[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 195 มิหวั่นว่าตัวร้ายจะชั่วร้าย กลับหวั่นเมื่อรูปงามจนเกินต้าน เสน่ห์ที่ยากจะปิดบัง

    ตอนที่ 195 มิหวั่นว่าตัวร้ายจะชั่วร้าย กลับหวั่นเมื่อรูปงามจนเกินต้าน เสน่ห์ที่ยากจะปิดบัง

            ในศึกครั้งนี้ คลื่นการต่อสู้แผ่ปกคลุมเป็นวงกว้างถึงสามแสนลี้ ฟ้าดินกลับตาลปัตร ดวงตะวันและจันทราหมุนเวียน กาลจักรวาลราวกับถึงคราวล่มสลาย

            เกาะเทพและขุนเขาของตระกูลมังกรนับมิถ้วนถูกบดขยี้เป็นผุยผงด้วยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว ลวดลายค่ายกลโบราณที่สลักเอาไว้ แม้จะแผ่กลิ่นอายแห่งการสังหารสะท้านฟ้าก่อนหน้านี้ ทว่าท้ายที่สุดก็ถูกลบเลือนสิ้นด้วยการลงมือของว่าที่มหายุทธ์สูงสุด

            การต่อสู้นอกฟากฟ้าก็สิ้นสุดลงเช่นกัน

            ดวงดาราที่แตกกระจายแปดทิศอย่างน่าสะพรึงกลัว กลายเป็นซากดาราไหลรินสู่โลกหล้า หมายครอบคลุมทั่วทั้งปฐพี

            ครืน!

            ท่ามกลางเวหา เส้นทางสีทองสายหนึ่งทอดตัวลงมา ปรากฏเงาร่างของผู้อาวุโสใหญ่ในอาภรณ์สีขาวปลิวสะบัด แววตาแฝงกลิ่นอายของเซียน ท่วงท่าสง่างามประหนึ่งมิเคยผ่านการต่อสู้ใดๆ มาก่อน

            เบื้องหลังของเขา มีร่างหนึ่งถูกตรึงเอาไว้ด้วยฝ่ามือยักษ์ ร่างนั้นคือสมาชิกในตระกูลมังกรผู้บรรลุถึงขอบเขตว่าที่มหายุทธ์สูงสุด!

            “สิ้นสุดแล้วหรือ”

            ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ ตั้งแต่ต้นจนจบเขามิได้ปรารถนาจะลงมือ หากแต่เพื่อปราบปรามผู้แข็งแกร่งแห่งตระกูลมังกร เขาจึงจำต้องยื่นมือเข้าไปช่วย

            ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับสถานะที่แท้จริงของกู้ฉางเกอในฐานะผู้สืบทอดของมหาเทพวัฏสงสารนั้น ยังสร้างความตกตะลึงแก่เขายิ่งนัก

            ก่อนหน้านี้เขามิเคยคาดคิดมาก่อนแม้แต่น้อย เขาคิดแต่เพียงว่ากู้ฉางเกออาจจะพึ่งพาอำนาจของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงในท้ายที่สุด

            ทว่าดูเหมือนว่า สถานะของผู้สืบทอดแห่งมหาเทพวัฏสงสารนี่เอง ที่เป็นไพ่ลับที่กู้ฉางเกอได้เก็บซ่อนเอาไว้จนถึงที่สุด

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผู้อาวุโสก็อดมิได้ที่จะหันมองกู้ฉางเกอด้วยสายตาที่ลึกล้ำยิ่งขึ้น

            บุรุษผู้นี้ช่างยากแท้จะหยั่งถึง ยังมีสิ่งใดที่เขาปกปิดเอาไว้อีกหรือไม่

            โชคดีที่ความบาดหมางระหว่างกู้เซียนเอ๋อร์กับเขาได้ถูกขจัดไปเสียสิ้นแล้ว หาไม่แล้ว การที่กู้เซียนเอ๋อร์ต้องเผชิญหน้ากับกู้ฉางเกอเพียงลำพังนั้น ยังจะมีหนทางรอดสักกี่มากน้อยให้กับนางกัน

            หากปราศจากพวกเขาเหล่าผู้อาวุโสที่คอยหนุนหลัง กู้เซียนเอ๋อร์คงจะถูกกู้ฉางเกอกลืนกินจนมิเหลือแม้แต่เศษกระดูก!

            “จบสิ้นแล้ว ศึกในครั้งนี้ต้องขอบคุณท่านผู้อาวุโสใหญ่เป็นอย่างยิ่ง” กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมแย้มยิ้มบาง

            “มิต้องขอบคุณหรอก ทว่าอย่าลืมสิ่งที่เจ้ารับปากข้าเอาไว้ก็พอ”

            ผู้อาวุโสใหญ่แค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะสะบัดชายแขนอาภรณ์เบาๆ ทำให้ร่างของยอดฝีมือแห่งตระกูลมังกรที่ถูกสะกดเอาไว้พลันถูกดึงลงมาปรากฏตรงหน้ากู้ฉางเกอ

            “ขอท่านผู้อาวุโสใหญ่โปรดวางใจ ข้าจะมิลืมสิ่งที่รับปากเอาไว้อย่างแน่นอน”

            กู้ฉางเกอกวาดตามองยอดฝีมือตระกูลมังกรผู้มีใบหน้าอ่อนล้าและไร้เรี่ยวแรง ก่อนจะเบนสายตามองไปยังขอบฟ้ากว้าง ดวงตาของเขากวาดผ่านผู้แข็งแกร่งมากมาย แล้วคลี่ยิ้มพลางเอ่ยว่า

            “ในฐานะศิษย์แห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ข้าย่อมจะต้องกำราบความวุ่นวายของตระกูลมังกร เพื่อปกปักษ์ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์โดยที่มิอาจจะปฏิเสธไปได้”

            เหล่าผู้คนและเหล่าสำนักมรรคาทั้งหลายที่เฝ้ามองดูเหตุการณ์อยู่ในที่ห่างไกล ต่างก็พากันอึ้งงันไปในทันที เมื่อครู่นั้นพวกเขายังมิอาจจะเข้าใจในถ้อยคำของกู้ฉางเกอได้อย่างแจ่มชัด

            “อันใดนะ”

            “กู้ฉางเกอ เจ้า…”

            “เจ้าช่างกล้ากลับคำอย่างไร้ยางอายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร!”

