กฎหมายของแคว้นต้าซีเข้มงวดเป็นอย่างยิ่งตระกูลชนชั้นสูงสามารถแต่งงานกับชนชั้นสามัญได้ก็ถือว่าเป็นการอนุโลมมากแล้ว แต่หากชนชั้นสูงแต่งงานกับคนชั้นต่ำถือเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นไม่ได้
หากอานหยางเกิดความคิดบางอย่างขึ้นในใจต่อไป๋ฝูฉวีเขาก็สามารถปฏิบัติกับนางได้แค่เมียบ่าวเท่านั้น แม้แต่อนุภรรยาก็เป็นไม่ได้
ทว่าเรื่องภูมิหลังที่ต่ำต้อยของไป๋ฝูฉวีไม่ได้แพร่งพรายออกมาเลยแม้แต่น้อยเฉินเหลียนเอ๋อร์ไม่ได้พูดมันออกมา และก็ยังไม่ได้ลงมือ ไม่รู้ว่าในใจของนางกำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่
ไม่รู้ว่าระหว่างทั้งสองคนจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่พึงรู้ไว้ว่าทุกสรรพสิ่งอยู่ที่มนุษย์กำหนด อานหยางถือเป็นบุรุษจากตระกูลชนชั้นสูงที่มีชื่อเสียงที่สุดเท่าที่ไป๋ฝูฉวีจะสามารถเข้าใกล้ได้เพราะสาเหตุนั้นนางจึงจำเป็นต้องจับอานหยางที่อยู่ตรงหน้าเอาไว้ให้มั่น
บรรยากาศของอาคารทางเหนือดูเงียบสงบแต่เยี่ยนเจาเจารู้ว่าภายใต้ความเงียบสงบเช่นนี้ มักจะแฝงคลื่นพายุลูกใหญ่เอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือเป็นคลื่นที่โหมซัดอย่างบ้าคลั่งนางมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะต้องมหึมาอย่างแน่นอน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเฉินเหลียนเอ๋อร์เรียนรู้คำว่าอดทนได้แล้ว
นางและไป๋ฝูฉวีอาศัยอยู่ห้องเดียวกันทุกวันเงยหน้าเจอก้มหน้าไม่เจอ บางครั้งจะเห็นไป๋ฝูฉวียืนรออานหยางอยู่ที่หน้าทางเข้าอาคารทางเหนือแต่ก็ยังอดทนได้
ดั่งสุภาษิตที่ว่าหมากัดไม่เห่าเฉินเหลียนเอ๋อร์ในตอนนี้ยังไม่ลงมือ แน่นอนว่าจะต้องมีไพ่ตายอยู่เบื้องหลังเป็นแน่
เวลาเดินผ่านไปอย่างรวดเร็วระยะเวลากว่าครึ่งปีได้ผ่านไปแล้ว
ถึงเวลาสำหรับการชุมนุมล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงครั้งใหญ่ที่จัดขึ้นทุกๆสามปีของสถานศึกษาตระกูลหยวนแล้ว
แท้จริงแล้วการชุมนุมใหญ่นี้ก็คือกิจกรรมสร้างความสนุกสนานในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเดิมทีเยี่ยนเจาเจาไม่ได้วางแผนที่จะเข้าร่วม แบบทบทวนการเรียนที่นางหามาให้ตัวเองมีมากมายดุจภูเขากว้างดุจมหาสมุทรไม่มีเวลาสำหรับการออกไปเที่ยวเล่นแล้ว
ทว่านายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่บอกว่าเยี่ยนเจาเจาพยายามมามากพอแล้วช่วงนี้ออกไปพักผ่อนสักครึ่งเดือนก็ไม่เสียหายอะไร อีกอย่างนางอายุยังน้อย หลังจากที่โตไปก็จะไม่มีเวลามาเที่ยวเล่นอย่างตอนนี้อีกแล้วมิสู้ออกไปเที่ยวเล่นพร้อมกับเจินเจินและอ้ายอ้ายดีกว่า
