“อ่าๆ น้องชายพูดเล่นหรือเปล่า เื่เล็กน้อยไม่ควรเก็บมาเป็บุณคุณ ที่จริงแล้ววันนี้ตั้งใจจะมาเจรจา ได้ยินมาว่าน้องชายลงมือทำร้ายคนของแก็งหมาป่าโลหิตที่นี่ ?”
“ทำไม ? จะมาแก้แค้นหรือไง ?” เฉิงหยู่ พูดจายียวน
“พูดแบบนี้ แสดงว่าน้องชายยอมรับว่าทำร้ายพวกเขา ?”
“ทำไมจะไม่กล้ารับ ถ้าหากว่านายสนใจฉันจะช่วยสงเคราะห์ให้นายแบบเดียวกับพวกนั้นก็ได้นะ”
“สาวหาว! พี่สาม ของพวกเราอุส่าพูดดีๆกับแกก็ถือว่าให้เกียรติมากแล้ว แกคิดว่ามีไข่สองใบแล้วจะเที่ยวทำเก่งได้งั้นหรือ แก๊งหมาป่าโลหิตของเราไม่ใช่ว่าใครจะมาล้อเล่นได้ ฉันแนะนำให้แกขอโทษพี่สามเดี๋ยวนี้ บางทีพี่สามอาจจะยอมยกโทษให้ ” กังเป่า พูดด้วยความโมโห มันเป็คนๆเดียวกับที่พูดตอนที่อยู่บนรถก่อนหน้านี้
“อ่อ ที่แท้นายเป็สมาชิกระดับหัวหน้าแก๊งสินะ? งั้นนายจะเอายังไงก็ว่ามา ?” เฉิงหยู่ จ้องหน้า อู๋ฉาง แล้วพูดออกไป
“คุกเข่าลง แล้วขอขมา หลังจากนั้นก็ตามพวกเรากลับไปที่ แก็งหมาป่าโลหิต หากปฏิเสธล่ะก็ นายจะเจ็บตัวยิ่งกว่าพรรคพวกของฉันที่โดนเมื่อคราวก่อน”
“คงคุยกันไม่รู้เื่แล้วน่ะสิ เอาเป็ว่าฉันจะให้โอกาสพวกนายสักครั้ง เชิญลงมือก่อนได้เลย ไม่เช่นนั้นพวกนายก็จะไม่มีโอกาสได้ลงมืออีก”
“นายแน่ใจเลยว่าจะให้พวกเราลงมือ? เ้าหนู คนอย่างฉันฆ่าได้หยามไม่ได้ ฉันยอมรับในความกล้าของนาย แต่ความหยิ่งยโส อาจทำให้นายต้องชดใช้ด้วยราคาแพง และนายอย่าคิดว่าเื่นี้ อาของนายจะออกหน้ารับแทนได้ เขาก็แค่นายกเทศมนตรีคนหนึ่งเท่านั้น ต่อหน้าพวกเรา แก๊งหมาป่าโลหิต ไม่นับว่าอยู่ในสายตา” พอเห็น เฉิงหยู่ ตีหน้ามึนไม่แยแส เขาก็ไม่คิดจะเจรจาอีกต่อไป เพราะเขาตระหนักดีว่า ถึงแม้จะพูดอะไรไปก็ไร้ประโยชน์ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างแก๊งและนายกเทศมนตรี ไม่ค่อยดีมาแต่ไหนแต่ไร
“พูดจบแล้วหรือ?”