            ผู้อาวุโสใหญ่ถึงกับนิ่งค้างไปชั่วครู่ มิคาดคิดว่ากู้ฉางเกอจะกล่าวคำเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนมากมาย ทว่าทันใดนั้น ความโกรธเกรี้ยวก็บังเกิดขึ้นในใจของเขา

            ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เป็นฝ่ายที่ยืนหยัดอยู่ในจุดกึ่งกลางมาโดยตลอด มิเคยแทรกแซงความขัดแย้งระหว่างเหล่าสำนักมรรคาหรือขุมกำลังอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้ว่ากู้ฉางเกอจะเป็นศิษย์สืบทอดของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ทว่าในการศึกครั้งนี้ก็กลับมิได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากสำนักเลยสักนิด

            ถ้อยคำนี้ของกู้ฉางเกอ เท่ากับเป็นการบอกกล่าวทุกคนว่า ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเขา ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นข้อตกลงส่วนตัวระหว่างเขากับกู้ฉางเกอเท่านั้นเองมิใช่หรือ

            กู้ฉางเกอกำลังคิดการใด ผู้อาวุโสใหญ่เข้าใจแทบจะในทันที ดวงตาของเขาฉายแววโกรธเกรี้ยว

            มิเพียงแค่ทำให้ดินแดนเซียนโบราณปั่นป่วนเท่านั้น กู้ฉางเกอยังจะหาทางฉุดดึงตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ให้ติดร่างแหไปด้วย เมื่อถึงเวลานั้น เหล่าสำนักมรรคาในดินแดนอนันต์สวรรค์ก็จะมองว่าสงครามรวบรวมดินแดนเซียนโบราณในครั้งนี้ได้เกิดขึ้นเพราะมีตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์คอยหนุนหลัง

            เช่นนี้กู้ฉางเกอจะสามารถเบนสายตาของผู้คนไปได้ พร้อมกับทั้งกอบโกยผลประโยชน์โดยให้ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์กลายเป็นผู้รับเคราะห์แทน!

            ใบหน้าของผู้อาวุโสใหญ่แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและดำคล้ำ สายตาแฝงไปด้วยโทสะ แม้จะรู้ตัวว่าโดนล่อลวง ทว่าคำพูดนี้กลับมิอาจจะปฏิเสธได้ เพราะข้อตกลงในวันนั้นมีเพียงมิกี่คนเท่านั้นที่ล่วงรู้

            “ขอบคุณสำหรับความเมตตาของท่านผู้อาวุโสใหญ่ ครั้งนี้กู้ฉางเกอจะจดจำไว้มิลืมเลือน”

            จากนั้น กู้ฉางเกอก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าอันสงบนิ่งราวกับสายลมที่ไร้คลื่น “แต่อย่าลืมว่าท่านยังติดค้างบุญคุณของข้าอยู่หนึ่งเรื่อง เรื่องนี้หวังว่าท่านคงจะมิลืมเลือนเช่นกัน”

            กู้ฉางเกอเองก็มิแน่ใจว่าความสำเร็จในวิถีแห่งมรรคาของผู้อาวุโสใหญ่นั้นลึกล้ำถึงเพียงใด ทว่าก็มั่นใจว่าย่อมเหนือกว่าขอบเขตว่าที่มหายุทธ์สูงสุดเป็นแน่ และคงจะล้ำหน้ากู้หนานซานไปมากนัก ด้วยเหตุนี้ บุญคุณในครั้งนี้เขาจึงตั้งใจจะยึดถือเอาไว้อย่างแน่นหนา

            มิแน่ว่าวันใดข้างหน้าอาจจะต้องนำมาใช้ประโยชน์ และการผลักภาระให้กับตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์รับศึกไปชั่วคราว สำหรับเขาแล้วก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น มิมีสิ่งใดจะต้องลังเลใจ

            ภายนอกนั้น ผู้ฝึกบำเพ็ญทั้งหลายล้วนคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า เขาคงจะใช้เล่ห์กลบางอย่างบีบบังคับให้ผู้อาวุโสใหญ่ลงมือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้

            แม้จะมิผิดนัก ทว่าในมุมมองของกู้ฉางเกอ เขากลับเห็นว่า นั่นยังมิเพียงพอ เขาต้องการให้ทุกคนเชื่อว่าตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เป็นฝ่ายริเริ่มวางแผนการทุกสิ่ง

            ในช่วงนี้ ชื่อเสียงของเขานั้นโด่งดังเกินใคร ผู้ฝึกบำเพ็ญและสำนักมรรคาต่างก็พุ่งความสนใจมาที่เขามากเกินไป ซึ่งนับว่าเป็นอุปสรรคต่อการวางแผนในที่ลับนัก

            กู้ฉางเกอนั้นชื่นชอบวิถีแห่งการกอบโกยผลประโยชน์ในความเงียบ ขณะที่ความผิดกลับตกเป็นของผู้อื่น ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เองก็มิใช่ข้อยกเว้น

            ส่วนผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ก็ค่อยว่ากันอีกที

            “หากท่านผู้อาวุโสใหญ่เห็นว่าข้าทำผิดประการใด… ก็สามารถอธิบายให้ทุกคนเข้าใจได้ ข้าเชื่อว่ามีผู้ฝึกบำเพ็ญมากมายพร้อมที่จะเชื่อถือท่าน”

            กู้ฉางเกอยังคงยิ้มบาง น้ำเสียงนั้นไร้สิ้นซึ่งความกังวลใจ เขามั่นใจในนิสัยของผู้อาวุโสใหญ่ ว่าคงมิคิดจะโต้แย้งอันใดในเวลานี้

            เขาได้บรรลุเป้าหมายแล้ว และการทำให้ผู้อาวุโสใหญ่ขุ่นเคืองนั้นก็เป็นเรื่องที่เขามิได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ยามนี้สิ่งที่เขาคิดอยู่นั้น ก็มีเพียงแผนการรวบรวมดินแดนเซียนโบราณให้เป็นหนึ่ง

            “หึ!”

            ผู้อาวุโสใหญ่แค่นเสียงเย็นชา ใบหน้ามืดครึ้ม ก่อนที่จะสะบัดแขนอาภรณ์จากไปในความว่างเปล่าโดยที่มิหันกลับมา

            ผู้อาวุโสใหญ่ได้ตัดสินใจแล้ว นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ภารกิจทั้งมวลของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ก็จะเป็นหน้าที่ของท่านเจ้าตำหนักคนปัจจุบัน ส่วนเขาจะปลีกตัวเข้าสู่การปิดด่านบำเพ็ญ เพื่อตัดขาดจากโลกวุ่นวายไปสักระยะ

            มิเช่นนั้น ในวันใดวันหนึ่ง เขาก็อาจจะเผลอลงมือสังหารเจ้าหนุ่มเจ้าเล่ห์ผู้นี้เข้าสักวัน กู้ฉางเกอผู้นี้ทั้งดื้อรั้นและมิยอมเสียเปรียบเลยแม้แต่น้อย!

