อีกด้านหนึ่งของอู๋ฮวน
การเดินทางออกจากเมืองหลวงสู่เมืองอู่โจวต้องใช้เวลาเดินทางถึงสองเดือน ระหว่างทางหากพบเจอจุดที่น่าสนใจ อู๋ฮวนจะสั่งให้คนหยุดขบวนและพาจางหลินถงออกไปเปิดหูเปิดตา นางเป็สตรีที่ถูกเลี้ยงดูในจวนไม่เคยเห็นโลกภายนอกมาก่อน นี่นับเป็การเดินทางครั้งแรกของนาง เขาจึงปล่อยให้นางลงมาเดินยืดเส้นยืดสายบ้าง
เบื้องหน้าคือน้ำตกที่สูงชัน อู๋ฮวนพานางมาหยุดริมหน้าผาเพื่อดูน้ำตก แม้จะมีบางส่วนที่ยังเป็น้ำแข็ง แต่มีบางส่วนที่เริ่มละลายแล้ว ไม่มีผู้ใดรู้ว่าต้นกำเนิดน้ำมาจากที่ใด เพราะสูงเกินไปใครเล่าจะกล้าขึ้นไปสำรวจ จางหลินถงถูกความสวยงามตรึงให้หยุดกับที่ นางดูสายน้ำสายที่ไหลลงมา กลางละอองน้ำปรากฏสายรุ้งเล็กๆ อย่างตื่นเต้น
“พี่ฮวนดูนั่น”นางชี้ไปที่สายรุ้ง ใบหน้ามีรอยยิ้มที่สวยงามจนตรึงอู๋ฮวนอยู่กับที่
อู๋ฮวนไม่เคยเห็นรอยยิ้มที่สวยงามเช่นนี้มาก่อน สตรีนางนี้แม้จะผอมมาก ถึงใบหน้าซูบตอบทำให้คนมองใจห่อเหี่ยว แต่รอยยิ้มนางกลับสวยงามมาก จนทำให้เขาแทบไม่อยากละสายตา เขานึกสงสัยก่อนที่นางจะถูกทำร้ายจนเป็เช่นนี้ นางเป็สตรีที่มีรูปโฉมเช่นไร เขาคิดว่านางต้องเป็สตรีที่งามมาก สตรีที่มีรูปโฉมงดงามมักกลายเป็ที่อิจฉาของสตรีอื่น โจวซินหรูเป็หญิงงามผู้หนึ่ง นางไม่ยอมให้ในบ้านของนางมีสตรีอื่นมาบดบังความงามของนางแน่ เจิ้งจื่ออี้ผู้นั้นคิดอะไรอยู่กันแน่ มีโอกาสสาวงามแล้ว แต่ยังปล่อยให้นางถูกทำร้าย ช่างไม่รู้จักถนอมเอาเสียเลย
ชายหนุ่มไม่ได้ยินเสียงของนาง เขาเอาแต่มองนางและรู้สึกว่านางไม่ได้ก็อัปลักษณ์ตรงไหน ยิ่งมองก็ยิ่งหลงใหลรอยยิ้มอ่อนหวานจนอดยิ้มตามไม่ได้ เขายื่นมือออกไปััใบหน้าของนาง จางหลินถงคุ้นเคยััของเขาจึงไม่ได้เบี่ยงหลบ และระหว่างที่เดินทางด้วยกัน เขาและนางใช้เวลาด้วยกันมากขึ้นจึงสนิทสนมกันมากขึ้น
เขาชอบลูบผมหรือไม่ก็แก้มของนาง นางยังชอบให้เขาแตะแก้มนางด้วยซ้ำ เพราะมือของอู๋ฮวนอุ่น และมีกลิ่นหอมทำให้นางผ่อนคลาย บางครั้งจางหลินถงยังแนบแก้มกับฝ่ามือเขา และถูไถเก็บกำไรคืนเล็กน้อยด้วย
อู๋ฮวนเห็นนางถูแก้มบนฝ่ามือ ยิ่งทำให้ในรู้สึกว่าในหัวใจคันยุบยิบ นางเหมือนลูกเสือน้อยขี้อ้อน ใช้ใบหน้าและสายตาน่ารักทำให้คนหลงใหล เห็นแบบนี้ใครจะไปอดใจไหวกัน ที่สำคัญนางเป็คนของเขาแล้วยังต้องเกรงใจอะไรอีก เขาขยับเข้าไปประชิดนาง มือดันหลังคอจางหลินถงให้แหงนขึ้น และก้มลงไปให้รางวัลคนน่ารัก