“ใช่พูดจบแล้ว”
“ถ้าหากพูดจบแล้ว พวกเรารีบมาสะสางให้จบเถอะ”
“ดี! เมื่อนายไม่ว่าอะไร งั้นฉันก็จะไม่เกรงใจ ยังไงก็ต้องลากคอนายกลับไปให้ได้” เมื่อถูก เฉิงหยู่ ยั่วโมโห อู๋ฉาง ก็ไม่พูดมาก ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องเอาตัวเขาไปที่ตั้งแก๊ง ดังนั้นจึงจัดการตรงนี้เลยไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่้าให้ จ้าวิหลง เข้ามายุ่ง
พอเห็นคนนับสิบที่โถมเข้ามา เฉิงหยู่ ก็ใช้มือคว้า เ้าอ้วน ผลักถอยหลัง หลังจากนั้นก็กระโจนออกไป
เขาก็ได้ปรากฏอยู่ตรงหน้า อู๋ฉาง
ทำไม…..ทำไมถึงเร็วขนาดนี้ ชั่วพริบตานั้นกลุ่มคนก็พากันกรูเข้าไป ขณะเปล่งเสียง “ย้าก!” อู๋ฉาง เพียงกลืนน้ำลายสองอึก ก็เห็นคนเ่าั้ ล้มคว้ำราวกับตุ๊กตาดินเหนียว ฉากนี้ทำให้ อู๋ฉาง เข้าใจแล้วว่าทำไม เถาจิ่ว ถึงกลับมาด้วยสภาพเช่นนั้น ทั้งๆที่หลายคนยอมรับในฝีมือเขา
“พลั๊กๆๆ” เฉิงหยู่ ลงมือรวดเร็วจนมองตามไม่ทัน ส่งผลให้ อู๋ฉาง ยืนแข็งค้างทำอะไรไม่ถูก
“ถึงตานายแล้ว!” เฉิงหยู่ จ้อง อู๋ฉาง ด้วยแววตาเ็า
ทันใดนั้น อู๋ฉาง หน้าถอดสีทันที คิดอะไรไม่ออกเลย
“แกแน่ใจแล้วหรอที่กล้าตั้งตัวเป็ศัตรูกับพวกเรา แก๊งหมาป่าโลหิต! ” อู๋ฉาง ก็พูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ
“ช่างโง่เขลา ฉันลงมือขนาดนี้ ยังคิดว่าฉันกลัวพวกแกอีกหรอ ?” ท่าทาง เฉิงหยู่ สงบนิ่ง ระหว่างตอบอู๋ฉางด้วยน้ำเสียงเ็า
“ฉันยอมรับนะว่าแกมีฝีมือ แต่แกจะมีปัญญาปกป้องคนข้างกายได้หรือเปล่า?” อู๋ฉาง ทำหน้าตาเหมือนมีแผนชั่วในใจ
“นี่แกขู่ฉันหรือเนี่ย? แกคงไม่รู้สินะว่าฉันเกลียดอะไรมากที่สุด ? ที่ฉันเกลียดมากที่สุดก็คนที่ชอบขมขู่ ? ตอนแรกฉันก็คิดแค่จะสั่งสอนพวกแกเบาะๆ แต่คิดดูแล้ว แก๊งหมาป่าโลหิต คงไม่มีจิตสำนึก” เฉิงหยู่ ตอนนี้ไม่คิดยั้งมืออีกต่อไป เพราะเขาเกลียดคนที่ขมขู่ผู้อื่นด้วยแผนการสกปรก
“ปั้ง” เฉิงหยู่ เคลื่อนตัวเข้าประชิด อู๋ฉาง พร้อมกับซัดฝ่ามือไปที่กลางหน้าอก ครั้งนี้ อู๋ฉาง ไม่ได้ลอยละลิ่วสวยงามเหมือนคราว เจียงิและตงหยวน แต่ว่ากระเด็นไถลออกไปไกลถึงสามเมตร ก่อนจะกระอักเื
“นี่คือโทษฐานที่แกกล้าข่มขู่ฉัน ฉันไม่ฆ่าแกหรอก แต่กลับไปบอกหัวหน้าใหญ่ของแก ว่าทางที่ดีคืออยู่ใครอยู่มัน แล้วก็อย่าได้คิดที่จะแตะต้องคนใกล้ตัวของฉันเป็อันขาด ถ้าทำให้ฉันโกรธเมื่อไหร่รับรองว่าเื่จบไม่สวยแน่ พวกแก๊งหมาป่าโลหิต จะต้องจมกองเื” เฉิงหยู่ ทิ้งท้ายจบ ก็พา เ้าอ้วน มุ่งหน้าไปยังตลาดกลางคืน
“ลูกพี่ เมื่อกี้นี้ดุเดือดโครตๆเลย ขนาดมองเฉยๆเืลมในกายยังสูบฉีดพลุ่งพล่าน ลูกพี่ร้ายกาจขนาดนี้ว่างๆก็ช่วยสอนวรยุทธให้ผมบ้างสิ ถ้าจะเป็ลูกน้องพี่ ก็จะยืนดูอย่างเดียวคงจะดูทุเรจ ขายหน้าคนเขาแย่!”
