รัตติกาลอันเงียบสงัดโอบล้อมเรือนพักไม้ไผ่ทางทิศตะวันออกของจวนเ้าเมืองชิงโจว แสงจันทร์วันเพ็ญสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ ทอด เงา ของกรอบไม้สลักลายดอกเหมยให้ทาบทับลงบนพื้นกระดานอย่างชัดเจน ลมหนาวพัดโชยมาเป็ระลอก หอบเอากลิ่นหอมของพฤกษายามค่ำคืนเข้ามาเจือจางกลิ่นกำยานที่ถูกจุดไว้ในกระถางทองเหลือง บรรยากาศภายในห้องวิเวกวังเวงประดุจตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
ลู่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ สองมือประสานกันวางไว้บริเวณจุดตันเถียนเบื้องล่าง บนฝ่ามือของเขามี ‘ไข่มุกิญญาวารี’ วางอยู่ อัญมณีเม็ดกลมเกลี้ยงส่องประกายสีฟ้าอ่อนเรืองรอง แผ่กลิ่นอายความเย็นเยือกอันบริสุทธิ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง มันคือรางวัลแห่งชัยชนะจากลานประลองบุปผา และเป็กุญแจสำคัญที่จะช่วยประสานรอยร้าวในรากฐานกายาของเขา
แม้การกลืนกิน 'บงกชโลหิตกระดูก' ในตลาดมืดจะช่วยผลัดเปลี่ยนไขกระดูกและมอบพละกำลังมหาศาลให้แก่เขา ทว่าสมุนไพรวิเศษชนิดนั้นมีธาตุหยางที่ร้อนแรงและดิบเถื่อนเกินไป สัญชาตญาณพยัคฆ์จากัวร์าในสายเืแม้จะช่วยดูดซับมันไว้ได้ แต่ก็ยังมีเศษเสี้ยวของเปลวเพลิงที่ตกค้างอยู่ในเส้นชีพจร หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่หาพลังธาตุหยินมาคานอำนาจ เมื่อใดที่เขาพยายามทะลวงเข้าสู่ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สาม ลมปราณอาจตีกลับจนธาตุไฟแตกซ่านได้
"ปราชญ์โบราณกล่าวไว้ สรรพสิ่งในใต้หล้าล้วนอิงอาศัยและข่มข่มกัน แข็งกร้าวเกินไปย่อมเปราะหัก อ่อนโยนเกินไปย่อมไร้จุดยืน การผสานหยินหยางให้กลมกลืน จึงจะเป็มรรคาที่ยั่งยืน"
บัณฑิตหนุ่มรำพึงเบาๆ ั์ตาสีดำขลับค่อยๆ ปิดลง สติปัญญาและสมาธิดิ่งลึกลงสู่ห้วงลึกของจิติญญา ลมปราณสีอำพันเริ่มหมุนวนออกจากจุดตันเถียน ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรทั้งแปดทิศ ก่อนจะพุ่งตรงไปยังฝ่ามือเพื่อกระตุ้นไข่มุกิญญาวารี
ทันทีที่ลมปราณของเขาปะทะเข้ากับไข่มุกเม็ดงาม พลังงานธาตุน้ำอันบริสุทธิ์และหนาวเหน็บก็ะเิออก มันไหลทะลักเข้าสู่รูขุมขนบนฝ่ามือประดุจสายน้ำหลากที่เย็นเฉียบจนบาดลึกถึงกระดูก ความหนาวเย็นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ชนเข้ากับขุมพลังธาตุหยางที่หลงเหลือจากบงกชโลหิตกระดูกอย่างจัง
"อึก!"