จางหลินถงยืนตัวแข็งทื่อครู่หนึ่ง ก่อนหน้านั้นนางถูกเขาจุมพิตมาแล้วสองครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่ทำให้นางรู้สึกว่าได้รับการถนุถนอมเหมือนครั้งนี้ นางหลับตาลงและเปิดใจยอมรับเขาเข้ามา อู๋ฮวนมีความพิเศษไม่เพียงตัวเขามีกลิ่นหอม ในช่องปากเขายังมีกลิ่นหอมเช่นเดียว กลิ่นเหมือนกับใบป๋อเหอ[1] ให้ความรู้สึกสดชื่น เย็น และสะอาด
แต่บุรุษย่อมเป็บุรุษ ยิ่งอู๋ฮวนเป็ผู้ฝึกวรยุทธ์ร่างกายแข็งแรง ยามได้แตะต้องร่างกายสตรีอย่างใกล้ชิด ร่างกายจึงเกิดความเปลี่ยนแปลง หน้าท้องน้อยของเขาเกิดคลื่นความร้อนรุนแรงอย่างน่าใ ส่วนนั้นตื่นขึ้นมาประท้วงจนอึดอัด ชายหนุ่มจึงปลดปล่อยความร้อนรุ่มผ่านจุมพิตมากที่เผ็ดร้อน
เขาไม่ใช่ชายหนุ่มไร้ประสบการณ์เื่สตรี แต่สตรีที่เขาจะร่วมอภิรมย์จะต้องสะอาด และทุกครั้งที่จะไม่ทิ้งร่องรอยให้สตรีใดใช้เป็บันไดไต่มาสู่เรือนหลังได้อย่างเด็ดขาด กล่าวกันว่าฮ่องเต้มีเคล็ดลับร่วมอภิรมย์กับนางสนมโดยไม่หลั่ง เพื่อเก็บสิ่งบริสุทธิ์มีค่าไว้หลั่งกับแม่ของแผ่นดิน นั่นเป็ความจริงเพราะอู๋ฮวนก็เช่นกัน ดังนั้นสตรีที่ผ่านมามักผ่านออกไปภายในชั่วข้ามคืน ทั้งเื่นี้ยังเป็ความลับที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เขาจึงถูกมองว่าเป็ผู้ไม่หลงใหลสตรี และมีใจเป็ชายตัดแขนเสื้อ
แต่กับนาง เขาเกิดความรู้สึกอยากทิ้งร่องรอยไว้ ผูกมัดเพื่อให้นางหนีไปได้ ช่างน่าเสียดายที่ร่างกายนางอ่อนแอ เขาไม่อาจหักหาญใจกระทำเื่เหล่านี้กับนางได้ เขาจึงทำได้เพียงปลดปล่อยความร้อนแรงผ่านการจุมพิตเท่านั้น เขาคิดว่าต้องรีบต้องขุนนางให้อ้วนท้วนเสียแล้ว เพียงแค่คิดเขาก็แทบคลั่ง
จางหลินถงตัวสั่นเทิ้ม นางถูกจูบจนหูตาพร่ามัว ริมฝีปากของเขาช่างร้ายกาจ ไม่เพียงรุกรานแต่ยังสลับยึดครองริมฝีปากบน ริมฝีปากล่างวนเวียนไม่หยุดเนิ่นนาน ทั้งขบและดูดจนปากนางแสบร้อนไปหมด เขากอดนางแน่นจนนางแทบหายใจไม่ออก นางยังััได้ว่ามือของเขาลื่นไถลลงไปจับที่บั้นท้ายนาง และรั้งมาแนบชิด หน้าท้องของนางจึงัักับ่หน้าขาของเขา
หญิงสาวหลับตาแน่น นางเพิ่งััชิดใกล้กับบุรุษเป็ครั้งแรก นางรู้สึกว่ามีบางอย่างดุนดันอยู่ตรงหน้าท้อง แม้จะคุ้นชินกับการกอด การจุมพิต แต่ไม่ชินกับเื่แบบนี้ นางหน้าแดงและร้อนผ่าว จะผละหนีก็ไม่ได้เพราะถูกเขากอดแน่นมาก ทั้งริมฝีปากเขายังบดจูบนางไม่หยุด แต่ก่อนที่นางจะหายใจไม่ออกเขาก็ถอยห่างเล็กน้อย
“อาหลิน ต่อไปเ้าอย่ายิ้มให้ผู้ใดเห็นเด็ดขาดนะ”ชายหนุ่มเอ่ยหลังจากถอยห่างเพื่อหยุดหายใจ ดวงตาของเขายามมองนางไม่ต่างจากคนเมา