            "ทหาร กวาดล้างตระกูลมังกรให้หมดสิ้น ผู้ใดมิยอมจำนน ก็สังหารเสีย!"

            "นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ข้าอยากจะได้ยินเพียงเสียงยอมจำนนจากตระกูลมังกร!"

            จากนั้น กู้ฉางเกอก็เก็บรอยยิ้มบนใบหน้า พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

            "รับทราบขอรับ คุณชาย!"

            เสียงก้องกังวานประหนึ่งภูผาทะเลคำรามดังขึ้นจากเบื้องหลัง กองทัพอันยิ่งใหญ่ของทั้งสามตระกูลพลันออกปฏิบัติการ กำจัดเหล่ากบฏในตระกูลมังกรจนราบคาบ การจะกวาดล้างนี้ต้องจัดการให้หมดจด เพื่อมิให้มีภัยที่ซ่อนเร้นหลงเหลืออยู่ ส่วนผู้ที่มิยอมจำนนนั้น ก็มิต้องเสียเวลาให้มากความ สังหารทิ้งเสียก็จบเรื่อง

            ในโลกนี้ สิ่งที่หาได้มากที่สุดก็คือ ผู้ที่มิยอมก้มหัวให้แก่ผู้ใด

            "คุณชาย!"

            "สิ่งที่ท่านบัญชา ข้าได้กระทำจนเสร็จสิ้นแล้ว ผู้คนในตระกูลมังกรที่ก่อกบฏก็ล้วนแล้วแต่ถูกกำจัดจนหมดสิ้น"

            พรึ่บ!!

            พร้อมกับคำรายงาน แรงกดดันอันมหาศาลและทรงพลังพลันพุ่งโถมลงมา!

            อีกด้าน บรรดาตระกูลอสรพิษโบราณ ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล และตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ ก็สามารถควบคุมตัวเหล่าผู้แข็งแกร่งของตระกูลมังกรได้จนสิ้น และนำกองกำลังกลับมารายงานต่อกู้ฉางเกอ

            "ยอดเยี่ยม"

            "ทำได้ดีมาก"

            กู้ฉางเกอกวาดสายตามองทิวทัศน์เบื้องล่าง ใบหน้าเผยรอยยิ้มพึงพอใจ ก่อนจะพยักหน้าตอบรับและโบกมือให้พวกเขาถอยไป

            แม้การปรากฏตัวของทั้งสามตระกูลนี้จะสร้างความระแวดระวังต่อเหล่าสำนักมรรคาใหญ่โตทั้งหลาย ทว่ากู้ฉางเกอก็ย่อมวางแผนให้พวกเขาซ่อนตัวอยู่ในเงามืดต่อไป

            เมื่อสะสางปัญหาของตระกูลมังกรจนเสร็จสิ้น กู้ฉางเกอก็ได้เวลาพิจารณาถึงเรื่องของบุคคลผู้มาจากโลกเดียวกับเขา หากคาดการณ์มิผิด เยวี่ยหมิงคงก็อาจจะมิล่วงรู้เลยว่ามีตัวตนของคนผู้นี้อยู่ ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ข้ามภพมานั้นก็เป็นปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

            ในเส้นเวลาเดิมที่เยวี่ยหมิงคงเคยผ่านมา ตัวตนของผู้ข้ามภพก็ยังคงเป็นสิ่งลี้ลับที่มิเคยถูกค้นพบ ทว่าเมื่ออีกฝ่ายปรากฏตัวต่อหน้า กู้ฉางเกอก็ย่อมจะมิปล่อยให้รอดพ้นเงื้อมมือไป ต่อให้ต้องขุดคุ้ยทั้งผืนแผ่นดิน เขาก็จะลากตัวอีกฝ่ายออกมาให้จงได้

            เว้นเสียแต่ว่า ผู้ข้ามภพผู้นั้นจะโชคร้ายจนเกินไป มิเช่นนั้น การข้ามมายังโลกใบนี้ พร้อมกับพลังพิเศษเฉพาะตัว ก็ย่อมจะต้องสร้างเรื่องราวที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินไว้เป็นแน่

            เพียงแต่ว่า กู้ฉางเกอมิอาจจะทราบได้ว่า ผู้ข้ามภพผู้นี้มายังโลกแห่งนี้ก่อนเขา หรือภายหลังจากเขากันแน่

            ต่อจากนี้ สิ่งที่ต้องทำก็คือ การรวบรวมเหล่าตระกูลในดินแดนเซียนโบราณให้เป็นหนึ่งเดียว ด้วยพลังอำนาจจากพวกเขา ก็ย่อมจะสามารถจัดหาทรัพยากรจำนวนมหาศาลสำหรับการบำเพ็ญเพียรได้

            เพียงตระกูลมังกรโบราณก็มีของอันล้ำค่ามิน้อยที่เหมาะสมต่อเขา มิแน่ว่าอาจจะได้รับพลังแก่นแท้หรือแม้แต่โลหิตแท้ของมังกรตัวนั้นซึ่งหลงเหลือจากยุคโบราณก็เป็นได้ สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนมีคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงยิ่ง

            ขณะนี้ วิชามารของเขาได้บรรลุถึงขั้นว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดแล้ว ขาดก็แต่เพียงพลังแก่นแท้บางส่วนที่จะทำให้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตผู้ศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง และเมื่อบรรลุถึงขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ กู้ฉางเกอก็จะสามารถสลักอักขระสมบัติมรรคาเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้เขากลืนกินและหลอมรวมพลังแห่งเซียนที่หลงเหลืออยู่ได้

            เมื่อนั้น เขาก็จะสามารถก้าวหน้าสู่ระดับที่สูงยิ่งขึ้นไปอีกขั้น!