“นายคิดจะฝึกวรยุทธจริงๆหรอ?” เฉิงหยู่ รู้สึกประหลาดใจในคำพูดและแววตาของ เ้าอ้วน
“จริงสิ!” เ้าอ้วน พยักหน้ารัวๆ
“เส้นทางการฝึกวรยุทธมันยากลำบากมากนะ จริงๆควรเริ่มฝึกฝนั้แ่อายุแปดหรือสิบปี ไม่งั้นร่างกายคงยากจะทนไหว เว้นแต่ว่านายจะฝึกฝนจนมีกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่ง ฉันถึงจะสอนนายได้”
“อ่า? ต้องลดหุ่นงั้นหรอ! กลัวที่สุดก็คือทำไม่ได้นี่ล่ะ ผมมีแต่ไขมันอ้วนๆ เมื่อก่อนเคยตั้งใจลองฝึกดู แต่เริ่มได้แค่นิดเดียวก็ไม่ไหวแล้ว!” เ้าอ้วนพอได้ยิน เฉิงหยู่พูดก็รู้สึกสิ้นหวัง
“การฝึกเคล็ดวิชาต่อสู้ทุกแขนง ล้วนต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก ถ้าหากว่ามันฝึกกันง่ายๆละก็ ยอดฝีมือคงเพ่นพ่านเต็มถนนไปหมดแล้ว” ที่จริง เฉิงหยู่ ไม่ได้คาดหวังให้ เ้าอ้วน ฝึกวรยุทธ เพราะว่าชีวิตของเ้าอ้วน ที่เป็อยู่ตอนนี้ก็ดีมากแล้ว และเขาก็รู้ว่าที่ เ้าอ้วน อยากฝึกเพราะเห็นตนเองแสดงฝีมือไปเมื่อสักครู่ มันก็เลยทำให้ เ้าอ้วน มีไฟขึ้นมาชั่ววูบ ของแบบนี้พอผ่านไปพักเดียวก็หายไป แล้วเขาก็รู้ว่าบนโลกนี้บางทีอาจจะมีเด็กวัยรุ่นที่มีวิชาต่อสู้ติดตัว หวังว่าตัวเองนั้นจะเป็หนึ่งในนั้น ส่วนเ้าอ้วนและเหล่ามนุษย์บนโลกนี้ล้วนแต่ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายสบายๆ นี่ก็นับเป็ความสุขสำหรับพวกเขา ถ้าจะให้พวกเขาก้าวสู่เส้นทางการฝึกฝนที่ลำบากตรากตรำเห็นทีคงจะไม่ไหว เพราะว่าโลกนี้มีเครื่องมือทุ่นแรงจึงไม่ได้้าสิ่งเหล่านี้ มันคือสังคมโลกในปัจจุบัน
เฉิงหยู่ ตอนที่อยู่โลกก่อนเพื่อจะก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกตนเขาต้องตัดขาดจากโลกภายนอก แสวงหาความเป็ะ ไร้ซึ่งทุกข์ภัย มีพลังอำนาจ จนสามารถเปลี่ยนชีวิตฝืนชะตา์ เพียงแต่ว่า ในโลกนี้มักจะคิดถึงแต่เื่ของตัวเอง ขอแค่มี คนรักหนี่งคน ลูกหนึ่งคน ใช้ชีวิตร่วมกับพ่อแม่ ก็นับเป็ความสุขเหลือคณา
“ลูกพี่ๆ มียาวิเศษไม่ใช่หรอ ให้ผมอีกสักเม็ดสิ แบบว่ากินเข้าไปพลังก็เพิ่มขึ้นมาเหมือนกับในทีวี ?” เ้าอ้วน ถามอย่างหน้าระรื่น
