เมื่อถึงชายป่าพรานแสงซึ่งเป็พรานในพื้นที่สั่งให้หยุดและทำพิธีเปิดป่าก่อนที่จะเดินทางเข้าไปเมื่อเสร็จพิธีทุกอย่างแล้วจึงมุ่งหน้าเข้าไปในป่าลึกที่เต็มไปด้วยไม้นานาพันธุ์มองไปทิศทางไหนก็เห็นแต่สีเขียวของธรรมชาติอันสมบูรณ์ที่แฝงไว้ด้วยอันตรายทุกย่างก้าว พรานแสงเป็ชาวไทยใหญ่ชำนาญเส้นทางนี้เป็อย่างดีพรานแสงพาคณะตำรวจและพรานโชติเดินข้ามลำห้วยที่น้ำนั้นไม่ลึกมากผ่านป่าทึบรกชัฏ ทุกคนเดินเรียงเป็แถวตอนลึกหยุดพักบ้างเป็บางครั้งก่อนที่จะปีนข้ามเนินหินทะลุออกมาเป็ทุ่งหญ้าโล่งๆเมื่อถึงจุดนี้ก็เป็เวลาบ่ายสามโมงทุกคนเหนื่อยล้าพอสมควรจึงพักกันสักครู่ก่อนที่จะเดินไปอีกไม่ไกลก็จะเจอที่พักแรมในคืนนี้ในขณะที่ทุกคนกำลังนั่งพักอยู่นั้นพรานแสงก็พูดขึ้นว่า
“อีกไม่ไกลก็จะถึงภูผาดำแล้วครับนายข้ามเนินเขาลูกนั้นก็จะถึงถ้ำแต่ว่ามันจะมืดเสียก่อนผมว่าเราอย่าเดินทางตอนกลางคืนกันดีกว่าครับมันอันตรายเกินไป เราจะไปพักค้างคืนกันตรงตีนเขาลูกนั้นซึ่งจะมีลำธารเล็กๆให้เราได้ชำระร่างกายอยู่”
ทุกคนพยักหน้าเป็การเห็นด้วยจากนั้นพรานโชติจึงเอ่ยต่อว่า
“ผมก็คิดว่าอย่างนั้นครับตอนกลางคืนไหนจะสัตว์ป่า ไหนจะสิ่งที่มองไม่เห็นอีกปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า”
สิ้นคำพรานโชติทุกคนต่างนั่งพักดื่มน้ำกันอยู่ครู่ใหญ่จนหายเหนื่อยพรานแสงจึงบอกให้เตรียมออกเดินทางต่อเพราะระยะทางจากนี้จะเดินง่ายไม่ลำบากมากนักและต้องให้ถึงที่พักค้างแรมก่อนค่ำ
พรานแสงเดินนำหน้าคณะผ่านลานพงหญ้าสูงท่วมหัวอยู่พักใหญ่ก็ทะลุออกมาเป็ลานหินผสมกับหญ้าเตี้ยๆเดินไม่ลำบากอย่างที่พรานแสงว่าไว้ทุกคนเร่งรีบเดินอย่างขมักเขม่นเพราะอยากจะถึงที่พักแรมเร็วๆพันตำรวจเอกประจักรเหลือบมองนาฬิกาข้อมือก็เป็เวลาห้าโมงเย็นแล้วจึงเอ่ยถามพรานแสงขึ้น
“พรานแสงอีกนานไหมครับกว่าจะถึงนี่ก็จะมือค่ำแล้วยิ่งในป่าแบบนี้อากาศเย็นลงเร็วและก็มืดเร็วกว่าปกติ”
“อีกไม่ไกลหรอกครับนายฝ่าแนวป่าด้านหน้าไปก็จะถึงลำธารแล้วครับ” พรานแสงตอบกลับ
นายตำรวจแห่งพระนครพยักหน้าก่อนจะบอกให้ลูกน้องเร่งรีบเดินระยะทางจากจุดที่มีหินเดินมาได้ไม่นานผ่านแนวป่าไปก็มาถึงที่พักแรมเป็เวลาค่ำพอดีทุกคนต่างกุลีกุจอตั้งแคมป์พักแรมเพื่อพักผ่อนเอาแรงไว้สำหรับไปจับขุนโจรผู้เรืองอาคมในวันพรุ่งนี้