            …

            ในขณะเดียวกัน

            ณ เบื้องสูงเหนือเกาะมังกร

            ผู้แข็งแกร่งจากสำนักมรรคาน้อยใหญ่ต่างก็ยืนหยัดรวมตัวกันอยู่ในที่แห่งนี้ เพื่อเฝ้ามองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

            “หากมิได้เห็นด้วยตาตนเอง ผู้ใดเลยจะเชื่อว่าเรื่องเช่นนี้จะเป็นสิ่งที่คนรุ่นเยาว์ก็สามารถทำได้”

            “ยุคทองนี้เต็มไปด้วยดวงดาราส่องประกายเจิดจ้า ทว่าหากว่ากันตามพลังอำนาจแล้ว ในหมู่คนรุ่นเยาว์ ก็เกรงว่าคงจะมิมีผู้ใดที่จะต้านทานกู้ฉางเกอได้อีกแล้ว”

            “ว่ากันตามตรง บางทีกู้ฉางเกออาจจะน่าหวั่นเกรงเสียยิ่งกว่าผู้สืบทอดวิชามารเสียอีก...”

            “ด้วยจิตใจอันลึกล้ำและกลอุบายเหนือชั้นเช่นนี้ ผู้ใดเล่าจะมิหนาวสะท้านขึ้นในใจ สุดท้ายเขาก็กลับวางแผนการทุกอย่างจนสามารถยึดครองตระกูลเซียนโบราณได้อย่างเปิดเผย!”

            เสียงสนทนาจากหลากหลายผู้คนดังขึ้นมิขาดสาย แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงที่ยากจะเลือนหาย

            “ตามที่ร่ำลือกัน ผู้สืบทอดวิชามารพ่ายแพ้หนีไปด้วยน้ำมือของเขา ทว่าจนบัดนี้ก็ยังคงไร้ซึ่งร่องรอยที่แท้จริง ปรากฏแต่เพียงข่าวลือว่าเขาแอบลอบสังหารยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์อย่างลับๆ เกรงว่าก็คงจะเพราะถูกกู้ฉางเกอทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส...”

            “ครั้นเห็นกู้ฉางเกอใช้พลังจำลองของวงล้อแห่งวัฏสงสารออกมา ใบหน้าก็กลับยังคงสงบนิ่ง มิมีวี่แววเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย ดูท่าแล้ว ระดับพลังที่แท้จริงของเขาก็คงจะมิธรรมดา อีกทั้งยังซ่อนเร้นได้อย่างลึกซึ้งยิ่งนัก”

            บนเรือรบโบราณ สายลมพลังและปราณโลหิตคลุ้งกระจาย ผู้ยอดยุทธ์ทั้งหนุ่มสาวและผู้อาวุโสแห่งตระกูลหวังต่างสนทนากัน ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความนับถือและเจือด้วยแววซับซ้อน ในใจของพวกเขานั้นหนักอึ้งด้วยความสะพรึงกลัวและตื่นตะลึง

            แม้พวกเขาจะมิได้ร่วมสอดมือในศึกครั้งนี้ ทว่าก็กลับเฝ้าสังเกตการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ

            แรกเริ่มนั้น ความยินดีและความตื่นเต้นที่หวังจื่อจินกลับจากวิหารบรรพชนมนุษย์ก็ถูกดับลงโดยน้ำเย็นที่ราดรด ความตื่นเต้นพลันเลือนหายไป ก่อนจะเหลือเพียงความเย็นเยียบที่ซึมลึกถึงกระดูก

            ผู้คนจำนวนมากเริ่มตระหนักได้ว่า ในหมู่คนรุ่นเดียวกันนั้น มิใช่มีเพียงหวังจื่อจินผู้เดียวที่เปล่งประกายเจิดจรัส

            แม้ว่าหวังจื่อจินจะมีพรสวรรค์ไร้ผู้ใดเปรียบ ประดุจหาพบได้เพียงหนึ่งในพันปี อีกทั้งยังได้ฝึกบำเพ็ญในวิหารบรรพชนมนุษย์ ความก้าวหน้านั้นก็นับว่ารวดเร็วยิ่ง เวลาเพียงครึ่งเดือนก็บรรลุพลังในหนึ่งขั้น และใช้เวลาเพียงครึ่งปีเพื่อทะลวงพลังในหนึ่งขอบเขตใหญ่ การฝึกบำเพ็ญสำหรับนางนั้นช่างดูง่ายดายราวกับเป็นการดื่มน้ำหรือกินอาหาร

            ทว่าอย่างไรเสีย นางก็ยังเป็นเพียงหนึ่งในคนรุ่นเยาว์ที่ยังมิได้สืบทอดอำนาจของสำนักที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งต่างจากกู้ฉางเกอที่ได้ยึดครองทุกสิ่งอย่างเบ็ดเสร็จเอาไว้ เพียงพลังอำนาจในเงื้อมมือของเขาในขณะนี้ ก็เพียงพอให้ทุกคนได้ตื่นกลัวและสั่นสะท้านในหัวใจ!

            อย่าว่าแต่สิ่งอื่นใด เพียงผู้คนในตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล ตระกูลอสรพิษโบราณ และตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามเผ่าพันธุ์ที่อยู่ใต้บัญชาการของเขา ก็ล้วนแล้วแต่เป็นขุมอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถกวาดล้างดินแดนหนึ่งได้อย่างง่ายดาย

            และเพียงครู่เดียว เหล่าบรรพชนในขอบเขตว่าที่มหายุทธ์สูงสุดถึงสามคนก็ได้ปรากฏตัวออกมา!

            พลังความแข็งแกร่งนี้ทำให้ผู้คนถึงกับตัวสั่นเทิ้ม!

            บรรพชนในขอบเขตว่าที่มหายุทธ์สูงสุดนั้น สามารถสะบั้นดวงดาราได้ด้วยฝ่ามือเดียว เพียงลมหายใจหนึ่งก็สามารถบดขยี้ผืนแผ่นดิน พวกเขาคือบุคคลที่เป็นดั่งรากฐานของแต่ละสำนักมรรคา!

            ในยุคที่มหายุทธ์สูงสุดมิปรากฏตัว จักรพรรดิมรรคามิขยับเขยื้อน บรรพชนว่าที่มหายุทธ์สูงสุดก็คือผู้ที่ไร้เทียมทานโดยแท้!

            หากลองเปรียบเทียบกันจริงๆ พวกเขาอดคิดมิได้ว่า แม้กระทั่งหัวหน้าตระกูลหวังแห่งชีวิตอันยืนยง ก็อาจจะต้องแสดงความนอบน้อมต่อกู้ฉางเกอเมื่อได้พบกัน!