ลู่เฉินกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสัน ความเ็ปจากการปะทะกันของความร้อนและความเย็นภายในร่างกายนั้นรุนแรงยิ่งกว่าการถูกทุบตีด้วยตะบองเหล็กนับร้อยครั้ง เส้นเืใต้ิัปูดโปน ซีกซ้ายของร่างกายแดงก่ำและแผ่ไอร้อนระอุ ในขณะที่ซีกขวากลับซีดเผือดและมีเกล็ดน้ำแข็งบางๆ เกาะอยู่ตามปลายผมและคิ้ว
สัญชาตญาณสัตว์เทวะในสายเืเริ่มคำรามก้อง มันรู้สึกถูกคุกคามจากพลังงานสายน้ำที่แปลกปลอม พยัคฆ์จากัวร์พยายามจะกลืนกินและทำลายความเย็นนั้นทิ้ง ทว่าลู่เฉินรู้ดีว่าหากปล่อยให้สัญชาตญาณเข้าครอบงำ ไข่มุกิญญาวารีย่อมถูกทำลายอย่างสูญเปล่า และรากฐานของเขาจะเสียหายอย่างหนัก
"จงสงบลง!"
เจตจำนงอันกล้าแข็งของบัณฑิตหนุ่มถูกรีดเค้นออกมา สติปัญญาที่ผ่านการท่องจำตำรานับหมื่นเล่มถูกนำมาใช้เป็ 'เชือกประกำ' เพื่อควบคุมความบ้าคลั่งของสัตว์ป่า ลู่เฉินโคจรลมปราณตามหลักวิชาในคัมภีร์เมฆาเคลื่อนที่เขาถอดรหัสได้จากหอตำราหมื่นลี้ เขาไม่ได้ใช้ลมปราณต้านทานพลังวารี แต่ใช้มันนำทาง ค่อยๆ ชักนำกระแสความเย็นให้ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรอย่างเป็ระเบียบ นำพามันไปหล่อเลี้ยงจุดที่ถูกความร้อนจากธาตุไฟแผดเผา
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเชื่องช้าประดุจหยดน้ำที่หยดลงบนหินผา ความอดทนของลู่เฉินถูกทดสอบถึงขีดสุด เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมชโลมแผ่นหลังจนชุดผ้าฝ้ายเปียกชุ่ม ทว่าความเพียรพยายามของปัญญาชนย่อมไม่สูญเปล่า เมื่อกระแสความเย็นและกระแสความร้อนโคจรครบรอบจักรวาลขนาดย่อม พลังทั้งสองขั้วก็เริ่มหลอมรวมกันอย่างช้าๆ
ในจุดตันเถียนเบื้องล่าง ลมปราณสีอำพันที่เคยดุดัน บัดนี้มีความใสกระจ่างและนุ่มนวลประดุจสายน้ำเจือปนอยู่ มันหมุนวนด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเป็ทวีคูณ ขยายขอบเขตของจุดตันเถียนให้กว้างใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึงสองเท่าตัว สิ่งสกปรกและอณูพลังที่ตกค้างถูกชำระล้างออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความบริสุทธิ์และพละกำลังที่ไร้ขีดจำกัด
เสียงะเิทึบๆ ดังขึ้นภายในร่างกายของลู่เฉิน คลื่นลมปราณลูกใหญ่พุ่งทะยานออกจากร่าง พัดเอาหน้าต่างไม้จนเปิดอ้าออก แสงจันทร์สาดส่องเข้ามากระทบร่างของบัณฑิตหนุ่มที่บัดนี้ลืมตาขึ้นช้าๆ ั์ตาสีอำพันของเขาสว่างวาบและลุ่มลึกยิ่งกว่ามหาสมุทร
เขาทะลวงผ่านระดับ กลั่นลมปราณขั้นที่สาม ได้สำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ!