หลังจากตั้งแคมป์เสร็จตำรวจชั้นผู้น้อยก็พากันไปล้างเนื้อล้างตัวที่ลำธารและมารวมกลุ่มกินอาหารที่เตรียมมาทุกคนล้อมวงกินข้าวสนทนากันถึงเื่เวรยามในคืนนี้ว่าใครจะอยู่ผลัดไหนบ้างซึ่งกะแรกเป็ของพรานแสงและตำรวจอีกสามนายกะที่สองเป็ของผู้กองวิชัยพร้อมตำรวจชั้นผู้น้อยอีกสามนายกะที่สามเป็ของพรานโชติ พันตำรวจเอกประจักร และตำรวจชั้นผู้น้อยที่เหลือเมื่อจัดเตรียมเวรยามเรียบร้อยแล้วพรานโชติจึงบอกกับพันตำรวจเอกประจักรว่า
“ไอ้จักรเดี๋ยวข้ากับพรานแสงจะเดินตรวจรอบๆแถวนี้หน่อยพวกเอ็งไปนอนก่อนได้เลยพอพวกข้ากลับมาค่อยเข้าเวรยามกัน”
นายตำรวจแห่งพระนครพยักหน้ารับส่วนพรานโชติและพรานแสงก็ออกเดินไปสำรวจรอบๆตามที่ได้บอกไว้ก่อนจะกลับมาที่แคมป์พักแรมและเดินไปปักไม้บางอย่างไว้ที่พื้นดินทั้งสี่มุมรอบที่พักส่วนพรานแสงก็เดินไปโรยปูนขาวไว้รอบแคมป์นอนเพื่อกันสัตว์มีพิษ ผู้กองวิชัยเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปหาหาพรานโชติด้วยความสงสัยที่เห็นพรานโชติกำลังทำบางสิ่งบางอย่างอยู่จึงเอ่ยถาม
“พรานโชติทำอะไรเหรอครับ”
“ไม่มีอะไรมากหรอกครับผมปักไม้อาคมเอาไว้กันพวกภูตผีปีศาจไม่ให้มันมาทำอันตรายเราได้ ในป่าแบบนี้นอกจากสัตว์ป่าแล้วก็ยังมีผีป่าทั้งหลายคอยที่จะทำอันตรายแกเราและออกหากินในยามวิกาลแบบนี้อีกอย่างผมคิดว่าไอ้ขุนโจรรายนี้มันเอาเราแน่เพราะเราเข้ามาในเขตของมันแล้วกันไว้ก่อนดีกว่าครับ”
พรานโชติตอบกลับผู้กองวิชัยมีสีหน้าเจื่อนกลืนน้ำลายลงคอเพราะรู้สึกใจคอไม่ดีก่อนจะเอ่ยถามต่อ
“พรานพอจะมีของดีไว้ป้องกันตัวไหมครับ”
“หึหึผู้กองก็มีของดีอยู่กับตัวแล้วยังไงครับก็หลวงปู่ทวดที่ห้อยคอไว้นั่นท่านศักดิ์สิทธิ์นักเชื่อผมได้เลย
แต่มีอีกอย่างที่ผมจะให้ผู้กองไว้”
พรานโชติตอบกลับผู้กองวิชัย ทันทีที่ผู้กองหนุ่มได้ยินแบบนั้นก็ตาโตสีหน้าดีใจและถามกลับว่า
“พรานจะให้อะไรผมเหรอครับ”
พรานโชติเอามือล้วงเข้าไปในย่ามและนำของสิ่งหนึ่งออกมา
“นี่ครับะุปืนสั้นหัวลูกปืนทำจากเงินแท้ลงอาคมผมทำไว้ให้ใช้ยิงภูตผีเท่านั้นนะครับ เอ้า!รับไปครับ”
ผู้กองวิชัยแบมือรับด้วยความดีใจพร้อมทั้งเอาลูกะุเก่าออกจากลูกโม่และยัดะุอาคมเข้ารังเพลิง
ทันทีพร้อมกับกล่าวขอบคุณพรานโชติยิ้มก่อนจะเดินเข้าไปในแคมป์และลงนอนพักผ่อนเวลาล่วงเลยไปยามผลัดแรกก็เข้าเวรก่อนที่จะเข้ามาหลับนอนและพลัดที่สองเป็ของผู้กองวิชัยและตำรวจชั้นผู้น้อยอีกสามนายคุณตาโชติหยุดเล่าและเดินไปเอากิ่งไม้มาสุมไฟที่เตาปิ้งไก่ของผมเพื่อผิงไฟให้คลายความหนาวแล้วเล่าต่อ