            เรื่องราวเหล่านี้เป็นสิ่งที่แต่ก่อนนั้นมิอาจจะจินตนาการได้เลยแม้แต่น้อย

            “วิธีการของเด็กหนุ่มผู้นี้ดูเผินๆ แล้วเหมือนจะเรียบง่าย ทว่าแท้จริงแล้วทุกย่างก้าวล้วนแล้วแต่แฝงเอาไว้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมอันซับซ้อน ทุกเส้นสายเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว แม้แต่ข้าก็มองเห็นเพียงเศษเสี้ยวของแผนการเท่านั้น หากย้อนกลับไปพินิจให้ลึกซึ้ง เกรงว่าคงจะต้องย้อนไปถึงช่วงที่ดินแดนเซียนโบราณเปิดขึ้น...”

            “การวางแผนการที่ยาวนานถึงเพียงนี้ ช่างทำให้ข้ารู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างลึกซึ้ง!”

            “ในหมู่คนรุ่นเยาว์แห่งยุคนี้ เกรงว่าคงจะหาผู้ใดเทียบเท่ากับเขาได้ยากยิ่งนัก”

            บนเรือรบโบราณ เมื่อได้ยินคำพูดของหวังอู๋ซวง ผู้อาวุโสผู้ลึกลับแห่งตระกูลหวังก็อดมิได้ที่จะถอนหายใจออกมา

            มิอาจจะปฏิเสธได้เลยว่า แม้แต่พวกเขาก็ต้องยอมรับว่า การที่กู้ฉางเกอได้ชูธงแห่งคุณธรรมและความชอบธรรมขึ้นสูงในศึกของตระกูลมังกรโบราณในครั้งนี้นั้น ได้กลายเป็นหมากที่สำคัญของแผนการ

            ทุกคนล้วนมองออกว่า สิ่งที่เขามุ่งหมายมิใช่การทวงคืนความยุติธรรมที่งดงามดั่งลมปาก ทว่ากลับเป็นการวางหมากเพื่อเผ่าพันธ์ุแห่งดินแดนเซียนโบราณอย่างลึกซึ้ง

            ทว่าต่อให้มองออกแล้วจะอย่างไรเล่า

            พวกเขาก็มิอาจจะทำอันใดได้ เพราะไร้ข้ออ้างที่จะลงมือกับเขาได้โดยชอบธรรม อีกทั้งยิ่งเมื่อพิจารณาถึงตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงที่ยืนอยู่เบื้องหลังเขา พวกเขาก็มิใช่ว่าจะยืนมองดูอยู่เฉยๆ อย่างแน่นอน

            บัดนี้ ท่ามกลางสายตาของสำนักมรรคาและตระกูลใหญ่ทั้งหลาย การที่กู้ฉางเกอชิงเนื้อชิ้นงามที่สุดชิ้นนี้ไปครอบครองได้ จึงเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกคับข้องหมองใจ ทว่าก็ต้องยอมรับในความสามารถของเขาในที่สุด

            สารพัดกลยุทธ์ที่เขาแสดงออกมา ก็ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญและความสามารถอันเฉียบแหลมของผู้เป็นผู้สืบทอดของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง มิใช่เพียงแค่เพราะพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรเท่านั้น

            เมื่อมีผู้สืบทอดเช่นนี้แล้ว ไยจะต้องกังวลว่าตระกูลจะมิรุ่งเรืองในภายภาคหน้าเล่า

            อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง กู้ฉางเกอที่เผยประกายแหลมคมออกมาเช่นนี้ บัดนี้เขาก็ได้ควบคุมพลังอำนาจอันมหาศาลของดินแดนเซียนโบราณเอาไว้ในกำมือแล้ว แม้แต่ว่าที่มหายุทธ์สูงสุดก็ยังต้องเชื่อฟังคำสั่งของเขา

            ในวันข้างหน้า เกรงว่าเขาคงจะตกเป็นเป้าหมายที่ถูกจับตาและหวาดระแวงจากสำนักมรรคาและตระกูลใหญ่ทั้งหลาย พวกเขาย่อมรวมกำลังกันเพื่อจะต่อต้าน

            ทุกการได้ผลประโยชน์ก็ย่อมจะต้องแลกมาด้วยการสูญเสีย เรื่องเหล่านี้ย่อมจะหลีกเลี่ยงมิได้

            การต่อสู้ของคนรุ่นเยาว์ที่ผ่านมานั้นยังถือว่าเป็นเพียงการเล่นสนุกเล็กๆ น้อยๆ ทว่าบัดนี้เรื่องราวกลับได้แปรเปลี่ยนเป็นการทำลายล้างจนถึงขั้นยอมศิโรราบ!

            ขอถามหน่อยเถิดว่า จะมีผู้ใดที่มิรู้สึกหวาดเกรงบ้าง

            “ในภายภาคหน้า นายน้อยของพวกเราคงจะต้องศึกษาเรียนรู้จากกู้ฉางเกอให้มากขึ้นแล้ว”

            เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ ผู้อาวุโสผู้ลึกลับแห่งตระกูลหวังก็อดหัวเราะออกมาเบาๆ มิได้

            สายตาของพวกเขานั้นย่อมสูงส่ง มิได้ยกย่องอีกฝ่ายโดยไร้ซึ่งเหตุผล และมิได้ดูแคลนจนเกินจริง ถ้อยคำเหล่านี้ก็เอ่ยขึ้นเพียงเพื่อกระตุ้นเตือนนายน้อยของตนเองเท่านั้น

            ในเมื่อเป็นผู้สืบทอดของตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงเช่นเดียวกัน เช่นนั้นก็ย่อมจะต้องถูกนำมาเปรียบเทียบในหลายด้านอยู่แล้ว

            แน่นอนว่าตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงที่ตั้งมั่นมาอย่างยาวนานนี้ มิอาจล่มสลายได้เพียงเพราะทายาทรุ่นหนึ่งมิเอาไหน

            สู้เขามิได้ก็คือสู้เขามิได้

            ในเวลานี้ ก็มีแต่ต้องยอมรับความจริง หาใช่เอ่ยคำเสียดสีอย่างมิสมเหตุสมผลไม่

            “กู้ฉางเกอย่อมแข็งแกร่งอย่างมิอาจจะปฏิเสธได้ ทั้งในด้านบารมีและกลวิธี ข้าหาได้เทียบเคียงกับเขาได้”