ในใจของนางตอนนี้จึงมีความรู้สึกผ่อนคลายลงเมื่อรวมกับประโยคที่หนานหมิงเหอบอกว่าตนก็จะไปที่นั่นด้วย ดังนั้นเยี่ยนเจาเจาจึงวางเรื่องการทบทวนบทเรียนในมือลงและตามไปดูว่าบรรยากาศที่คึกคักเป็นอย่างไรกัน
ชุมนุมการล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงครั้งใหญ่จัดขึ้นที่ทุ่งหญ้าบนเนินเขาทางตอนเหนือของสถานศึกษาตระกูลหยวน
สถานที่นั้นเดิมเป็นลานชู่จวี[1] ของสถานศึกษาตระกูลหยวน ด้านหลังของลานชู่จวีเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ทะเลสาบน้ำไม่ลึกเท่าไรนัก ทว่ามีปลาตัวน้อยมากมายสำหรับการตกปลา ฤดูใบไม้ร่างปลาในทะเลสาบอวบอ้วนเป็นฤดูกาลที่ดีสำหรับการตกปลา
ใกล้กับทะเลสาบเป็นภูเขาในเวลาปกติไม่มีใครเข้าไปในนั้น แน่นอนว่าไม่มีพวกเสือหรือเสือดาว แต่สัตว์จำพวกกวางกวางน้อย กระต่ายป่า สุนัขจิ้งจอกถือว่ามีอยู่ไม่น้อย สามารถให้เหล่าบัณฑิตออกล่าเพื่อความสนุกได้
ครั้งก่อนกิจกรรมนี้เป็นที่ยอดนิยมยิ่งนักในเหล่าบัณฑิตชายพึงรู้ว่าปกติทางสถานศึกษาไม่อนุญาตให้พวกเขาลงจากเขาเพื่อไปเล่นสนุก ยามนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมีโอกาสได้เล่นสนุกอย่างเปิดเผยเพราะเหตุนั้นไยจะไม่ดื่มด่ำกับมันเสียหน่อยเล่า?
ที่ยิ่งกว่านั้นคือทุกปีเหล่าบัณฑิตหญิงก็จะร่วมเข้ารับชมเหล่าชายหนุ่มจำเป็นต้องออกแรงอย่างหนักเพื่อให้ได้รับรอยยิ้มจากสาวงาม วันนี้พร้อมจะเผยพรสวรรค์ที่แสดงออกมาหรือยังเล่า?
อีกด้านหนึ่งของลานชู่จวีได้สร้างกระโจมทรงกลมขึ้นมาเพื่อเป็นสถานที่ให้เหล่าบัณฑิตได้พักผ่อนเป็นการชั่วคราวสามารถพูดได้ว่ามีการเตรียมการมาอย่างรอบคอบ
การชุมนุมล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงครั้งใหญ่นี้ไม่ได้มีแค่แข่งขันชู่จวี ตีคลี ล่าสัตว์ และอื่นๆ แต่ยังมีพิธีการดื่มที่งามสง่า การต่อบทกวี แข่งวาดภาพแข่งดนตรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความบันเทิงที่มิอาจขาดไปได้
เดิมทีเยี่ยนเจาเจาไม่ได้คิดจะเข้าร่วมกิจกรรมนี้
แต่เมื่อได้ยินว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์จะเข้าร่วมการแข่งขันวาดภาพและไม่รู้เช่นกันว่าที่ไป๋ฝูฉวีเข้าร่วมกิจกรรมนี้เป็นเพราะอยากแข่งกับนางหรือเปล่ายามนี้อาคารทางเหนือล้วนเอาแต่เฝ้ารอดูเรื่องน่าหัวเราะของพวกนาง เยี่ยนเจาเจาเองจึงลงชื่อตามไปเช่นกัน
ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับการพักผ่อนใครจะไม่อยากนั่งกินเมล็ดแตงพลางชมเรื่องสนุกกันล่ะ อีกอย่างเยี่ยนเจาเจาก็ตั้งตารอดูเฉินเหลียนเอ๋อร์ลงมือมาตั้งนานแล้วไม่แน่ว่าการเคลื่อนไหวที่รอมานานอาจเป็นวันนี้ก็ได้
ไม่นานก็ถึงวันชุมนุมล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วงครั้งใหญ่งานนี้สามารถเลือกที่จะพักห้องพักได้ ยังสามารถเลือกกระโจมในรูปแบบที่คล้ายกับของพวกทหารได้ด้วยกัวซีฉือถูกใจกระโจมเป็นอย่างยิ่งเยี่ยนเจาเจาเองก็ตามนางเข้าไปพักในกระโจมด้วยเช่นกัน