ในตอนนั้นเป็เวลาราวๆเที่ยงคืนเห็นจะได้ระหว่างที่ผู้กองวิชัยนั่งจิบกาแฟร้อนๆอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงกิ่งไม้หักมาทางชายป่าทึบจึงเอาไฟฉายส่อง แต่ก็ไม่เห็นอะไรจึงคิดว่าน่าจะเป็เสียงสัตว์ป่าเดินอยู่แถวนั้นแต่ไม่นานเสียงของจิ้งหรีดเรไรก็เงียบลงผู้กองวิชัยได้กลิ่นหอมอ่อนๆของอะไรบางอย่างลอยตามลมมาจึงหันซ้ายหันขวา มองไปเห็นตำรวจชั้นผู้น้อยคนหนึ่งกำลังเดินออกไปนอกแคมป์ผู้กองหนุ่มเห็นแบบนั้นก็ลุกยืนขึ้นคว้าปืนไรเฟิลพร้อมทั้งส่องไฟไปที่ตำรวจคนนั้นและเอ่ยเรียก
“จ่าอ่ำ..จ่าอ่ำจ่าจะไปไหนครับ อย่าออกไปมันอันตราย”
ผู้กองวิชัยเรียกยังไงจ่าอ่ำก็ไม่ได้ยินเดินแข็งทื่อเหมือนหุ่นผู้กองหนุ่มมีสีหน้าสงสัยยกมือเกาหัวด้วยความงุนงงก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามออกไปแล้วเอามือกระชากหัวไหล่ของจ่าอ่ำให้หันกลับมาทันทีที่จ่าอ่ำหันกลับมาผู้กองวิชัยก็เกิดอาการใตาเบิกโพรง ด้วยเห็นดวงตาของจ่าอ่ำนั้นไม่มีตาขาวมีแต่ตาสีดำสนิทพร้อมกับในมือของจ่าอ่ำมีไม้อาคมที่พรานโชติปักไว้ถูกดึงออกมา
ผู้กองหนุ่มเห็นแบบนั้นก็รู้ได้ทันทีว่ามันไม่ดีแล้วแต่ด้วยความใจึงถีบจ่าอ่ำหน้าคะมำล้มคว่ำทันทีที่จ่าอ่ำโดนทีบล้มลงก็รู้สึกตัวขึ้นและลุกขึ้นนั่งสีหน้างงงวยร้องโอดโอยเอามือกุมไปที่ท้องซึ่งเป็บริเวณที่ผู้กองวิชัยทีบเข้าให้เมื่อผู้กองหนุ่มเห็นจ่าอ่ำมีสติขึ้นมาก็เดินเข้าไปหมายจะพยุงจ่าอ่ำให้ยืนขึ้นพลันสายตาของผู้กองหนุ่มเหลือบไปเห็นตัวอะไรบางอย่างยืนจังก้าอยู่กลางลำธารไม่ไกลจากจ่าอ่ำมากนักจึงสาดไฟฉายเพ่งมองก็พบว่าเป็หมาดำตัวใหญ่เท่าวัวโตเต็มวัยแยกเขี้ยวน้ำลายย้อยขู่คำรามพร้อมที่จะขย้ำคอจ่าอ่ำผู้กองวิชัยเห็นดังนั้นก็ะโบอกจ่าอ่ำดังลั่น
“จ่าอ่ำวิ่งเร็ว”
จ่าอ่ำได้ยินเสียงของผู้กองวิชัยก็หันหน้าไปทางหมาดำตัวนั้นก่อนจะสะดุ้งด้วยความใแล้วจึงลุกขึ้นวิ่งอย่างสุดกำลังไอ้หมาดำปีศาจตัวนั้นเห็นจ่าอ่ำวิ่งก็กระโจนวิ่งไล่ตามผู้กองหนุ่มเห็นท่าไม่ดีจึงเอาปืนไรเฟิลประทับบ่าพร้อมกับเหนี่ยวไก ปัง..!! เสียงปืนดังสนั่นผืนป่า
เขม่าควันปืนพวยพุ่งเสียงลูกปืนแหวกอากาศปะทะเข้ากับหมาปีศาจตนนั้นล้มลงทันทีพวกที่กำลังหลับอยู่ต่างสะดุ้งตื่นเพราะเสียงปืนที่ดังสนั่นทั้งพรานโชติ พรานแสงพันตำรวจเอกประจักรต่างสะดุ้งลุกพรวดคว้าปืนแล้วรีบออกมาจาที่หลับนอน นายตำรวจแห่งพระนครหน้าตาตื่นรีบถามพรานโชติทันที