หญิงสาวลืมตาขึ้นมองเขาด้วยแววตางงงัน“ทำไมหรือ”
อู๋ฮวนยิ้มให้นางพลางบีบจมูกนางเบาๆ“ข้าหวง”
จางหลินถงก็เหมือนเด็กสาวทั่วไป เมื่อถูกบุรุษเกี้ยวพาก็เริ่มหน้าแดง นางอมยิ้มอย่างไร้เดียงสา
“อาหลิน ข้ามีเื่จะบอกเ้า”เห็นนางไม่พูดอะไร เขาจึงพูดต่อ“ข้า...ข้า้าเ้า ้า...ทำมันร่วมกับเ้า”
“ห้ะ”จางหลินถงเบิกตาค้าง ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจความหมาย แต่นางอับอายมากต่างหาก
“อาหลิน เ้าไม่้าเป็อนุ เช่นนั้นก็แต่งเป็ชายาให้ข้าเถิด”อู๋ฮวนที่ปกติจะสงบนิ่ง ใบหน้าเฉยชาราวกับสิ่งใดๆในโลกไม่อาจทำให้เขาสนใจได้ ยามนี้กลับกลายเป็บุรุษหน้าด้านไร้ยางอายที่สุด
เขาไม่เพียงเอ่ยปากบอกนางว่าเขามีความ้าเอ่อล้น แต่เขายังขอให้นางแต่งงานกับเขา ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจางหลินถงเคยลั่นวาจาจะไม่แต่งกับคนสกุลอู๋ ก็คนมันอยากได้จะให้ห้ามใจไหวได้อย่างไร อย่างไรก็ต้องตื้อนาง ใช้ความจริงใจแสดงให้นางเห็น ว่าแม้เขาจะใช้แซ่อู๋ แต่เขาไม่ได้มีส่วนในการตายของตระกูลจาง ขอเพียงเขาแสดงความจริงใจให้มาก นางต้องใจอ่อนเข้าสักวัน
“ข้าไม่แต่งกับคนสกุลอู๋”
“อาหลิน ข้าพบเจอสตรีมามากแต่ไม่เคยเป็เช่นนี้ แต่พอใกล้ชิดเ้าข้าก็เป็เช่นนี้ อาหลินเ้าััดูสิว่าข้าทรมานเพียงใด เ้าบอกข้าทีว่าข้าต้องทำอย่างไรเ้าถึงจะยอมให้ข้าสักครั้ง”
เขาจงใจใช้ร่างกายส่วนล่างบดเบียดเข้าหานาง ทำให้นางเห็นภาพ จางหลินถงหน้าร้อนผ่าวจนแทบลุกเป็ไฟ ยามนี้ไม่ผวาก็คงไม่ใช่สตรีแล้ว นึกไม่ถึงว่าอีกด้านหนึ่งของเขาจะเป็คนเช่นนี้ ถึงกับใช้สิ่งนั้นมากดดัน นางจะขยับหนีก็ไม่ได้เพราะเขากอดนางแน่นมากจนรู้สึกได้ว่าส่วนนั้นเริ่มขยับ นางเพิ่งรู้ว่ายามบุรุษมีความ้าเป็เช่นนี้นี่เอง จางหลินถงกระอักกระอ่วนจนพูดไม่ออก
“หรือกลัวว่าข้าจะรังเกียจเ้า อาหลิน ข้าไม่รังเกียจที่เ้าเคยออกเรือนมาก่อน”เห็นนางไม่ตอบเขาจึงพูดอีกว่า“หรือว่าเ้ากลัวว่าจะเจ็บ แต่เ้าเป็สตรีที่ออกเรือนแล้ว เหตุใดยังหวาดกลัวเื่นี้อยู่เล่า หรือคนผู้นั้นทำให้เ้าเ็ป”
แม้ไม่แน่ชัดว่ารู้สึกกับนางอย่างไร แต่ยามเอ่ยถึงคนผู้นั้น ในดวงตาอู๋ฮวนแดงก่ำ เดือดพล่าน และมีความหวงแหนผุดขึ้นภายในใจ เขาไม่อยากนึกถึงเลย แต่สตรีที่แต่งงานแล้วย่อมต้องเข้าหอกับสามี เจิ้งจื่ออี้แม้จะสวมรอยเป็ซ่งตงหยาง แต่เขาก็เป็บุรุษ ยิ่งในตอนนั้นนางยังแข็งแรง และมีความงามของวัยสาวพรั่งพร้อม มีหรือที่เจิ้งจื่ออี้ผู้นั้นจะปล่อยนางไว้ในจวนโดยไม่แตะต้อง
