"ห้าร้อยตำลึงเงิน?"
ซูอี้หว่านอุทานเสียงดังขึ้นโดยไม่รู้ตัวดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยจ้องมองไปยังหลี่จ่างกุ่ยที่อยู่ตรงข้าม"สมแล้วที่เป็นผู้จัดการหอสุราใหญ่โต การยื่นข้อเสนอของท่านช่างใจกว้างยิ่งนัก..."
คิดจะใช้เงินห้าร้อยตำลึงซื้อตำรับอาหารทั้งหมดของนางหรือ?เห็นนางเป็นคนโง่หรืออย่างไร?
หลี่จ่างกุ่ยหารู้ไม่ว่าท่าทีเช่นนี้ของซูอี้หว่านเป็นเพราะความโกรธเคืองต่างหาก
เขาคิดว่าซูอี้หว่านตกตะลึงจนพูดไม่ออกก็นึกหัวเราะเยาะในใจ!
สมแล้วที่เป็นพวกอพยพหนีภัยแล้งต่อให้มีความสามารถเพียงใด สุดท้ายก็ยังคงมีโลกทัศน์ที่คับแคบเงินเพียงห้าร้อยตำลึงก็ทำให้ตะลึงงันได้ หากรู้เช่นนี้เมื่อครู่ตนเองควรกำหนดราคาให้น้อยกว่านี้สักครึ่งหนึ่ง
หลังจากจ้องมองซูอี้หว่านอยู่ครู่หนึ่งสีหน้าของนางก็ยังคงดูว้าวุ่นใจ หลี่จ่างกุ่ยหัวเราะในลำคอแววตาเต็มไปด้วยความดูถูก "คิดดูให้ดีหากเจ้าขายสูตรอาหารให้หอสุราของเรา ต่อไปก็จะมีแต่ความสำราญ เงินห้าร้อยตำลึงจะทำให้พวกเจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องอีกต่อไป"
ถึงแม้ว่าหลี่จ่างกุ่ยในปัจจุบันนี้จะใช้ชีวิตอย่างมั่งคั่งร่ำรวยแต่ในวัยเยาว์ของเขาก็ใช่ว่าจะไม่เคยยากจนมาก่อนย่อมรู้ดีว่าสำหรับชาวบ้านธรรมดาแล้วเงินห้าร้อยตำลึงนั้นเพียงพอให้ทั้งครอบครัวใช้จ่ายไปจนถึงวันที่ลงโลงแล้ว
จากนี้ไปเพียงไม่ต้องลงมือทำอะไร ก็มีกินมีใช้ไปตลอด แล้วพวกเขาจะยังไม่พอใจอะไรอีกเล่า?
แต่น่าเสียดายที่ซูอี้หว่านกลับส่ายหน้าปฏิเสธผิดจากที่เขาคาดไว้
“ท่านหลี่จ่างกุ่ย ท่านมิคิดว่าเงินห้าร้อยตำลึงที่ท่านเสนอมานั้นมากเกินไปหน่อยหรือ?”
ซูอี้หว่านแสดงท่าทีราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน“หากท่านหลี่เห็นว่าฝีมือข้าดีจริงอย่างที่ว่าข้ายินดีมอบตำรับอาหารทั้งหมดให้ท่านแลกกับเงินเพียงร้อยตำลึง จะว่าอย่างไร?”
เมื่อได้ยินนางกล่าวว่าจะมอบให้เขาหลี่จ่างกุ่ยเกือบสำลักน้ำชาออกมา สำลักอยู่ครู่ใหญ่ จึงกล่าวตะกุกตะกัก"…หนึ่ง หนึ่งร้อยตำลึง?"
บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ"คุณหนูซู เจ้า... เจ้ามิได้ล้อเล่นกับผู้อาวุโสใช่หรือไม่?"
เขาไม่อยากเชื่อโลกนี้ยังมีคนเช่นนี้อยู่อีกหรือ ที่เสนอจะลดราคาเอง นี่มันคนโง่ชัดๆ!
เมื่อเห็นใบหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและไม่อยากจะเชื่อซูอี้หว่านเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งก็พลันหัวเราะเยาะเสียงหนึ่ง"มิใช่ว่าท่านหลี่จ่างกุ่ยเริ่มล้อเล่นกับข้าก่อนหรือ?"