ลู่เฉินสูดลมหายใจลึก อากาศเย็นเยียบในยามค่ำคืนถูกสูบเข้าปอดก่อนจะพ่นออกมาเป็ไอสีขาวขุ่นยาวเหยียด เขากำหมัดทดสอบพละกำลัง อากาศรอบกำปั้นถูกบีบอัดจนเกิดเสียงปะทุเบาๆ ความแข็งแกร่งในยามนี้ เหนือล้ำกว่าตอนที่เขาบดขยี้หั่วเหยียนเมื่อ่กลางวันหลายเท่านัก หากเขาต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับขั้นที่สามในตอนนี้ เขาอจสามารถปลิดชีพศัตรูได้ในกระบวนท่าเดียว
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่าง ทอดสายตามองข้ามกำแพงจวนเ้าเมืองออกไป ท้องฟ้าเบื้องนอกยังคงมืดมิด ทว่าในใจของเขากลับสว่างไสวด้วยแสงแห่งความมั่นใจ การเติบโตอย่างก้าวะโนี้คืออาวุธสำคัญที่จะใช้ปกป้องคนรักและมาตุภูมิ
วันเวลาผ่านพ้นไปอีกสามวัน ความสงบสุขหลังงานประลองบุปผายังคงปกคลุมนครชิงโจว ข่าวการพ่ายแพ้อย่างยับเยินของนายน้อยตระกูลอู๋กลายเป็หัวข้อสนทนาที่แพร่สะพัดไปทั่วทุกโรงเตี๊ยม ตระกูลอู๋เก็บตัวเงียบเชียบ ปิดประตูจวนแ่า ไม่มีการส่งคนออกมาอาละวาดหรือแก้แค้นอย่างที่หลายคนคาดเดา ทว่าสำหรับผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ความเงียบงันนี้กลับน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงก่นด่า มันคือความเงียบของพยัคฆ์ร้ายที่กำลังหมอบซุ่มรอเวลาตะปบเหยื่อ
ตลอดสามวันที่ผ่านมา ลู่เฉินสวมบทบาทเป็บัณฑิตที่ปรึกษาอย่างสมบูรณ์แบบ เขาขลุกอยู่แต่ในหอตำราหมื่นลี้ ค้นคว้าตำราภูมิศาสตร์และค่ายกลโบราณอย่างลืมวันลืมคืน ใช้เวลาที่เหลือในการจิบชาและสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเยี่ยจื่ออวิ๋นที่ศาลากลางน้ำ ความสัมพันธ์ของทั้งสองพัฒนาไปในทิศทางของสหายผู้รู้ใจและกุนซือคู่คิด สุนทรียภาพแห่งการใช้ชีวิตผ่อนคลายความตึงเครียดในจิตใจของเขาได้อย่างดีเยี่ยม
ทว่าเช้าวันที่สี่แห่งความสงบสุข ลมพายุลูกใหม่ก็พัดกระหน่ำเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว
แสงตะวันเพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า ทอด เงา ของสิงโตหินหน้าจวนเ้าเมืองให้ยืดยาวพาดผ่านถนน ลู่เฉินกำลังนั่งอ่านตำราพิชัยาอยู่ที่ชานระเบียงเรือนไผ่ จู่ๆ ประตูสวนก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ร่างของเยี่ยจื่ออวิ๋นในชุดคลุมสีฟ้าวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ใบหน้างดงามที่เคยเยือกเย็นประดุจน้ำแข็งบัดนี้ซีดเผือดและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
เื้ัของนาง มีบุรุษวัยกลางคนในชุดเกราะสีดำผู้หนึ่งกำลังถูกหามเข้ามาโดยทหารยาม สภาพของบุรุษผู้นั้นน่าสยดสยองยิ่งนัก ชุดเกราะแตกเป็เสี่ยงๆ ร่างกายเต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียมและาแฉกรรจ์ เืสีแดงคล้ำไหลซึมออกมาไม่หยุด แขนซ้ายของเขาขาดหายไปั้แ่ข้อศอก ลมหายใจรวยรินประดุจเทียนไขที่ใกล้จะดับ
ลู่เฉินผุดลุกขึ้นยืนทันที ตำราในมือถูกโยนทิ้งลงบนโต๊ะ เขาก้าวยาวๆ เข้าไปหาหญิงสาว "แม่นางเยี่ย เกิดสิ่งใดขึ้น? ชายผู้นี้คือใคร?"
