"ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ขอรับ ระหว่างที่รอท่านหมอ ข้ามีเื่จะบอกกับพวกท่านขอรับ"
ทุกคนหันมามองตงตงอย่างพร้อมเพรียงและรอฟังสิ่งที่เขาจะพูดอย่างตั้งใจ
"คือข้าไม่รู้จะเริ่มบอกพวกท่านอย่างไรให้เข้าใจถึงสิ่งที่ข้าเผชิญอยู่ ในตอนแรกที่ข้าฟื้นขึ้นมาแล้วข้าจำไม่ได้ว่าท่านพ่อกับท่านแม่เป็ใครมันเป็เพราะข้าจำไม่ได้จริง ๆ ว่าที่นี่คือที่ไหน คนรอบข้างคือใครพอข้าได้นอนพักอีกสองรอบ ตื่นมาครานี้ข้าจำพวกท่านได้ก็จริงแต่ข้ากลับจำได้ถึงตอนที่ข้าอยู่กับพวกท่านจนถึงเจ็ดหนาว ชีวิตหลังจากนั้นข้าจำสิ่งใดไม่ได้เลย พยายามคิดเท่าไหร่มันกลับเป็เพียงภาพหมอกสีขาวในหัวเท่านั้น" ตงตงยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งเบาด้วยกลัวว่าทุกคนจะใตามมาด้วยความเสียใจที่เขาเป็แบบนี้กระนั้นทุกคนกลับนิ่งมากจนน่าแปลก ท่านพ่อท่านแม่เพียงสบตากันเองแล้วพยักหน้ารับส่วนผู้เป็พี่ใหญ่คิ้วอาจจะขมวดไปบ้างแต่ก็ไม่ได้ตื่นใอันใดอีก
"สรุปคือเ้าคิดว่าเ้าความจำเสื่อมใช่หรือไม่"ในที่สุดหานเสวี่ยเฟิงก็ถามน้องชายเพื่อความชัดเจนอีกครั้ง
"เป็เช่นนั้นขอรับ ข้าคิดว่าข้าความจำเสื่อมเสียแล้ว คงต้องรบกวนทุกคนค่อยๆ ทบทวนความจำให้ข้าตลอด่เวลาหลังข้าเจ็ดหนาวจนถึงก่อนที่ข้าจะสลบไปเลยขอรับ"
"นั่นย่อมไม่เป็ปัญหา คงต้องแจ้งอาการนี้กับท่านหมออี้ด้วยเพื่อหาวิธีทำการรักษาให้แก่เ้าด้วย"หานเทียนอี้ผู้เป็บิดาตอบรับคำของของบุตรชายคนเล็ก
"หวังว่าครานี้เสี่ยวตงลูกแม่จะหมดเคราะห์หมดโศกเสียทีไม่ว่าเ้าจะจำได้เท่าใด ลืมไปเท่าใด อย่างไรลูกก็ยังเป็ลูกของพ่อกับแม่และเป็น้องชายของเ้าใหญ่เช่นเดิม" ฟางเยว่หงกอดปลอบลูกชายส่วนเื่ที่ยังสงสัยนั้นนางกับสามียังไม่รีบร้อนขอเพียงตอนนี้บุตรชายอาการดีขึ้นกว่าเดิมและปลอดภัยก็พอ
"ขอบคุณขอรับท่านแม่...ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ด้วย"ตงตงกอดตอบผู้เป็มารดาเบา ๆ พร้อมกับส่งยิ้ม ๆ บางไปให้บิดากับพี่ชาย รู้สึกโล่งใจที่ทุกคนโอเคการบอกว่าความจำเสื่อมนับเป็ทางออกที่ดีที่สุดแล้วจริง ๆ
"งั้นเ้าพักผ่อนอีกสักหน่อยเถอะยังพอมีเวลาอีกสองเค่อกว่าท่านหมอจะมา" ฟานเยว่หงบอกบุตรชายพลางช่วยประคองเขานอนลง
"เ้าใหญ่ก็ตามพ่อกับแม่ออกไปที่เรือนหลักก่อน ให้น้องเ้าได้พักอีกหน่อยไว้ท่านหมออี้มาถึงแล้วพวกเราค่อยกลับมาหาเสี่ยวตง"