หลี่จ่างกุ่ยอึ้งไปนานสองนานจึงค่อยรู้สึกตัวซูอี้หว่านเมื่อครู่จงใจกล่าวเช่นนั้น ใบหน้าแก่ๆ จึงพลันเปลี่ยนสีเป็นสีดำสีแดงดูน่าขันยิ่งนัก
เขาอายุมากแล้วเมื่อเทียบกับซูอี้หว่านแล้ว ก็ถือว่าเป็นผู้อาวุโสทว่าเด็กสาวผู้นี้กลับไร้มารยาทกับตนถึงเพียงนี้ ช่าง... ช่างน่าโมโหนัก!
เห็นหลี่จ่างกุ่ยโกรธจนหน้าเขียวซูอี้หว่านจึงค่อยพอใจและยิ้มออกมาเล็กน้อย "คิดจะใช้เงินห้าร้อยตำลึงซื้อสูตรอาหารทั้งหมดของข้าข้าว่าท่านรีบไปล้างหน้าแล้วเข้านอนเถอะ ในฝันมีทุกสิ่งที่ท่านต้องการนะเจ้าคะ"
"...ประเสริฐ ประเสริฐนัก..."
เมื่อเผชิญหน้ากับรอยยิ้มเย้ยหยันของซูอี้หว่านหลี่จ่างกุ่ยก็โกรธจนพูดอะไรไม่ออก ปลายนิ้วสั่นเทิ้มชี้ไปยังซูอี้หว่านผ่านไปชั่วครู่ เขาก็ลุกขึ้นตบโต๊ะอย่างเกรี้ยวกราด
"ปัง!"
หลี่จ่างกุ่ยกล่าวด้วยใบหน้าเย็นชา"ในเมื่อเจ้าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ก็อย่าหาว่าหอสุราประตูมังกรของพวกเราไม่เกรงใจ!"
กล่าวจบก็ยกเท้าเตรียมจะเดินออกไปข้างนอก
"เดี๋ยวก่อน..."
ซูอี้หว่านรีบลุกขึ้นเรียกเขาไว้ชี้ไปยังลูกน้องที่เมื่อครู่รับรายการอาหารจากเขา "หลี่จ่างกุ่ย รายการอาหารที่ท่านสั่งไว้ ยังมิได้ชำระเงินเลยนะเจ้าคะพวกเราทำธุรกิจเล็กๆ มิได้ร่ำรวยเช่นหอสุราใหญ่โตของพวกท่านที่ยื่นข้อเสนอครั้งหนึ่งก็จ่ายถึงห้าร้อยตำลึงเงิน หึ..."
สิ้นเสียงของซูอี้หว่านเหล่าลูกค้าโดยรอบพลันพากันยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักเพียงเพราะเกรงใจหลี่จ่างกุ่ยที่อยู่ในที่นั้น จึงไม่อาจส่งเสียงหัวเราะดังเกินไปแต่ละคนกลั้นขำจนหน้าแดงไปหมด
ดีที่หลี่จ่างกุ่ยในตอนนี้มิได้คิดจะสนใจพวกเขาวาจาของซูอี้หว่านทำให้เขาโกรธเกรี้ยวราวกับศีรษะจะระเบิด
เขาหงุดหงิดเกินกว่าจะฟังบริกรแจกแจงราคาอาหารบนโต๊ะเขาควักเงินตำลึงสองก้อนจากอกเสื้อวางลงไป ก่อนจะตวัดสายตาอาฆาตใส่ซูอี้หว่าน"เหอะ!"
ต่างจากการเชิดหน้าชูคอเมื่อตอนเข้ามาอย่างสิ้นเชิงขณะที่หลี่จ่างกุ่ยจากไปนั้น สีหน้าเขียวคล้ำ ก้าวเท้าอย่างรวดเร็วมีท่าทีราวกับหนูข้ามถนนที่ถูกไล่ตีอย่างไรอย่างนั้น ไม่นานก็ลับสายตาไป
"เชอะ..."
ดวงตาของซูอี้หว่านเบนไปมองทางที่หลี่จ่างกุ่ยเพิ่งจากไปพร้อมกับแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย แล้วจึงหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มหวานละไม และขณะนี้ในร้านก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ลูกค้าแต่ละคนต่างก็หัวเราะจนตัวงอ
"ฮ่าๆๆๆ … ซูซ่างกุ่ย ช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก!"