จางหลินถงหน้าบึ้งทันที ความอับอายสลายไปสิ้น ทั้งๆที่เขาก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง แต่เขายังเอ่ยออกมาอีก จางหลินถงรู้สึกประหนึ่งถูกิ่เกียรติอย่างรุนแรง นางยกมือขึ้นตบหน้าเขาอย่างแรง ก่อนจะตะคอกใส่อย่างโมโห
“พี่ฮวน คนบ้า ถึงข้าจะแต่งงานกับเขา แต่ข้ายังไม่ได้ร่วมหอกับเขาเสียหน่อย!”กล่าวจบนางก็ผลักร่างที่ยืนนิ่งเป็เสาหินออกและวิ่งกลับไปรถม้า
“อาหลิน...”อู๋ฮวนตกตะลึง ยืนนิ่งไปครู่ใหญ่ ต่อมาก็ได้สติ แม้จะโดนตบกลับไม่รู้สึกเจ็บสักนิด หากเป็แต่ก่อนแม้เล็บสตรีข่วนลงบนผิวเขาเป็รอยเพียงเล็กน้อย สตรีนางนั้นก็ถึงวันชะตาขาดแล้ว แต่หนนี้นอกจากจะไม่โกรธ เขายังแทบจะยกมือขึ้นมาตบหน้าตัวเองซ้ำไปอีก
์ อาหลินยังไม่เคยผ่านการร่วมหอ! เจิ้งจื่ออี้ผู้นั้นโง่หรือทำไม่เป็กันแน่ ถึงได้ปล่อยนางไว้โดยไม่แตะต้อง คิดไปคิดมาอู๋ฮวนก็เพิ่งเข้าใจ แท้จริงแล้วเจิ้งจื่ออี้ผู้นั้นรักจางหลิงถงจนไม่กล้าแตะต้องต่างหาก แต่อู๋ฮวนไม่ใช่เจิ้งจื่ออี้ เมื่อรักแล้วเขายิ่ง้า ยิ่งรู้ว่านางยังบริสุทธิ์ไร้มลทินกร้ำกราย เขาก็ยิ่งหวงแหน
เป็เขาที่ไม่ดีเอง เขาไม่ควรบุ่มบ่ามเพราะอารมณ์ชั่ววูบจนทำให้นางใ นางควรได้แต่งงานอย่างออกหน้าออกตา และมอบของล้ำค่านี้ให้กับเขาอย่างถูกต้องตามประเพณี
หลังรู้ความจริง อู๋ฮวนรู้สึกผิดและเสียใจมาก ที่เผลอใช้วาจาหยาบคายล่วงเกินนาง พูดเื่นี้กับสตรีที่ยังไม่ออกเรือนก็เหมือนทำให้นางเสียเกียตริ ไม่ผิดที่นางจะโกรธและตบเขา หลังจากถูกนางตบนอกจากเขาจะได้สติ อารมณ์ความ้าแห่งบุรุษเพศก็ดับวูบลงเช่นกัน นี่ข้าทำอะไรลงไป!
“อาหลิน!”อู๋ฮวนร้องเรียกนางแต่นางขึ้นรถม้าไปแล้ว เขาจึงเดินกลับไปที่รถม้าพลางยื่นมือเพื่อเปิดผ้าม่านขึ้นไปหา แต่ต่อมาก็ชะงัก ถอยออกมายืนนิ่งเพราะไม่รู้จะสู้หน้านางได้อย่างไร
เซินสี่เห็นจางหลินถงวิ่งกลับมาก่อนด้วยอาการใ บนใบหน้ามีรอยน้ำตาเขาชะงักไปเช่นกัน นึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง แต่พอเห็นเ้านายกลับมาและมีอาการผิดปกติ ที่ใบหน้าก็มีรอยแดง เขาก็เดาเหตุการณ์ได้ทันที
สตรีผู้นั้นจะถูกอู๋ฮวนทำอะไรไปบ้างเขาไม่สนใจ เขาสนเพียงแต่นางทำอะไรอู๋ฮวนเท่านั้น เซินสี่ชักกระบี่ออกมา ขณะพุ่งเข้าหารถม้าหมายจะชำระความแม่นางด้านใน แต่ถูกอู๋ฮวนถีบกลับอย่างแรงทำเอาผู้คุ้มกันอีกเก้าคนได้ตกตะลึง เกิดอะไรขึ้นระหว่างคนสามคน...
[1] ป๋อเหอ หมายถึง ใบมินต์ อีกชื่อคือ สาระแหน่