“ไอ้โชติได้ยินเสียงปืนไหมเกิดอะไรขึ้นว่ะ”
“ไม่รู้สิข้าก็ตื่นขึ้นมาพร้อมเอ็งนี่แหละ”
พรานโชติตอบกลับด้วยสีหน้าที่เป็กังวลอย่างมากจากนั้นพรานโชติมองไปทางกลุ่มของคนที่เฝ้ายามปรากฏว่าผู้กองวิชัยและจ่าอ่ำหายไปส่วนตำรวจอีกสองคนที่เฝ้ายามด้วยกันนอนสลบอยู่เมื่อเห็นดังนั้นพรานโชติจึงพูดขึ้น
“เอาแบบนี้ไอ้จักรเอ็งเฝ้าอยู่ที่นี่ข้ากับพรานแสงจะออกไปดูเองเอ็งสั่งลูกน้องให้เตรียมพร้อมไว้”
สิ้นคำพรานโชติพันตำรวจเอกประจักรหันหน้าสั่งลูกน้องให้กระชับอาวุธเตรียมพร้อมสู้ทุกเมื่อพรานโชติและพรานแสงวิ่งออกไปตามเสียงปืนหายเข้าไปในความมืด
ด้านผู้กองวิชัยเมื่อเห็นไอ้หมาดำปีศาจตนนั้นล้มลงก็กระชากลูกเลื่อนขึ้นลำะุใหม่เข้ารังเพลิงเตรียมพร้อมและะโเรียกให้จ่าอ่ำรีบวิ่งกลับเข้ามาจ่าอ่ำได้สติรีบลุกขึ้นวิ่งอย่างทุลักทุเล ด้าน
ผู้กองวิชัยเองก็ไม่ยอมละสายตาจากหมาดำตัวนั้นจนจ่าอ่ำวิ่งเข้ามาถึงตรงที่ผู้กองวิชัยอยู่พลันสายตาของผู้กองหนุ่มก็ต้องเบิกโพรงเพราะไอ้หมาปีศาจตัวนั้นลุกขึ้นยืนพร้อมกับแยกเขี้ยวและดูเหมือนว่ามันจะโกรธเอามากๆ
ไอ้หมาดำปีศาจตนนี้กระโจนวิ่งเข้าหาผู้กองวิชัยเมื่อผู้กองหนุ่มเห็นดังนั้นจึงเหนี่ยวไกปืนยิงออกไปเสียงดังสนั่น ปัง!! ลูกะุปะทะกับร่างของหมาดำปีศาจตนนั้นแต่คราวนี้มันกลับไม่ล้มลงไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่นิดเดียวมันเพียงหยุดชะงักเท่านั้นและยังคงแยกเขี้ยวน้ำลายไหลย้อยคำรามวิ่งเข้าหาผู้กองหนุ่มหมายขย้ำคอ
ผู้กองวิชัยยังคงใจเย็นจ้องมันอย่างไม่ละสายตาก่อนจะกระชากลูกเลื่อนยัดะุใหม่พร้อมเหนี่ยวไกแต่ทันใดนั้นหมาดำปีศาจก็กระโจนขึ้นและหายไปในอากาศมาโผล่อีกทีอยู่ตรงหน้าของผู้กองวิชัยและในขณะที่หมาดำปีศาจตัวนั้นกำลังจะขย้ำคอ ผู้กองหนุ่มก็ไวทันกันเอาปืนไรเฟิลค้ำไว้ทีปากของมันตัวของหมาดำเองนั้นก็ค่อมร่างของผู้กองอยู่แต่แรงของมันนั้นมากมายเหลือเกิน
ในจังหวะที่ผู้กองวิชัยกำลังจะเพลี่ยงพล้ำอยู่นั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้น ปัง!! ลูกะุแหวกอากาศปะทะร่างของหมาดำปีศาจกระเด็นออกจากร่างของผู้กองวิชัยเสียงร้องโหยหวนของมันดังสนั่นซึ่งปืนที่ยิงใส่เ้าหมาปีศาจตนนั้นก็คือปืนของพรานโชตินั่นเอง
จ่าอ่ำได้สติรีบวิ่งเข้าไปฉุดให้ผู้กองวิชัยลุกขึ้นพากันวิ่งไปหาพรานโชติทางด้านหมาดำปีศาจตัวนั้นก็ยังคงร้องโหยหวนด้วยความเ็ปและกลายร่างเป็ควันหายไปในความมืดพรานโชติเห็นดังนั้นจึงรีบสั่งให้ทุกคนวิ่งกลับไปที่แคมป์โดยเร็ว