"ใช่แล้ว พวกท่านดูหลี่จ่างกุ่ยคนนั้นสิ หน้าเขียวไปหมดแล้วข้ายังไม่เคยเห็นเขาในสภาพเช่นนี้มาก่อนเลย ฮ่าๆๆ …"
เห็นได้ชัดว่าหลี่จ่างกุ่ยคนนั้นในยามปกติก็เป็นคนที่ทำให้ผู้คนไม่พอใจอยู่แล้วดังนั้นเมื่อเห็นเขาเสียหน้า ทุกคนจึงหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
อย่างไรก็ตามหลังเสียงหัวเราะเบาลง หลายคนก็เริ่มเป็นกังวลถึงชะตาของซูอี้หว่าน
"ซูซ่างกุ่ย ในภายภาคหน้าท่านต้องระวังตัวให้มากกว่านี้หน่อยหลี่จ่างกุ่ยคนนั้นเป็นคนของตระกูลหลง ตระกูลหลงนี่…"
เห็นได้ชัดว่าคนผู้นั้นไม่กล้าที่จะกล่าวต่อเขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ "เอาเป็นว่าวันนี้ท่านทำให้เขาขุ่นเคืองอย่างมาก ในภายภาคหน้าท่านต้องระวังตัวให้ดีอย่าให้เขามารังแกได้"
แม้ปากจะเอ่ยเช่นนั้นแต่ในใจกลับรู้สึกห่วงใยซูอี้หว่านอย่างยิ่ง
มีบางคำที่เขาไม่กล้ากล่าวออกมาแต่จริงๆ แล้วทุกคนต่างรู้แก่ใจดีว่าตระกูลหลงในเมืองอวิ๋นของพวกเขานั้นเป็นเช่นไรจะกล่าวว่าเป็นจักรพรรดิ์ก็คงไม่เกินไป
หลี่จ่างกุ่ยผู้นั้นแม้จะเป็นเพียงคนรับใช้ของตระกูลหลง แต่ก็เป็นถึงผู้จัดการหอสุราประตูมังกรอย่างไรก็เป็นคนรับใช้ที่ได้รับการไว้วางใจเป็นพิเศษ จัดได้ว่าเป็นคนสนิทของหลงจิน
อีกทั้งหอสุราประตูมังกรก็ถือว่าเป็นธุรกิจที่สำคัญของตระกูลหลงเมื่อถูกร้านอาหารเล็กๆ ของตระกูลซูแย่งชิงลูกค้าไป ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าอย่างไรตระกูลซูย่อมต้องเผชิญหน้ากับความไม่พอใจของตระกูลหลง
เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะยินดีปิดร้านอาหารจริงๆและขายสูตรอาหารทั้งหมดให้กับหอสุราประตูมังกร ทว่าหากเป็นเช่นนี้ตระกูลซูก็คงเสียเปรียบมากเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้นบรรดานักชิมต่างเห็นพ้องต้องกันว่า รสชาติอาหารเช่นนี้คงมีแต่ร้านอาหารตระกูลซูเท่านั้นที่รังสรรค์ได้ถึงแม้ว่าพ่อครัวแห่งหอสุราประตูมังกรจะได้สูตรอาหารไป ก็ไม่อาจทำได้ถึงเพียงนี้
อีกทั้งราคาของภัตตาคารซานไห่แห่งนี้ก็สมเหตุสมผลรสชาติของเครื่องดื่มจำพวกชาและสุราก็มิได้แย่การบริการก็ทั่วถึงและละเอียดถี่ถ้วน การมารับประทานอาหารที่นี่พวกเขาไม่เพียงแต่รู้สึกพึงพอใจที่ปาก แต่ในใจก็รู้สึกสบายเช่นกันนี่คือสิ่งที่หอสุราประตูมังกรเทียบไม่ได้
อย่างไรก็ตามพวกเขาเป็นเพียงแค่กลุ่มคนที่มีเงินทองเล็กน้อยเมื่อใดที่พวกเขาไปที่หอสุราประตูมังกรย่อมรับรู้ได้ถึงท่าทีเหยียดหยามและเมินเฉยจากผู้จัดการและลูกน้องราวกับว่าพวกเขาเป็นเพียงแขกที่ไม่สำคัญ
แน่นอนว่าให้พวกเขากินข้าวที่หอสุราประตูมังกรทุกวันคงไม่ไหวแต่ถึงกระนั้น หอสุราก็ไม่ควรดูหมิ่นลูกค้าเช่นพวกเขา
อย่างไรก็ตามบรรยากาศของภัตตาคารซานไห่แห่งนี้ดีกว่าหอสุราประตูมังกรอย่างมากแม้ว่าสักวันหนึ่ง อาหารของหอสุราประตูมังกรจะสามารถทำรสชาติออกมาได้เช่นนี้พวกเขาก็ยังคงชื่นชอบร้านอาหารเล็กๆที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นของตระกูลซูแห่งนี้
ซูอี้หว่านขมวดคิ้วลงเล็กน้อยพลางครุ่นคิดถึงเรื่องอื่นในใจ