“นายจะบ้าหรือเปล่า อะไรๆก็ตามทีวี เชื่อได้ที่ไหน เอางี้ ถ้าหากนายไม่มีใจคิดจะฝึกจริงๆ ให้ยาวิเศษนายไป ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์ขึ้นมา” ถึงแม้ เฉิงหยู่ จะไม่ได้หวังให้ เ้าอ้วน ฝึกวรยุทธ แต่เื่ของอนาคตไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ สักวันหนึ่ง เฉิงหยู่ อาจจะพาเขาก้าวไปสู่เส้นทางของเทพเซียน ก็เป็ได้
ดังนั้นแล้ว เฉิงหยู่อยากจะบอกอะไรนิดหน่อย ไม่ว่าจะเป็ใคร ถ้าเลือกเดินบนเส้นทางวิถีเซียนแล้วล่ะก็ต้องมีความมุ่งมั่น เหมือนกับที่เขาได้เป็ ปรมาจารย์ปรุงยา ถ้าหากไม่มีแรงจูงใจที่มากพอ ก็ไม่มีโอสถที่ไหนช่วยได้ แล้วก็ไม่มีทางลัดสำหรับผู้ที่ปราศจากความมุมานะ
แม้แต่ในโลกเซียนเอง ปรมาจารย์ปรุงยาก็มีอยู่เพียงไม่มาก ที่สำคัญปรมาจารย์ปรุงยาล้วนแล้วมีวิถีทางของตัวเอง ไม่ใช่ว่าจะยอมมอบโอสถให้ใครง่ายๆ ดังนั้นแล้ว ปรมาจารย์ปรุงยาจึงตกเป็เป้าหมายหลักในการถูกไล่ล่าโดยผู้ฝึกตน และผู้ที่อ่อนแอย่อมแสวงหาอำนาจพลังเพื่อการต่อสู้ แต่สำหรับนักปรุงยาไม่ได้ฝึกฝนเพื่อการต่อสู้ เพราะฉะนั้นแล้ว ขุมอำนาจที่มีปรมาจารย์ปรุงยาอยู่จะทำให้ขุมอำนาจนั้นมีพลังอำนาจมากขึ้น เฉิงหยู่ ก็เป็เช่นนั้น ั้แ่ที่ เฉิงหยู่ ฝึกฝนเพลิงวิหคคืนชีพ และ เก้าัเทวะ ซึ่งนับเป็วิชาอันดับต้นๆแห่งโลกเซียน และเฉิงหยู่ก็ไม่เต็มใจที่จะถ่ายทอดมันให้ใคร สุดท้ายแล้วเขาก็ถูกตามล่าอย่างหนัก
นึกถึงเื่นี้ขึ้นมาทีไร เฉิงหยู่ ก็รู้สึกขับข้องใจไม่หาย ไม่ช้าเขาก็ส่ายหัวพร้อมสลัดความรำคาญใจทิ้งไป ปัจจุบันสองมาถึงตลาดกลางคืนแล้ว ที่นี่ดูแล้วค่อนข้างคึกครื้นเป็สถานที่ที่สวยงาม และมีของกินเยอะมาก เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ล้วนมีครบ แต่ละคนก็หอบถุงคนละหลายๆถุง ไม่ใช่แค่มีความสวยงาม ราคาก็ไม่นับว่าแพง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นักเรียน นักศึกษาที่มาเดินเที่ยว
ขณะเดินไปตามถนน เฉิงหยู่ก็รู้สึกว่าตนเองกลับเป็เด็กอีกครั้ง เฉิงหยู่ แม้จะมีร่างกายของเด็กอายุสิบแปด แต่ิญญาซึ่งผ่านประสบการณ์มามากกว่าพันปี บรรยากาศเช่นนี้ทำให้ เฉิงหยู่ รู้สึกตื่นเต้น ผ่อนคลาย ดื่มด่ำไปกับความสุข ที่ปกติเป็สิ่งที่เด็กวัยรุ่นต้องทำกัน เห็นหนุ่มๆสาวๆ เดินสวนกันไปมา แม้ว่าจะแออัดเบียดเสียดไปหน่อย แต่ เฉิงหยู่ ก็รู้สึกว่ามันเป็ที่ๆสงบสุขที่ได้ปลดปล่อยความเครียด ทำให้จิตใจสดชื่น ความรู้สึกเหล่านี้ ในโลกเซียนเขาไม่เคยััมาก่อน