เมื่อทุกคนวิ่งมาถึงแคมป์ก็ยังไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะพรานโชติสั่งให้ทุกคนเตรียมพร้อมและสุมกองไฟให้สว่างเข้าไว้เพราะไอ้ขุนโจรขมังเวทย์ผู้นี้มันจะเล่นงานพวกเราแน่ๆในคืนนี้เวลาผ่านไปไม่กี่อึดใจบรรยากาศรอบๆตัวเย็นะเืขึ้นผืนป่าเงียบสงัดแม้แต่เสียงแมลงก็ไม่มี พันตำรวจเอกประจักรเพ่งมองออกไปในความมืดเห็นเงาของชายคนหนึ่งผิวสีดำแดงร่างกายกำยำเดินออกมาจากความมืดเมื่อมันเดินเข้ามาใกล้ แสงจากกองไฟกระทบกับตัวมันจึงสังเกตได้ว่าชายคนนี้ไม่ใส่เสื้อนุ่งกางเกงขาก๋วยแบบชาวบ้านทั่วไปมีผ้าขาวม้าคาดเอวและมีรอยสักยันต์ทั้งตัวหนวดเครารุงรังเบ้าตาดำคล้ำมันเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ห่างจากคณะประมานสิบห้าเมตรพร้อมทั้งแสยะยิ้มและพูดว่า
“ตำรวจอย่างพวกมึงรึ! คิดจะจับกูฝันไปเสียเถอะคืนนี้กูจะฆ่าพวกมึงทุกคนแล้วเอาิญญาพวกมึงมาเป็บริวารของกูให้หมดหึหึ...ฮ่าฮ่าๆ”
“มึงนี่เองไอ้โจรชั่วยอมให้จับซะดีๆ ไม่งั้นพวกกูจำเป็ที่จะต้องจับตายมึง”
พันตำรวจเอกประจักรกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมพร้อมทั้งยกปืนขึ้นเล็งไปที่ขุนโจรผู้นี้
“หึหึมึงเนี่ยนะจะจับกู กูเสือมิ่งแห่งถ้ำผาดำเป็โจรมาสามสิบปีไม่เคยกลัวใครหน้าไหนตำรวจอย่างพวกมึงกูฆ่ามานักต่อนักแล้ววันนี้พวกมึงต้องกลายมาเป็บริวารกูให้หมด”
สิ้นคำของเสือมิ่งเสียงปืนดังสนั่นหูดับตับไหม้ตำรวจทุกนายระดมยิงใส่เสือมิ่งขุนโจรขมังเวทย์รายนี้เสียงลูกปืนแหวกอากาศพุ่งเข้าหาเสือมิ่งหลายสิบลูกแต่ทันทีนั้นทุกคนต่างตกตะลึงพรึงเพริดเพราะเห็นชัดๆว่าะุทุกนัดกำลังเลี้ยวพุ่งลงไปที่พื้นดินอย่างหน้าอัศจรรย์ก่อนที่จะถึงตัวขุนโจรขมังเวทย์รายนี้
ตำรวจทุกนายสีหน้าซีดเผือดเพราะไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน เมื่อเสียงปืนสงบลงเสือมิ่งขุนโจรจอมขมังเวทย์แห่งผาดำจึงบริกรรมคาถาและกางฝ่ามือออกไปตรงหน้าไม่กี่อึดใจมีภูตผีมากมายปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า ทุกคนในคณะต่างใกับภาพตรงหน้าเพราะหน้าตาพวกมันนั้นน่าเกลียดน่ากลัวช้ำเืช้ำหนองบางตัวก็มีรูปร่างดังปีศาจแยกเขี้ยวพร้อมที่จะขย้ำคอเข้าให้พันตำรวจเอกประจักร ผู้กองวิชัยและตำรวจอีกนับสิบถึงกับตาเบิกโพรงด้วยความหวาดกลัว
“อะๆเอายังไงดีว่ะไอ้โชติ”
นายตำรวจผู้เป็เกลอะโถามด้วยเสียงสั่นๆ