"ข้าเข้าใจแล้วขอรับ ข้าเองก็มีเื่ที่สำนักจะบอกท่านพ่ออยู่พอดี"หานเสวี่ยเฟิงตอบรับบิดาอย่างว่าง่าย
จากนั้นทุกคนก็พากันออกไปปล่อยให้ตงตงได้นอนพักโดยมีอาซานอยู่เฝ้าเช่นเดิม
หลังจากผู้เป็นายสกุลหานทั้งสามกลับมาถึงเรือนหลักก็ตรงไปที่ห้องทำงานของคนพ่อทันทีเพียงแต่ทุกคนไม่ได้หยุดนั่งคุยกันที่นี่แต่เป็ห้องลับที่อยู่หลังตู้วางหนังสือในห้องอีกที
"ท่านพี่...ท่านว่าเสี่ยวตงความจำเสื่อมจริงหรือเปล่าเ้าคะ" ฟานหงเยว่อดใจที่จะถามผู้เป็สามีไม่ไหวแล้ว เลยรีบเปิดปากถามทันทีที่ประตูห้องลับปิดลง
"นั่งลงกันก่อนเถิด ขอข้าทบทวนอากัปกริยาของเสี่ยวตงวันนี้สักหน่อย"หานเทียนอี้บอกภรรยารักพลางครุ่นคิดอย่างรอบคอบทางฝั่งหานเสวี่ยเฟิงเองจึงยังไม่กล่าวอะไร แล้วขบคิดท่าทางของน้องชายด้วยเช่นกัน
เวลาผ่านไปชั่วจิบชาหานเทียนอี้จึงเริ่มวิเคราะห์ออกมาให้ทุกคนฟัง
"จุดที่เสี่ยวตงกล่าวว่าคราแรกที่เขาฟื้นขึ้นมาวันนี้แล้วจำพวกเราไม่ได้นั้นข้าคิดว่าจริงส่วนเื่ที่จำไม่ได้เพราะความจำเสื่อมนั้นมีความเป็ไปได้จากการที่ศีรษะกระแทกอย่างรุนแรงเพียงแต่ความทรงจำที่หายไปั้แ่เจ็ดหนาวเป็ต้นมานั้นส่วนตัวข้าคิดว่ามันบังเอิญเกินไปที่สำคัญั้แ่เกิดเหตุเสียขวัญจากสัตว์อสูรคราวนั้นเสี่ยวตงก็ไม่เคยพูดจาอะไรยาว ๆ แบบวันนี้เลย"
"ข้าเห็นด้วยขอรับท่านพ่อ อีกอย่างหากเสี่ยวตงจำได้เพียงความทรงจำในวัยเยาว์ก่อนเจ็ดขวบการพูดจาหรือท่าทางของเขาน่าจะค่อนไปทางเด็กมากกว่านี้แต่เขากลับพูดจาราวกับผู้ใหญ่ได้ไหลลื่นเลยทีเดียว"หานเสวี่ยเฟิงแสดงความคิดเห็นของตนเองออกให้บิดามารดาฟังบ้าง
"แถมยังปราศจากอาการเหม่อลอยอย่างที่เคยเป็แววตาแจ่มชัดประดุจไม่เคยเสียขวัญมาก่อน ปกติหากเจ็บตัวคงงอแงออดอ้อนข้าแล้วหรือหากความจำเสื่อมดังว่าจริงก็ต้องหวาดกลัวบ้าง แต่คราแรกเขาคุมสติดีมากยังถามไถ่พวกเราได้อยู่เลย" ฟานเยว่หงสำทับขึ้นมาอย่างสงสัยไปในทางเดียวกัน
"น้องหญิง เ้าใหญ่ จากที่พวกเราคิดและกล่าวออกมาก็เห็นแล้วว่ามีเื่น่าสงสัยอยู่หลายจุดแต่อย่างไรเสี่ยวตงก็คือเสี่ยวตง แม่จะผิดแปลกไปเช่นไรพวกเราก็รับกันมาได้ตลอดมิใช่หรือ" หานเทียนอี้เอ่ยขึ้นอย่างยอมรับทุกสิ่งของบุตรคนเล็กด้วยรอยยิ้ม
"ย่อมเป็เช่นนั้นเ้าคะ/ขอรับ" อีกสองคนเองก็ตอบรับอย่างหนักแน่นด้วยรอยยิ้มเช่นกัน