“ลูกพี่ๆ ดูสิ นั้น ใช่ หลินยวี่ฮั่น หรือเปล่า?” เวลานั้น เ้าอ้วน ก็ได้เจอร้านขายหมาล่า ก็เลยสะกิดให้ เฉิงหยู่ ดูคนขาย
เฉิงหยู่ มองตามที่ เ้าอ้วน ชี้ สุดท้ายก็เห็น หลินยวี่ฮั่น กำลังนำของที่ลูกค้าสั่งใส่ลงเตา แม่ของเธอก็คอยย่างวัตถุดิบ
เฉิงหยู่ กับ เ้าอ้วน เดินไปหยุดที่เบื้องหน้า หลินยวี่ฮั่น ที่ล้อมไปด้วยผักมากมาย ทั้งลูกชิ้นและเนื้อต่างๆ
“สวัสดีค่ะ รับอะไรดี…..” หลินยวี่ฮั่น ที่กำลังยุ่งกับการเตรียมวัตถุดิบ พอรู้สึกว่ามีคนมายืนตรงหน้าร้าน จึงพูดออกไปด้วยความเคยชิน แต่พูดไปได้แค่ครึ่งประโยค ก็เงยหน้าขึ้น มองเห็น เฉิงหยู่ กับ เ้าอ้วน ยืนจ้องอยู่
“หึหึ ฮั่นฮั่น เธอขายของอยู่ที่นี่ไม่เห็นจะบอกฉันเลย ไม่งั้นฉันคงจะมาช่วยเธอจัดร้านให้เสร็จเร็วขึ้น” เฉิงหยู่ จ้องมอง หลินยวี่ฮั่น พร้อมกับยิ้มให้
หลินยวี่ฮั่น แทบ ไม่เชื่อสายตา “พวกนายทำไมถึงมานี่ได้?”
“พวกเราก็มาหาอะไรกินน่ะสิ! ฉันเอาอันนี้ อันนี้…..แล้วก็อันนี้” เฉิงหยู่ก็หยิบเลือกหลายๆอย่าง ใส่ไว้ในตะกร้า ก่อนจะส่งให้แก่ หลินยวี่ฮั่น
“เยอะขนาดนี้ กินหมดหรอ?” พอเห็นของในตะกร้าที่มากมายแน่นไปหมด หลินยวี่ฮั่น ก็ถามขึ้นมา
“ไม่มีปัญหากินไม่หมดก็ห่อกลับ อีกอย่าง เ้าอ้วน เป็คนเลี้ยง ก็ต้องกินให้หนัก ใช่ไหมเ้าอ้วน”
“ใช่ๆๆ ลูกพี่เต็มที่เลย วันนี้ผมเป็เ้ามือเอง” เ้าอ้วน ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ ที่ตนได้เลี้ยงข้าวลูกพี่ และนี่ก็ไม่นับเป็ปัญหาอะไร เพราะเท่าที่ดูแล้วของในตะกร้าไม่ได้มีราคาแพงมากอะไร
ในเวลานั้น คุณนายหลินที่กำลังย่างของ ก็เห็นว่าทางนั้นกำลังพูดคุยกันสนุกสนาน “ที่แท้ก็พวกเธอนี่เอง มาหาอะไรกินหรอ วันนี้ให้ฉันเลี้ยงเอง เป็การขอบคุณที่เมื่อวานช่วยเหลือพวกเราไว้”
“ไอ้หยา คุณน้า พวกเรากับ ฮั่นฮั่น ก็เป็เพื่อนกัน แล้วก็ยังสนิทกันมากด้วย เื่แค่นั้นถือว่าเล็กน้อยครับ จริงๆมันก็ไม่ได้มากมายอะไรเลย คุณน้าไม่จำเป็ต้องเลี้ยงพวกเรา ” แม้ว่าจะรู้สึกว่า คุณนายหลิน จะไม่ค่อยชอบใจที่ให้เขาเรียกลูกสาวเธอว่า ฮั่นฮั่น ก็ตาม แต่คนอย่าง เฉิงหยู่ แต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยสนใจเื่ทำนองนี้ ยังคงหน้าด้านเรียกต่อไป
จบตอน