การปะทะของเฉินเหลียนเอ๋อร์และไป๋ฝูฉวีไม่ได้เกิดขึ้นในวันแรกวันแรกมีการละเล่นมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือการปาลูกดอกลงเป้า
ทักษะการขี่ม้ายิงธนูของเยี่ยนเจาเจาถือว่าประสบความสำเร็จการปาลูกดอกลงเป้าก็เป็นหนึ่งกิจกรรมที่นางศึกษาตอนอยู่สำนักไท่เสวียในชาติก่อน และถือว่าทำมันออกมาได้อย่างโดดเด่นเพราะเหตุนั้นในตอนที่กัวซีฉือลากให้เข้าร่วม เยี่ยนเจาเจาจึงตามไปอย่างไม่อิดออด
เดิมทีหนานหมิงเหออยากไปพร้อมเยี่ยนเจาเจาแต่เมื่อมีกัวซีฉืออยู่ด้วย เขาไม่คุ้นชินกับการอยู่ใกล้กับผู้อื่น จึงไปกับหวังชิงซานสหายที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันของตนไปอยู่ห่างจากเยี่ยนเจาเจามิใกล้มิไกล ประมาณว่าแค่เงยหน้าขึ้นมองก็สามารถมองเห็นว่าเยี่ยนเจาเจากำลังทำสิ่งใดอยู่
“สหายสิงจื่อน้องหญิงตระกูลเจ้าดูมีน้ำมีนวลขึ้นกว่าปีก่อนอีกนะ ปกติแล้วเจ้ายุ่งมากเสียเหลือเกินเกรงว่าจะมิรู้ว่าเจ้าพวกอาคารทางใต้พวกนั้น ปกติแล้วก็ไม่ทำการใดกัน ยามนี้จึงได้มีการจัดเรียงลำดับหญิงสาวเอาไว้เรียกว่าอะไรนะ ‘งามสิบลำดับ’ น้องหญิงตระกูลเจ้าก็อยู่ในอันดับต้นๆ”
ปกติแล้วหวังชิงซานเป็นคนช่างเจรจามาโดยตลอดการเรียนของเขาก็จัดว่าไม่แย่ แม้ว่าจะไม่โดนรับคัดเลือกจากนายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่ แต่การสอบวัดเกณฑ์ของสถานศึกษาเขาก็อยู่ในอันดับยี่สิบแรกแสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมของเขา
หนานหมิงเหอรู้สึกแปลกใจที่พูดกับเขารู้เรื่องหวังชิงซานผู้นี้ชอบพูดเสียงเจี๊ยวจ๊าว แต่หนานหมิงเหอก็ยังเต็มใจฟังสิ่งไร้ประโยชน์นั่นและก็มีบางครั้งที่ตอบกลับไปบ้างหนึ่งหรือสองประโยค
“อืมก็ยังถือว่าพวกเขาตาพอมีแวว”
หนานหมิงเหอเหลือบมองเยี่ยนเจาเจาเห็นนางและกัวซีฉือจับมือกันเล่นปาลูกดอกลงเป้า จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกอิจฉาขึ้นมาในใจเรียวคิ้วหนาอดไม่ได้ที่จะขมวด
“เพียงแต่มันดูบุ่มบ่ามเกินไปหากครั้งหน้าข้าเห็นอีก ก็จะตรวจดูการสอบประจำวันของพวกเขาทีละคน”
หนานหมิงเหออารมณ์ไม่ดีคำพูดที่พูดออกมาจึงไม่ค่อยน่าฟังสักเท่าไร
การสอบประจำวันเป็นคะแนนที่น่าสนใจมันคือสิ่งที่เหล่าบัณฑิตทำเป็นปกติ การทบทวนบทเรียน การทำแบบฝึกหัดภายในห้องพักของสถานศึกษามีผลออกมาเป็นแบบใดก็อิงจากการแสดงออกนี้...ตอนสอบปลายภาคก็จะนับรวมเข้าเป็นเกณฑ์สอบของสถานศึกษาด้วย
เหนือหนานหมิงเหอก็ยังมีศิษย์พี่อีกหลายคนพูดตามหลักการเรื่องนั้นไม่ได้เป็นหน้าที่ที่จะตกมาถึงเขา เขาเองก็มิชอบเรื่องพวกนั้นเพียงแต่นายท่านผู้เฒ่าหยวนมู่จัดการบอกให้เขาไปทำ และบอกว่ามันจะช่วยลับนิสัยของเขาให้แหลมคมมากยิ่งขึ้น
