพราะว่าที่จริงแล้วเพื่อนผมน่ะ...”
ยังไม่ทันที่ไอซ์จะพูดจบ เสียงจากคนดูของทั้งสนามก็ดังขึ้นด้วยความใ
รีสที่ได้ยินเสียงนั่นจึงต้องหันกลับไปมองที่สนาม
ภาพที่เขาเห็นนั้นแปลกมาก ตอนนี้เมฆกลับมายืนอยู่ด้านหน้ามาคัส ส่วนมาคัสกลับล้มลงไปกุมท้องตัวงอ และกำลังไออย่างหนัก
ไอซ์ที่เห็นภาพในสนามต่อสู้ั้แ่แรกปล่อยให้ทุกเสียงสงบ พูดต่อด้วยรอยยิ้มที่ดูภูมิใจ
“...ต่อยตี...เก่งสุดๆ ไปเลยล่ะครับ”
รีสมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในตอนที่เขาละสายตา