            “ทว่าท่านผู้อาวุโสพึงอย่าลืมไปเล่า ว่าอุบายเล่ห์กลเหล่านี้ย่อมจะไร้ผลเมื่อเผชิญหน้ากับพลังอำนาจที่แท้จริง หากกู้ฉางเกอมิได้มีฐานะศิษย์สืบทอดแห่งมหาเทพวัฏสงสารแล้วนั้น แล้วตระกูลอสรพิษโบราณและตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้จะยอมศิโรราบได้อย่างไรเล่า”

            เมื่อได้ยินดังนั้น หวังอู๋ซวงพลันส่ายศีรษะ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเย็นเยียบ แม้ในใจจะยอมรับในความสามารถของกู้ฉางเกอ ทว่านั่นมิได้หมายความว่า เขาจะยอมศิโรราบโดยสิ้นเชิง เขากลับเห็นว่ากู้ฉางเกอมิได้พึ่งพาสิ่งใด นอกเสียจากเครือข่ายแห่งพันธมิตรนี้ หากไร้ซึ่งการสนับสนุนจากสามตระกูลใหญ่ การศึกครั้งนี้ก็หาได้ง่ายดายปานนี้ไม่

            เมื่อเอ่ยถ้อยคำนี้จบลง สีหน้าของหวังจื่อจินซึ่งเฝ้าจับจ้องร่างหนึ่งในที่ห่างไกลด้วยแววตาอันซับซ้อนกลับแปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นยิ่ง ทว่านางกลับมิเอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงแต่ส่ายศีรษะเบาๆ

            “หากเจ้ากล่าวเช่นนั้น ข้าก็ขอถามหน่อยเถิดว่า พลังอำนาจที่แท้จริงนั้นหมายถึงสิ่งใดกัน”

            ผู้อาวุโสแห่งตระกูลหวังซึ่งดูสงบเยือกเย็นมาโดยตลอดพลันเผยรอยยิ้มบางเบา เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งทว่าแฝงเอาไว้ด้วยความลึกซึ้ง ด้วยเพราะสบโอกาสที่จะสอนสั่งผู้นำรุ่นเยาว์แห่งตระกูล 

            “คนหนุ่มย่อมมุ่งแสวงหาเส้นทางแห่งการต่อสู้ ทว่าเส้นทางนี้จะต้องมาพร้อมกับความนอบน้อมที่มิใช่การปฏิเสธความเป็นจริง”

            หวังอู๋ซวงซึ่งถือกำเนิดมาพร้อมกับความหยิ่งทะนงในสายโลหิต มิเคยจะต้องก้มหัวให้กับผู้ใดมาตั้งแต่เยาว์วัย แม้ในด้านพลังบำเพ็ญตนเขาจะอ่อนด้อยกว่าเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นพี่สาวโดยกำเนิด ทว่าเขาก็ยอมรับความจริงนั้นได้โดยที่มิมีข้อโต้แย้งใดๆ

            ทว่ากู้ฉางเกอผู้นี้ กลับมิใช่เป็นเช่นนั้น อายุอานามของเขาก็น้อยกว่าเขาแท้ๆ ทว่าความลึกซึ้งในพลังยุทธ์ของกู้ฉางเกอนั้นกลับลึกล้ำเสียจนเขามิอาจจะหยั่งถึงได้ สิ่งนี้ทำให้เขาอดรู้สึกมิพอใจและข่มใจมิได้

            เมื่อถูกตอกย้ำคำกล่าวเช่นนี้ต่อหน้าผู้เป็นพี่สาว เกียรติของเขาก็ถูกสั่นคลอนขึ้น!

            “พลังอันแท้จริงนั้นย่อมหมายถึงระดับแห่งการบำเพ็ญเพียร ถึงแม้กู้ฉางเกอจะแข็งแกร่งสักเพียงใด ก็มิมีทางที่เขาจะมีระดับบำเพ็ญเพียรเหนือกว่าพี่สาวของข้าได้กระมัง”

            เสียงของหวังอู๋ซวงเอ่ยขึ้น ดวงตาทอประกายสีทองวาววับ แม้จะดูเหมือนสงบนิ่ง ทว่ากลับแฝงเร้นความมิมั่นคงเอาไว้ในที

            ปกติแล้ว เขามิมีทางเอ่ยถ้อยคำเช่นนี้ออกมาได้ ทว่าเมื่อได้พบกับพี่สาวของเขาเป็นครั้งแรกในวันนี้ ความรู้สึกมิสงบในใจก็พลันก่อตัวขึ้น ความพ่ายแพ้ที่มิอาจจะเทียบเคียงได้ทำให้หัวใจของเขาสั่นคลอน ทว่าเพราะจิตใจที่แข็งแกร่งเกินกว่าผู้ใด เขาจึงมิยอมให้ตนเองถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิง

            “อู๋ซวง เจ้าจะต้องจดจำเอาไว้ให้ดีว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนผู้หนึ่งก็ยังมีคนผู้อื่นอยู่ ถ้อยคำนี้ข้ามิได้เอ่ยขึ้นเพื่อเตือนเจ้าเพียงเท่านั้น ทว่าก็เพื่อเตือนใจของตัวข้าเองเช่นกัน”

            หวังจื่อจินผู้ที่ยังมิได้เอ่ยคำใดมาโดยตลอดก็กล่าวขึ้นในที่สุด เสียงของนางใสดั่งท่วงทำนองจากสวรรค์ ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มพลางมองไปยังหวังอู๋ซวง

            หวังอู๋ซวงผู้นี้มิได้มีจิตใจอ่อนแอดุจอัจฉริยะทั่วๆ ไป นี่ทำให้นางรู้สึกพึงพอใจอยู่บ้าง แน่นอนว่า คำพูดเหล่านี้ นางก็เอ่ยขึ้นเพื่อเตือนใจตนเองเช่นกัน

            เดิมทีนางเคยคิดว่าตนเองนั้นยอดเยี่ยมยิ่ง ทว่าเมื่อได้พบเจอกลอุบายมากมายของกู้ฉางเกอ นางก็กลับมิอาจจะเทียบเคียงได้แม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่พอจะหยิบยกขึ้นมาได้ก็เห็นจะมีเพียงแค่พรสวรรค์และระดับบำเพ็ญเพียรของนางเท่านั้น