"เขาคือ 'หลิวคัง' หัวหน้าหน่วยสอดแนมเงาที่ข้าส่งไปวางค่ายกลลวงตาที่หุบเขาเมฆหมอก..." เยี่ยจื่ออวิ๋นตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นางพยายามควบคุมอารมณ์ ทว่าความสูญเสียเบื้องหน้าหนักหนาเกินกว่าจะทำใจได้ "ลู่เฉิน... แผนการของเราถูกทำลายแล้ว"
ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่น เขาย่อตัวลงคุกเข่าข้างๆ ร่างที่าเ็สาหัส ทาบฝ่ามือลงบนหน้าอกของหลิวคัง ส่งลมปราณสีอำพันอันอ่อนโยนเข้าไปช่วยพยุงเส้นชีพจรที่กำลังจะขาดสะบั้นเพื่อยื้อชีวิตให้เขาสามารถเอ่ยปากพูดได้
"ทะ... ท่านที่ปรึกษา... คุณหนู..." หลิวคังกระอักเืออกมาคำโต ดวงตาที่พร่ามัวพยายามเบิกกว้างเพื่อถ่ายทอดข้อความสุดท้าย "พวกเรา... พวกเราเดินทางไปถึงหุบเขาเมฆหมอก... กำลังจะเริ่มตั้งค่ายกลลวงตา ทว่า... ตระกูลอู๋... พวกมันไม่ได้อยู่ที่นี่... ผู้นำตระกูลอู๋พาคนทั้งหมด... ย้ายไปกางเต็นท์อยู่ที่หุบเขานั่นแล้ว..."
"อู๋เทียนหู่เดินทางไปที่นั่นด้วยตนเองหรือ?" ลู่เฉินถามเสียงเครียด
"ใช่... ไม่ใช่แค่นั้น..." หลิวคังหอบหายใจรุนแรง ั์ตาฉายแววหวาดผวาสุดขีดเมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ "มีผู้าุโ... ผู้าุโจากสำนักอัคคีผลาญ... สวมชุดคลุมสีเพลิง... ระดับพลังของมันน่ากลัวเกินไป... มันมองทะลุค่ายกลพรางตัวของพวกเราในพริบตา... แค่สะบัดมือ... ทหารของข้ายี่สิบคน... ถูกเผาเป็เถ้าถ่าน... ข้า... ข้าหนีรอดมาได้เพียงคนเดียว... เพื่อมารายงาน..."
"ผู้าุโจากสำนักอัคคีผลาญ!" เยี่ยจื่ออวิ๋นอุทานด้วยความตระหนก "หากเป็ผู้าุโระดับคุมกฎ ระดับพลังของมันย่อมต้องทะลวงเข้าสู่ระดับก่อตั้งรากฐาน (ขั้นที่ 4) เป็อย่างน้อย! อู๋เทียนหู่ยอมทุ่มสุดตัวถึงขีดนี้เชียวหรือ!"
"หุบเขาเมฆหมอก... ตอนนี้เป็อย่างไรบ้าง?" ลู่เฉินเค้นเสียงถาม มือที่ทาบอยู่บนอกของทหารสอดแนมสั่นระริกเล็กน้อย
"ถูกปิดล้อม... สมบูรณ์แบบ..." เสียงของหลิวคังแ่เบาลงทุกขณะ "พวกมันกำลัง... กวาดต้อนชาวบ้าน... ลงไปขุดอุโมงค์ในเหมือง... ใครขัดขืน... ถูกฆ่าทิ้ง... เื... ไหลนองเป็สายน้ำ..."
สิ้นคำพูดนั้น ศีรษะของหลิวคังก็ตกลงด้านข้าง สิ้นลมหายใจไปในที่สุด ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่หนักอึ้งดุจขุนเขา ลู่เฉินค่อยๆ ชักมือกลับ เขาลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า แสงอาทิตย์ยามเช้าที่เคยอบอุ่น บัดนี้กลับให้ความรู้สึกหนาวเหน็บทะลุถึงกระดูก ั์ตาสีดำของบัณฑิตหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็สีอำพันที่สว่างจ้าที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมา กลิ่นอายรังสีสังหารอันเยือกเย็นและบริสุทธิ์แผ่ซ่านออกจากร่าง กดทับจนต้นไผ่ในสวนถึงกับลู่เอนไปตามแรงกดดัน
"อู๋เทียนหู่..." ลู่เฉินเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบประดุจมัจจุราช "ข้าเคยปรานีไว้ชีวิตบุตรชายของเ้า หวังจะให้ตระกูลของเ้ารู้จักหยุดยั้ง ทว่าพวกเ้ากลับเลือกที่จะเหยียบย่ำบ้านเกิดของข้า และสังหารผู้บริสุทธิ์... ดี! ในเมื่อพวกเ้าปรารถนาอัคคี ข้าก็จะมอบอัคคีแห่งความพินาศให้แก่พวกเ้า!"
เยี่ยจื่ออวิ๋นก้าวเข้ามายืนเคียงข้างชายหนุ่ม นางััได้ถึงความโกรธเกรี้ยวที่รุนแรงดุจพายุหมุนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสงบนิ่งนั้น "ลู่เฉิน อย่าได้วู่วาม ผู้าุโของสำนักอัคคีผลาญมีพลังระดับก่อตั้งรากฐาน ขอบเขตพลังนั้นเหนือกว่าระดับกลั่นลมปราณอย่างเทียบไม่ติด อีกทั้งพวกมันยังมีกองกำลังนับร้อยปิดล้อมหุบเขา ข้าจะรีบไปพบท่านพ่อ ขอให้ท่านเคลื่อนกองทหารรักษาเมืองไปช่วยเ้า!"
"ไม่ทันการหรอกแม่นางเยี่ย" ลู่เฉินหันมาสบตากับหญิงสาว แววตาของเขาไร้ซึ่งความลังเล "การเคลื่อนทัพใหญ่ต้องใช้เวลาเตรียมการหลายวัน และหากเมืองชิงโจวส่งทหารไป ย่อมถือเป็การประกาศศึกกับสำนักอัคคีผลาญอย่างเป็ทางการ บิดาของท่านจะต้องตกที่นั่งลำบาก... เื่นี้เริ่มต้นที่ข้า ข้าก็จะขอจบมันด้วยตัวข้าเอง"
"แต่เ้าตัวคนเดียว จะไปทำอะไรได้!" เยี่ยจื่ออวิ๋นท้วงด้วยความเป็ห่วงอย่างแท้จริง
"ปัญญาชนมิได้รบด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว ทว่ารบด้วยภูมิประเทศและจังหวะเวลา" ลู่เฉินหยิบกล่องไม้ไผ่ใบเก่าขึ้นมาสะพายหลัง มันคือกล่องใบเดิมที่เขาใช้ใส่ตำราเมื่อครั้งยังเป็ปุถุชนเร่ร่อน ทว่าบัดนี้ ภายในนั้นบรรจุความมุ่งมั่นและอำนาจที่จะสั่นะเืปฐี "หุบเขาเมฆหมอกคือบ้านของข้า ข้ารู้จักทุกซอกทุกมุม ทุกพุ่มไม้ ทุกถ้ำเร้นลับ... ในที่แจ้งพวกมันอาจแข็งแกร่งประดุจราชสีห์ ทว่าในป่าลึก ข้าคือพยัคฆ์ที่จะกลืนกินพวกมันทีละคน"
ชายหนุ่มก้าวเดินผ่านซากศพของทหารผู้กล้า มุ่งหน้าสู่ประตูจวนด้วยท่วงท่าที่ดุดันและไร้ความหวาดกลัว สุนทรียภาพและความผ่อนคลายถูกสลัดทิ้งไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสัญชาตญาณของการล่าเหยื่อที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ
ดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้นสู่กลางสกาย ทอด เงา ของบัณฑิตหนุ่มให้ยาวเหยียดไปบนพื้นถนนหินอ่อน การเดินทางกลับคืนสู่มาตุภูมิครั้งนี้ จะมิใช่การกลับไปเยี่ยมเยียน ทว่าคือการนำเอาความตายไปมอบให้แก่ศัตรูที่บังอาจล่วงล้ำดินแดนของเขา
ลู่เฉินก้าวออกจากนครชิงโจว มุ่งหน้าสู่ทิศทางของหุบเขาเมฆหมอก ศึกแห่งสายเืและการล้างแค้นที่ดุเดือดที่สุด กำลังจะเปิดฉากขึ้นท่ามกลางป่าทึบและเหมืองแร่ผลึกิญญา!