เมื่อไม่มีทางอื่นแล้วตอนนี้หนานหมิงเหอจึงรับตำแหน่งมา และกลายเป็นผู้ตรวจสอบการสอบประจำวัน
จะว่าไปมันก็น่าสนใจไม่น้อยเขากลายมาเป็นผู้ให้คะแนน แค่เดินเข้าห้องเรียนก็สามารถทำให้เหล่าบัณฑิตชายที่ซนเหมือนลิงพวกนั้นสงบเงียบลงได้
อาจเป็นเพราะการสอบประจำวันทำให้ผู้คนหวาดกลัวหรืออาจมีความเป็นไปได้ว่าใบหน้าของหนานหมิงเหอดูเย็นชาจนไม่น่ามอง คำพูดคำจาก็น้อยเสียเหลือเกิน
ท้ายที่สุดเหล่าบัณฑิตในห้องเรียนวันนี้พอพูดถึงศิษย์พี่หรือศิษย์น้องที่ได้เป็นผู้นำในแต่ละปี ก็ล้วนแต่มีความรู้สึกกลัวเกรงอยู่ไม่น้อย
“สหายสิงจื่อเจ้าไม่รีบร้อนงั้นหรือ! ทุกคนล้วนมีใจรักในความงามกันทั้งนั้นแม้ว่าข้าจะมิได้หมายความเช่นนั้น แต่ก็มิได้หมายความว่าในอาคารทางใต้ของพวกเราจะไม่มีคนที่คิดเช่นนี้นี่!
น้องสาวของเจ้าหน้าตาดีเช่นนี้ในไม่ช้าก็จะได้รับความสนใจจากผู้คน เจ้ายังไม่รู้สินะ แต่เด็กชายจากตระกูลเฉินที่อยู่ห้องติดกันกับพวกเราวันนี้ดูเหมือนว่าจะเตรียมพร้อมสำหรับการมุดกำแพงของเจ้าเข้ามาแล้วนะ!”
หวังชิงซานขยับเข้าไปใกล้หูหนานหมิงเหอก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูลึกลับ
หนานหมิงเหอไม่เคยฟังเรื่องซุบซิบที่พูดกันในสถานศึกษาแต่วันนี้เมื่อได้ยินข่าวคราวที่เกี่ยวกับเยี่ยนเจาเจา แววตาของเขาก็ดูเหมือนจะตะลึงไปครู่หนึ่ง
“เด็กชายสกุลเฉิน?เฉินอี้เฟย?”
หนานหมิงเหอพูดชื่อนั้นอีกครั้งเรียวคิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างอดมิได้
“ใช่แล้ว!”
“เจ้าเฉินอี้เฟยนั่นมิได้เป็นคนดีอะไรน้องสาวของข้าจะไปชอบเขาได้อย่างไร”
เฉินอี้เฟยและหนานหมิงเหอไม่เหมือนกันนั่นก็คือเขาเป็นบัณฑิตที่อยู่รั้งท้าย ปกติรักในการเล่นไก่ชนและไล่สุนัข [2] อีกทั้งยังหยิ่งทระนงเพราะตระกูลของตนร่ำรวยชอบการดูถูกผู้อื่น
คนประเภทนี้จริงๆแล้วก็ไม่ได้จัดว่าเป็นคนดีอะไร
น้ำเสียงของหนานหมิงเหอดูเฉยชาไม่แยแสแต่กลับกันคำพูดของเขาแสดงออกถึงการดูถูกอย่างชัดเจน แม้ว่าเดิมทีหนานหมิงเหอจะประเมินให้เฉินอี้เฟยอย่างเป็นกลางแต่เมื่อได้ยินไปถึงหูคนอื่น ก็ทำให้รู้สึกว่าเป็นการเสียดสีที่มิค่อยน่าฟัง
เขาก็เช่นเดียวกับเยี่ยนเจาเจา
ในสถานศึกษาไม่ชอบนิสัยแขนเสื้อยาวย่อมเต้นระบำได้สวยงาม[3] ทันทีที่คำพูดนี้ออกไปแล้วไปถึงหูผู้อื่น เสียงซุบซิบนินทาก็เกิดขึ้นทันที
หนานหมิงเหอมิได้ใส่ใจเขาหันหลังกลับและเดินตามเยี่ยนเจาเจาไปสองก้าว
ทว่าเพียงครู่เดียวเฉินอี้เฟยก็ได้ยินข่าวนี้มาจากใครบางคนมือที่ถือพู่กันอยู่พลันวางลง ชั่วอึดใจก็วิ่งตรงไปยังเบื้องหน้าของหนานหมิงเหอทันที“ศิษย์น้องสิงจื่อ คำพูดที่เจ้าพูดออกมาหมายความว่าอย่างไร?”
เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหนานหมิงเหอยื่นมือออกไปราวกับต้องการตีที่ไหล่ของหนานหมิงเหอ
หนานหมิงเหอไม่รู้ว่าพัดที่อยู่ตรงเอวมาอยู่ที่มือของเขาตั้งแต่เมื่อไรพัดนั้นยังมิทันได้กางออก ปลายของมันก็ไปกดอยู่บนยอดอกของเฉินอี้เฟยแล้ว ไม่รู้ว่าคือทักษะอะไรทว่าก็ทำให้เฉินอี้เฟยไม่สามารถเดินเข้ามาใกล้ได้อีก
เป็นยามนี้เองที่เฉินอี้เฟยรู้ว่าหนานหมิงเหอมีความสูงที่มากกว่าตนถึงช่วงครึ่งศีรษะในตอนที่สายตาคู่นั้นลดต่ำลงมามองที่ตนแววตานั้นมันมิได้มีความอบอุ่นอยู่เลยแม้แต่น้อย
“ก็ไม่ได้หมายความว่าอะไรเป็นเพียงการประเมินตามเนื้อผ้าเท่านั้น”
หนานหมิงเหอไม่ค่อยชอบการต่อปากต่อคำกับผู้อื่นเขาเป็นคนที่ชอบโจมตีตรงๆ เพื่อให้เรื่องราวจบลง
แต่ก็ไม่รู้เช่นกันว่าเป็นเพราะเรื่องราววันนี้เกี่ยวข้องกับเยี่ยนเจาเจาหรือไม่ในใจของเขาจึงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าขำ เมื่อเผชิญหน้ากับการยั่วยุและแววตาที่ไม่พอใจของเฉินอี้เฟยใบหน้าจึงเต็มไปด้วยความเย็นชา ไร้ซึ่งรอยยิ้มใด
“อะไร? เจ้าว่าอย่างไรนะ?ลองพูดอีกครั้งสิ!”
“ไอหยาเรื่องใหญ่อะไรกัน เรื่องเช่นนี้ทะเลาะกันไปก็ไม่คุ้มค่า มาๆ พวกเราไปดื่มกันเถอะ”
บัณฑิตชายที่อยู่ด้านข้างแค่ดูก็รู้ว่าขิงก็ราข่าก็แรงจึงเข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยแยกทั้งสองคนออกจากกัน ฝั่งหนึ่งพูดสิ่งที่ดี อีกฝั่งก็กล่าวคำชี้นำให้คล้อยตาม
บัณฑิตอายุสิบหกปีล้วนสามารถจัดระเบียบวงสุรา[4] ได้แล้ว ทว่าหนานหมิงเหอมิได้สนใจสิ่งนี้
ทว่าทันใดนั้นเขาก็ได้เห็นท่าทีของเฉินอี้เฟยที่มีอาการคึกราวกับฉีดเลือดไก่
เมื่อหันไปมองก็ทำให้รู้ว่าเยี่ยนเจาเจาเห็นการทะเลาะกันแล้วสีหน้าที่มองมาเต็มไปด้วยความสงสัย
เพียงครู่เดียวเขาก็รู้ได้ในทันทีว่าเฉินอี้เฟยทำเช่นนี้ก็เพื่อให้เขาโวยวายออกมาแค่ต้องการให้เยี่ยนเจาเจาเห็นหน้า แม้จะเป็นการทะเลาะเบาะแว้งเช่นนี้ก็ไม่เป็นอะไร
----------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ชู่จวีหมายถึง เป็นการละเล่นหรือกีฬาชนิดหนึ่งของจีนโบราณที่มีลักษณะการเล่นคล้ายกับฟุตบอลในยุคปัจจุบัน
[2] เล่นไก่ชนและไล่สุนัขหมายถึง การเล่นเพื่อฆ่าเวลาของเหล่าลูกหลานเศรษฐีมีเงินในสมัยก่อน
[3] แขนเสื้อยาวย่อมเต้นระบำได้สวยงามหมายถึง ผู้ที่มีคุณสมบัติที่ดี ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ย่อมได้เปรียบ
[4] จัดระเบียบวงสุราหมายถึง การละเล่นท้าเอาแพ้ชนะกัน ใครแพ้จะถูกปรับให้ดื่มสุรา