            สิ่งนี้ทำให้หวังจื่อจินรู้สึกสนใจและอยากรู้อยากเห็นในตัวของกู้ฉางเกอยิ่งขึ้น

            ในฐานะผู้ข้ามภพมา ผู้ที่เข้าใจในกลวิธีนานัปการ อีกทั้งยังมีภูมิหลังอันยิ่งใหญ่และพรสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัว นางได้ยืนอยู่ ณ จุดสูงสุดที่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายมิอาจจะเอื้อมถึงมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก

            ชีวิตที่ผ่านมาจึงไร้ซึ่งความหมายและเต็มไปด้วยความน่าเบื่อหน่าย นางใฝ่หาสิ่งที่จะทำให้ชีวิตกลับมามีสีสันขึ้นอีกครั้ง จึงได้ตัดสินใจออกท่องไปในใต้หล้า และเมื่อได้มาพบเจอกับกู้ฉางเกอ นางจึงได้พบกับสิ่งที่ตามหา

            อัจฉริยะผู้ถือกำเนิดบนแผ่นดินแห่งนี้ ช่างแตกต่างไปจากตัวละครเล็กๆ อันไร้ค่าโดยสิ้นเชิง วิธีคิดและแผนการของเขา ช่างทำให้นางประหลาดใจนัก

            จากนั้น นางจึงกล่าวต่อไปว่า

            “ระดับบำเพ็ญเพียรของกู้ฉางเกอนั้นมิได้เรียบง่ายเพียงเท่าที่เจ้ามองเห็น ข้าขอสารภาพตามตรงว่า แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังมิอาจจะหยั่งถึงขอบเขตพลังของเขาได้เลย”

            “แม้แต่ท่านพี่ก็มองมิออกถึงระดับพลังของเขาอย่างนั้นหรือ”

            ถ้อยคำนี้ทำให้หวังอู๋ซวงและเหล่าอัจฉริยะตระกูลหวังที่อยู่โดยรอบพลันตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้าง

            พลังของหวังจื่อจินนั้น พวกเขาเคยได้ยินผู้อาวุโสในตระกูลเอ่ยถึงว่า นางอาจจะอยู่ในระดับว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์แล้ว แต่ถึงกระนั้น นางก็ยังมิอาจจะมองเห็นถึงระดับพลังบำเพ็ญเพียรของกู้ฉางเกอได้เช่นนั้นหรือ

            หวังจื่อจินพยักหน้า สำหรับนางแล้ว การยอมรับเช่นนี้ก็หาใช่เรื่องที่น่าละอายไม่

            “แต่ว่า หากสามารถใช้อาวุธจำลองของมหาเทพได้อย่างง่ายดาย เช่นนั้นแล้วพลังฝีมือของเขาก็ย่อมจะเหนือกว่าคนทั่วไปนัก หากข้าส่งมอบอาวุธจำลองของมหาเทพให้กับเจ้า เจ้าจะสามารถใช้งานมันได้อย่างง่ายดายดุจกู้ฉางเกอหรือไม่”

            “อีกทั้ง เจ้ายังบอกว่าเขาอาศัยเพียงฐานะผู้สืบทอดแห่งมหาเทพวัฏสงสารหรือ หากเป็นเช่นนั้น ก็ลองนึกดูเอาว่า หากในยามนี้เจ้าแลกเปลี่ยนฐานะกับเขา และกลายเป็นผู้สืบทอดแห่งมหาเทพวัฏสงสาร เจ้าจะสามารถทำให้ทั้งสามตระกูลใหญ่ยอมศิโรราบต่อเจ้าได้หรือไม่”

            “หากสามตระกูลใหญ่มิใช่ผู้โง่ เขลา ก็ย่อมจะมิมีทางยอมศิโรราบต่อคนรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งได้โดยง่ายดาย กู้ฉางเกอสามารถที่จะทำให้พวกเขายอมศิโรราบได้ เช่นนั้นก็ย่อมมิใช่ว่าจะใช้กลอุบายที่ธรรมดาสามัญเป็นแน่แท้”

            หวังจื่อจินกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการวิเคราะห์และความเข้าใจของนาง มุมมองของนางต่อเหตุการณ์นั้นต่างจากผู้อื่นโดยสิ้นเชิง

            เมื่อคำพูดดังกล่าวจบลง ความเงียบงันก็คืบคลานเข้าสู่จิตใจของทุกคนบนเรือรบโบราณของตระกูลหวัง บางคนถึงกับสูดลมหายใจแผ่วเบา ทว่าในใจกลับสั่นสะท้านอย่างยิ่ง

            “มิเสียทีที่เป็นคุณหนู ช่างมองดูเรื่องราวได้อย่างแจ่มชัดถึงเพียงนี้…”

            ผู้อาวุโสเฒ่าแห่งตระกูลหวังพลันหัวเราะขึ้นเบาๆ ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยความชื่นชม เขามองออกถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยเป็นเพราะประสบการณ์อันยาวนานของตน ทว่าสำหรับหวังจื่อจินที่สามารถพินิจเหตุการณ์ได้อย่างเห็นชัดเช่นนี้ได้ นั่นก็แสดงให้เห็นว่านางมีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดเสียยิ่งกว่าคนทั่วไป

            “แท้จริงแล้วเป็นเช่นนี้เอง”

            เมื่อได้ยินดังนั้น หวังอู๋ซวงพลันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เมื่อครุ่นคิดตามคำพูดของหวังจื่อจิน ในที่สุดเขาก็ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างตัวเขาและกู้ฉางเกอ

            เขามิอาจจะทำได้ดุจกู้ฉางเกอเช่นนั้น ความหดหู่และมิพอใจอย่างลึกซึ้งพลันเอ่อล้นขึ้นในจิตใจของเขา

            “น่าเสียดายยิ่งนัก ได้ยินมาว่ากู้ฉางเกอมีพันธะหมั้นหมายอยู่ หาไม่แล้ว เขากับคุณหนูก็คงจะเป็นคู่ครองที่เหมาะสมกันทีเดียว”

            “อย่างไรก็ตาม เรื่องของพันธะหมั้นหมายนั้น หากต้องการ ก็ย่อมจะสามารถล้มเลิกได้…”

            ผู้อาวุโสแห่งตระกูลหวังกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกทอดถอนใจ

            หากสองตระกูลได้เกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว ก็ย่อมจะเป็นประโยชน์มหาศาล

            เมื่อได้ยินดังนั้น หวังจื่อจินพลันชะงักไป สีหน้าของนางดูแปลกประหลาดขึ้นมาอย่างฉับพลัน เหตุใดจู่ๆ จึงวกกลับมาพูดถึงเรื่องเช่นนี้ได้ หรือว่าความคิดเรื่องคู่หมั้นที่นางเคยคิดเล่นๆ จะกลายมาเป็นจริงได้

            กู้ฉางเกอฉีกสัญญาหมั้นเดิมของนางเอก แล้วหันมาผูกพันธะกับนางแทนอย่างนั้นหรือ

            เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่กู้ฉางเกอกระทำ ดูเหมือนว่าเขาจะมิใช่คนธรรมดา…

            อืม… อาจมิใช่ว่าจะเป็นไปมิได้ก็เป็นได้

            “ผู้อาวุโสประจำตระกูล ท่านว่า… กู้ฉางเกอเขามิได้มีคู่หมั้นอันไร้ค่าหรืออันใดทำนองนั้นหรอกใช่หรือไม่...”

            หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หวังจื่อจินก็เอ่ยถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ผ่านการไตร่ตรอง ดูราวกับลองหยั่งเชิงถึงความจริงบางอย่าง

            คำพูดก่อนหน้านี้ของผู้อาวุโส ดูจะชวนให้นึกถึงเส้นเรื่องของนิยายที่ดาษดื่นธรรมดา

            “เอ่อ...” ผู้อาวุโสตระกูลหวังถึงกับอึ้งงันไป ชัดเจนว่ามิได้คาดคิดว่าหวังจื่อจินจะเอ่ยถามเช่นนี้

            ทว่ากลับเป็นซิ่วเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ ที่ตอบรับคำแทน “คุณหนู คู่หมั้นของนายน้อยกู้ฉางเกอนั้นคือเยวี่ยหมิงคง ผู้เป็นองค์รัชทายาทแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน ซึ่งมีนามเลื่องชื่อไปไกลถึงความงามสง่าและความสามารถเฉกเช่นจักรพรรดินีในอนาคต นางจะเป็นคนไร้ค่าไปได้อย่างไร”

            หวังจื่อจินพลันเผยแววผิดหวังออกมาชั่วขณะ

            ถ้ากู้ฉางเกอมีคู่หมั้นเช่นนั้นจริง นางก็คงจะมิรู้สึกอันใด และมิถึงกับรู้สึกขนลุกขนพองเหมือนกับที่เคยคิดมาก่อน…

            ด้วยความเป็นคนที่หลงใหลในความงาม หวังจื่อจินจึงกลับคิดว่า การหลงใหลในรูปโฉมของผู้อื่นก็มิใช่เรื่องผิดอันใด

            ในท้ายที่สุด มิว่าจักเป็นโลกไหน ผู้คนก็ล้วนย่อมพิศมัยในความงดงามอยู่แล้ว

            ก่อนหน้านี้ หวังจื่อจินเคยคิดว่า มิมีทางจะได้พบเจอกับหนุ่มน้อยอัจฉริยะที่ทำให้นางสนใจได้ ชีวิตที่ราบรื่นเรียบง่ายจึงไร้ซึ่งความหวือหวา

            เพราะโฉมหน้าที่แสนธรรมดาของตัวเอกผู้ถูกสรรเสริญ หรือความอ่อนเยาว์ที่งดงามสะอาดสะอ้านนั้น…

            ยิ่งเมื่อนึกถึงคำบรรยายของตัวเอกในหลากหลายเรื่อง นางก็รู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาอย่างบอกมิถูก

            เห็นได้ชัดว่าโลกใบนี้มิใช่โลกในนิยายสตรี หากแต่เป็นโลกแห่งการผจญภัยที่เป็นเอกลักษณ์ของบุรุษ ตัวเอกย่อมจะต้องเติบโตขึ้นมาจากจุดอ่อนแอไปสู่จุดแข็งแกร่ง มิเช่นนั้นก็จะไร้ซึ่งความตื่นเต้นในเส้นทางการพัฒนา

            สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว แม้จะยังมิได้พบปะกับเขาโดยตรง ทว่านางก็สัมผัสได้ว่าเขานั้นแตกต่างไปจากอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

            และด้วยสัญชาตญาณที่มิเคยผิดพลาดของตน หวังจื่อจินรู้สึกว่า สิ่งนี้อาจจะเป็นพรสวรรค์พิเศษที่ติดตัวนางมา

            “นางมิกลัวตัวร้ายที่เลวร้ายที่สุด หากแต่หวาดกลัวตัวร้ายที่หน้าตาหล่อเหลาเป็นที่สุด”

            หวังจื่อจินพลันนึกถึงคำพูดหนึ่งในอดีตชาติ

            “คุณหนู ไหนๆ ก็มาถึงที่นี่แล้ว พวกเราไปเยี่ยมเยียนนายน้อยกู้ฉางเกอสักหน่อยดีหรือไม่”

            ผู้อาวุโสตระกูลหวังคล้ายกับมองออกถึงแววตาผิดหวังของหวังจื่อจิน จึงได้กล่าวเสนอขึ้น

            เมื่อได้ฟังดังนั้น หวังจื่อจินถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ ทว่าก็ยังคงยิ้มแย้มอย่างสงบนิ่ง “ก็แล้วแต่ท่านผู้อาวุโสเถิด”

            “คุณหนู ไหนว่าก่อนหน้านี้มิได้สนใจเขากันเล่า...” ซิ่วเอ๋อร์บ่นพึมพำขึ้นเบาๆ

            ผลที่ได้ก็คือ หวังจื่อจินได้ประทับมือลงบนศีรษะของซิ่วเอ๋อร์ไปหนึ่งที

            “เจ้านี่ช่างพูดมากนัก”

            ณ เวลานั้นเอง ภายในเกาะมังกร

            ภายในคลังสมบัติของตระกูลมังกรอันวิจิตรตระการตา กู้ฉางเกอกำลังสืบเสาะค้นหามรดกของตระกูลมังกรที่หลงเหลืออยู่ ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบ

            “ติ๊ง! สตรีผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิตเริ่มมีความสนใจในตัวนายท่าน ท่านได้รับค่าวาสนาเพิ่มขึ้น 1,000 แต้ม และได้รับค่าชะตาสวรรค์เพิ่มขึ้น 5,000 แต้ม”

            ดวงตาของกู้ฉางเกอหรี่ลงเล็กน้อย

            นี่มันอันใดกัน

            หรือว่านี่คือเสน่ห์ของตัวร้ายที่มิอาจจะปิดบังได้


     


    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน