เช้าแล้ว….
อันนา รู้สึกตัวขึ้นในตอนเช้า เงยหน้าขึ้นมองเพดานสีครีมของห้องพักตัวเองแสงแดดลอดผ่านม่านผ้าบาง ๆ สาดทาบลงมาบนปลายเตียง
เธอค่อย ๆ ขยับตัว รู้สึกว่าอุณหภูมิร่างกายกลับมาเป็นปกติ อาการปวดหัวที่เล่นงานมาตลอดทั้งคืนก็เบาลงมาก
แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดไม่ใช่อาการไข้ที่หายไป—แต่เป็นความทรงจำเมื่อคืน
เธอจำได้ชัดว่า พีท อยู่เช็ดตัวให้เธอ...เขาเช็ดตัวให้เธอด้วยความอดทน และอยู่เป็นเพื่อนจนกระทั่งเธอเผลอหลับไป
ในใจโหยหาและคิดถึงเขาเหลือเกิน เขาไม่ใช่นายคนกวนใจของเธออีกต่อไป แต่เขาคือคนที่เธอต้องการอ้อมกอด และการสัมผัส
นี่ทำให้เธอหน้าแดงระเรื่อเธอไม่คิดว่าความฟุ้งซ่านอ่อนไหวจะเกิดขึ้นกับเธอ — อันนาผู้หญิงที่เคยเด็ดเดี่ยวและไม่เคยยอมให้ใครควบคุมหัวใจกลับกลายเป็นคนที่หวั่นไหวเพียงเพราะสายตาของเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ตอนนี้เธอมีแต่ความเขินอายและอารมณ์ของหญิงที่มีต่อผู้ชาย
เธอลุกขึ้นจากเตียง เดินไปที่ห้องน้ำพบว่าผ้าขนหนูที่พีท ใช้เช็ดตัวให้เธอ ถูกซักและแขวนไว้อย่างเรียบร้อยบนราวเหมือนหลักฐานเล็ก ๆ ว่าเขาเคยมาที่นี่จริง ๆ ไม่ใช่แค่ความฝัน
แล้วทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็แล่นวูบขึ้นมาในหัว
“พ่อ…..แม่…..!!!”
เธอยังไม่ได้โทรหาแม่เลยตั้งแต่เมื่อวานเธอรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก มือยังสั่น ๆ จากความกังวล
“ฮัลโหล แม่...คะ อาการพ่อเป็นยังไงบ้างคะ?”
เสียงของแม่จากปลายสายยังคงอ่อนแรงแต่มั่นคง
“พ่อยังทรง ๆ จ้ะลูกหมอบอกว่าคงต้องอยู่โรงพยาบาลอีกหลายอาทิตย์ กว่าจะย้ายออกจาก ICUได้ ยังต้องเฝ้าอาการใกล้ชิดอยู่...”
คำพูดนั้นทำให้ใจเธอจมดิ่งลงอีกครั้งความรู้สึกไม่มั่นคงเริ่มไหลย้อนกลับมา
“แม่คะ...ค่ารักษาของพ่อ... แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ…มีคนที่จะช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พ่อค่ะ?”
“หนูแค่ต้องทำงานเพื่อใช้หนี้เขา…แม่ไม่ต้องกังวลอะไรนะคะ หนูจะหาเงินมาให้ได้ ไม่ว่าจะต้องเหนื่อยแค่ไหนหนูทำได้ค่ะ”
แม่เงียบไปครู่หนึ่ง และน้ำตาคลอเบ้าอย่างห้ามไม่อยู่ก่อนจะตอบด้วยเสียงแผ่วเบา พยายามปิดบังความเหนื่อยล้าในแววตา
“ลูกแม่… ถ้าไม่มีเงินเราขายร้านของชำและเอาเงินมารักษาพ่อได้ แม่ไม่อยากให้หนูมาลำบากเลย”
เสียงแม่สั่นเครือสะท้อนทั้งความรักและความเจ็บปวด
อันนา เม้มปากแน่นพยายามไม่ให้น้ำตาร่วง
“ร้านนี้ เป็นทั้งบ้านและมีความทรงจำของเราหนูไม่ยอมให้มันหายไปง่ายๆ หรอกค่ะ แม่เคยสอนหนูว่าเราต้องสู้ไปด้วยกันใช่ไหม? คราวนี้หนูขอสู้เอง แค่แม่อยู่ตรงนี้เป็นกำลังใจให้หนูพอแล้ว”
แม่สะอื้นเบาๆไม่มีคำพูดใดในช่วงเวลานั้น มีเพียงเสียงหัวใจที่สื่อถึงกันและความรักที่ไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ
อันนา หลับตาลงแน่น ๆ ในขณะเดียวกันเสียงของ พีท ก็ดังขึ้นในหัวเธออีกครั้ง
“ถ้าเธอไม่ว่าอะไรฉันอยากไปเยี่ยมพ่อเธอด้วยนะ แล้ว... ค่าใช้จ่าย ฉันจัดการให้ได้ทั้งหมด”
เธอไม่รู้ว่าคำพูดนั้นเขาพูดออกมาด้วยความสงสารความรับผิดชอบ หรือเพราะอะไร???... แต่เธอรู้ว่าเขาจริงใจและน้ำเสียงจริงจัง
“แม่คะ แค่นี้ก่อนนะคะหนูต้องไปพรีเซ็นต์งานแล้วคะ ... หนูรักพ่อ แม่ และน้องมากนะคะ..” เธออดกลั้นน้ำตาเอาไว้ รอยยิ้มจาง ๆฝืนขึ้นบนใบหน้า
“จ๊ะลูก ดูแลตัวเองนะ”เสียงแม่ยังดังตามมาเบา ๆ แต่เต็มไปด้วยความห่วงใย
เมื่อคุยโทรศัพท์กับแม่เสร็จ อันนาก็เริ่มเตรียมตัวเธอเอง
วันนี้เป็นวันสำคัญมาก
วันพรีเซนต์โครงการวิจัยที่เธอกับพีทร่วมมือกันทำมาตลอดระยะเวลาหลายเดือน
มันคือหนึ่งในโครงการระดับใหญ่ของมหาวิทยาลัยที่ถ้าชนะ เธอจะได้รับทุนทำงานวิจัยต่อ และมีโอกาสได้รับทุนศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อจบปริญญาโทซึ่งหมายถึงโอกาสใหม่ ๆ ที่อาจเปลี่ยนชีวิตเธอและครอบครัวไปตลอด
เธอรีบลุกขึ้น อาบน้ำและแต่งตัวใส่เสื้อเชิ้ตขาวกับกระโปรงสุภาพหน้ากระจกสะท้อนภาพหญิงสาวที่กำลังพยายามควบคุมหัวใจของตัวเอง
แต่แววตากลับซ่อนความหวั่นไหวเอาไว้ไม่มิดอันนาเก็บผมขึ้นหลวมๆ ให้ดูเรียบร้อย มือสั่นนิดๆ ตอนหยิบเอกสารงานวิจัยทั้งหมดใส่กระเป๋าที่เธอใช้ประจำ
ก่อนจะก้าวออกจากห้องเธอหยิบมือถือขึ้นมา โทรหาพีท — เพื่อนัดหมาย
ปลายนิ้วแตะหน้าจอเบาๆ ขณะรอสายใจเธอเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
“อย่าเขินนะอันนา… แค่เสียงเขาเอง”เธอบอกตัวเองในใจ แต่ก็รู้ดีว่า
ต่อจากนี้ไป เธอกับเขา…ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมโครงการวิจัยอีกต่อไป เธอกับเขาคือคนๆ เดียวกันแล้ว
“ฮัลโหล ตื่นแล้วเหรอ?” เสียงเขาอ่อนโยน เหมือนคนที่กำลังยิ้มอยู่
“อาการไข้ดีขึ้นแล้วใช่ไหม อันนา?” เขาถามต่อทันทีน้ำเสียงฟังเหมือนถามธรรมดา แต่แฝงด้วยความห่วงใยที่ไม่ปิดบัง
“อืม ดีขึ้นเยอะแล้ว ขอบใจนายนะ...”เธอตอบเบา ๆ เสียงของเธออ่อนลงอย่างไม่รู้ตัวเมื่อได้ยินเสียงเขา
“นี่…เอ่อ…พีท…วันนี้เจอกันที่หอประชุมนะพรีเซนต์โครงการวิจัยนะ”
พีทหัวเราะนิด ๆ ทางสาย เสียงต่ำ ๆของเขาฟังแล้วชวนให้รู้สึกหวั่นไหวอย่างประหลาด
“ไม่ให้ฉันซ้อมเลยเหรอ? อย่างน้อยก็ช่วยกันติวนิดนึงสิ…ติวอีกนิดได้ไหมล่ะ…ที่ห้องเธอก็ได้ไม่นาน?” เขาพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งเจ้าเล่ห์ขับเน้นจังหวะคำว่า “ติว” จงใจจนเธอเนื้อกายของเธอขนลุกเกรียว
“…นี่นาย…งานซีเรียส…นายยังจะมาทำเป็นเล่น…ไปเจอกันที่หอประชุมนะ…ฉันจะวางสายแล้ว”เธอตอบทั้งที่หน้าร้อนวูบขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
“เดี๋ยวๆ สิ…ไม่ได้เล่นนะ โอเคๆ”
เสียงของเขาลดต่ำลงเล็กน้อย พร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ
“แค่คิดก็อยากพรีเซ็นต์ด้วยใกล้ๆ... แล้วละ…อืม…หลังจากพรีเซ็นต์เสร็จ…จากนั้นค่อยกลับมาให้ฉันสอน….ต่อที่ห้องเธอนะ” พีท ออกคำสั่งกับเธออีกครั้ง
““พีท!...นาย!!!” เธอร้องชื่อเขาออกมาเสียงหลงก่อนจะรู้สึกตัวและรีบกลบเกลื่อนรอยยิ้มที่มุมปาก
“ฉันจะเข้าไปรับ” เขาหัวเราะนิด ๆแต่ก็ทิ้งท้ายเบา ๆ อย่างจริงจังจนเธอรู้สึกได้ถึงความหมายแฝงในเสียงนั้น
“ไปเจอกันที่หอประชุมเลยเดี๋ยวฉันนั่งรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างเข้าไป เดี๋ยวไม่ทัน” เธอพูดออกไปอย่างรีบร้อนหวังให้เขาหยุดความคิดที่จะมารับเธอแต่ในใจกลับรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้
“งั้นก็ได้…เจอกันนะ...อันนา…ฉันอยากเจอเธอ”เขาพูดชื่อของเธอด้วยน้ำเสียงที่แฝงความคิดถึงบางอย่าง ก่อนจะยิ้มบาง ๆเหมือนรู้ว่ามันจะต้องมีอะไรบางอย่าง
“ดูแลตัวเองด้วย…ฉันเป็นห่วง” เขาพูดเสริมอีกครั้งแม้จะเป็นแค่ประโยคธรรมดาแต่จากการพูดแบบนั้นมันก็เหมือนจะบอกว่าเขาจะคิดถึงเธอมากแค่ไหน
เธอเงียบไปแว๊บนึงแอบรู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
แค่การพูดคุยกันก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังเคลื่อนไปช้าลง
“อืม…แล้วเจอกัน..นายคนกวนใจ”เธอทิ้งท้ายคำพูดออกไปแบบห้วน ๆแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกขัดแย้งระหว่างหงุดหงิดและอยากให้เขามาใกล้
พีท หัวเราะออกมาอย่างชอบใจในคำพูดของเธอเสียงนั้นฟังดูแสบ ๆ คัน ๆ และมีแววแห่งความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“คนกวนใจเหรอ?.....เดี๋ยวพรีเซ็นต์โครงการเสร็จเธอได้เจอคนกวนใจคนนี้กวนเธอจริงๆทั้งวันแน่นอน…”เขาตอบกลับด้วยคำขู่ เสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขี้เล่นแต่มันแฝงไว้ด้วยความตั้งใจอะไรบางอย่างที่เธอเองก็รู้สึกได้
“นาย….ฉันไม่พูดกับนายต่อแล้ว…เจอกัน…แค่นี้นะ” เธอโวยวายผ่านโทรศัพท์เหมือนเด็กน้อย รีบตัดบทสนทนาแล้ววางหูโทรศัพท์ทันที
หน้าแดงร้อนผ่าวจากการที่เขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนหัวใจจะกระโดดออกจากอกเขาจะทำอย่างที่พูดอีกสักกี่ครั้งกันถึงจะพอใจ? คำพูดของเขายังคงดังอยู่ในหู
พีทรู้สึกว่าเธอวางหูไปด้วยความเขินอาย เขาหัวเราะเบา ๆ ที่ได้เห็นผลของคำพูดตัวเอง
เขารู้ว่าเธอต้องรู้สึกอย่างไรแต่ก็ชอบที่จะเห็นเธออยู่ในสถานการณ์แบบนี้เขายิ้มมุมปากพร้อมกับรู้สึกถึงความตื่นเต้นในใจ
“อันนา…เธอเขิน...รู้ตัวหรือเปล่า?” เขาพูดกับตัวเองก่อนจะหันไปเตรียมตัวทันทีด้วยรอยยิ้มที่ไม่ยอมจางหายจากใบหน้าหล่อ
เขาไม่รีรอรีบเก็บของแล้วไปที่รถมอเตอร์ไซด์ที่เขาจะใช้เดินทางไปหอประชุมของมหาวิทยาลัย
ณ หอประชุมในมหาวิทยาลัย
วันนี้ดูคึกคักเป็นพิเศษในวันนี้นักศึกษาหลายทีมต่างเตรียมโน้ต สไลด์ และตัวอย่างผลงานวิจัยของตัวเองมาตั้งแต่เช้าโต๊ะจัดแสดงแต่ละทีมถูกเรียงเป็นแถวยาวตามหมวดหมู่ของคณะกรรมการ
อันนา มาถึงในเวลาไล่เลี่ยกับพีท เขายิ้มหล่อมาแต่ไกลพลางรีบก้าวเดินเข้ามาใกล้เธอ
พีท มองไปที่อันนาดวงตาของเขาจับจ้องที่รูปร่างของเธอแบบตั้งใจให้เธอรู้สึก
สายตาของเขาหลงไปที่ส่วนโค้งงาม ที่เคยได้สัมผัสเมื่อเขายืนอยู่ใกล้ๆเธอ ร่างสูงมองต่ำลงมา สายตาคมมองทะลุเข้าไปยัง เสื้อนักศึกษาที่รัดพอดีตัวเธอมันทำให้เนินเนื้อเต่งตึงแนบโชว์เด่นขึ้นมา อยู่
จินตนาการของเขาเริ่มบิดเบือนจากการพรีเซ็นต์งานไปสู่เรื่องอื่นที่เขาไม่อาจควบคุม
อันนา รู้สึกถึงความผิดปกติในสายตาของเขาเมื่อเธอเห็นเขามองมาในลักษณะนั้น เธอรู้ทันทีว่าพีทกำลังลอยไปจากงานที่ต้องทำเธอหยุดและหันกลับมาหาเขา พร้อมกับเสียงตักเตือนที่จริงจัง
"นี่นาย! ตั้งใจหน่อยนะตอนนี้เรากำลังจะพรีเซ็นต์งานแข่งขันกันอยู่!"เสียงของอันนาแผ่วเบาแต่หนักแน่น เธอเอียงหน้าและเขย่งเท้าให้สูงขึ้น เพื่อกระซิบใกล้หูพีท
ทำให้เขารู้สึกตัวจากความคิดที่วุ่นวาย พีท สบตากับเธอแต่อดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นความจริงจังในท่าทางของเธอ
"ฉันแทบรอให้การเสนอโครงการวิจัยจบไม่ไหวแล้วนะอันนา…"พีทพูดเสียงต่ำ โน้มตัวเข้าใกล้เธอ จนเกือบจะสัมผัสใบหน้าของเธอ เพื่อสื่อให้รู้ถึงความต้องการของเขา
"เสร็จจากงานพรีเซ็นต์…ฉันจะไปต่อที่หอเธอนะ!"เขากระซิบอย่างเจ้าเล่ห์ หัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าของอันนา ที่เริ่มเปลี่ยนไป
หญิงสาว แทบจะไม่กล้าสบตาเขาอีกครั้งใบหน้าของเธอร้อนผ่าว รู้สึกเหมือนเลือดในกายจะสูบฉีดแรงขึ้นรู้สึกถึงความตื่นเต้นที่ปะทุขึ้นในอก แต่เธอพยายามสะกดความรู้สึกนั้นไว้รีบหลบสายตาของเขาอย่างรวดเร็ว พยายามทำตัวเป็นปกติ
"นาย…หยุดพูดได้แล้วตั้งใจหน่อยสิ!" เสียงของเธอแผ่วเบาลงแต่ก็ยังไม่สามารถปกปิดความเขินอายที่เริ่มซ่อนอยู่ในแววตาได้
ก่อนที่เขาจะยิ้มและปรับสีหน้าให้ดูเหมือนว่าเขากำลังตั้งใจอยู่เต็มที่แม้ใจเขาจะยังมีความคิดที่วุ่นวายอยู่ก็ตาม
เมื่อถึงคิวของทั้งสองพรีเซ็นต์งาน
เธอและเขา เตรียมบอร์ดและสไลด์ด้วยกันเธอเช็กกราฟข้อมูลขณะที่พีทจัดรูปเลย์เอาท์บนจอ เมื่อถึงคิวพรีเซนต์ อันนา เดินขึ้นเวทีพร้อมเสียงตีกลองในหัว
แต่เมื่อเธอเริ่มพูด...ทุกอย่างก็คล้ายกับการหายใจ
เธอจำได้หมด—จากการตั้งสมมติฐานการเก็บข้อมูลภาคสนาม เทคนิคการวิเคราะห์ด้วย AI จนถึงผลลัพธ์ที่สามารถนำไปใช้จริงกับโครงการพัฒนา
พีท เสริมในจุดที่เป็นเทคนิคเขาอธิบายเรื่องตัวแปรควบคุมด้วยน้ำเสียงมั่นใจ และเมื่อเขาพูดจบก็หันไปมองหน้าเธอเล็กน้อยเหมือนจะบอกว่า “ต่อเลย เธอเก่งอยู่แล้ว”
หลังการพรีเซนต์จบลงพวกเขาได้รับเสียงปรบมือจากกรรมการที่แม้จะเคร่งขรึม แต่ก็พยักหน้าเบา ๆหลายครั้งระหว่างการนำเสนอ
เมื่อเดินลงจากเวทีมาอันนาแทบจะทรุดลงนั่ง ขาของเธอสั่นจนแทบรับน้ำหนักไม่ไหวหัวใจยังเต้นแรงจากความตื่นเต้นที่เพิ่งผ่านไป
“เรา... ทำได้ใช่ไหม?” เธอถามเขาเสียงเบา คล้ายกระซิบ แบบลืมตัวและถามเพื่อความมั่นใจ
“ทำได้ดีมากด้วย ไม่ต้องสงสัยเลย”เขาพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง
เธอมองหน้าคมเข้มของเขาดวงตาภายใต้กรอบแว่นสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจรู้สึกเหมือนใจเบาขึ้นในทันที เหมือนแบกอะไรไว้หนัก ๆ แล้วได้วางมันลงเสียที
พีท มองเธออยู่เงียบ ๆ ใจเต้นช้าลงจากความตื่นเต้นบนเวทีแต่กลับพองโตจากความรู้สึกบางอย่างที่แทรกเข้ามาแทนที่
เขารู้สึกภูมิใจ… และดีใจอย่างที่สุดที่มีเธอเป็นคู่ในโครงการวิจัยครั้งนี้
ในวินาทีที่เธอยืนอยู่ตรงกลางเวทีใช้น้ำเสียงฉะฉาน สายตานิ่งและมั่นใจ อธิบายโครงการวิจัยอย่างชัดเจนและน่าติดตาม
พีท กลับเป็นฝ่ายที่ต้องกลืนน้ำลายเงียบ ๆแล้วยอมรับว่า เขาเองก็ยังทึ่งในความสามารถของเธอ
ในแววตาแสนสวยของอันนาภายใต้กรอบแว่นเรียบง่ายคู่นั้น… เขาเห็นประกายของไหวพริบ ฉลาดเฉลียวและความมุ่งมั่นที่เขาไม่เคยละสายตา
“รู้ไหม ฉันดีใจนะที่คนที่ยืนข้างฉันบนเวทีวันนี้คือ เธอ อันนา” พีท พูดเสียงนุ่มแต่มีความหมายลึกซึ้ง
อันนา ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มเขินอายรอยยิ้มที่ดูดึงดูดใจของเธอทำเขาใจหวาบหวิว
“นายกับฉัน….เราทำมันด้วยกันนะ” เธอพูด และหน้าแดงเล็กน้อย
“แต่สุดท้าย คนที่พูดได้ดีคือเธอ”เขายิ้มอีกครั้ง — ยิ้มแบบที่ทำให้ใครมองก็ยากจะละสายตา
เขากระซิบใกล้ๆ หูร้อนผ่าวของเธอ
“คืนนี้…ต้องฉลองอยู่กับฉันแค่สองคน…แทบรอไม่ไหวแล้วอันนา” เขาพูดกระซิบเสียงพร่าเชิงบังคับในใจของเขาตอนนี้คิดไปไกลถึงแผนการเจ้าเล่ห์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป
“นาย…เอาอีกแล้วนะ…”
“แต่…..เอ่อ……ก็ได้” เธอทำหน้างอนน่ารัก สิ่งที่เป็นข้อผูกมัดเธอไว้เธอจำได้แน่นอนยังไงเธอก็ต้องยอมเขาอยู่ดี
แต่ลึกๆสิ่งผูกมัดนั้นไม่ใช่เหตุผลหลัก แต่ในความเป็นจริง ลึกลงไปกว่านั้น...เหตุผลทั้งหมดนั้นไม่ใช่ต้นตอของคำว่า “ก็ได้” ที่หลุดจากปากเธอ
หัวใจต่างหาก...ที่ ณ ตอนนี้หัวใจของเธอที่แสนจะง่ายเวลาอยู่ใกล้เขา ง่ายเกินไป… และยอมเขาโดยไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ
เมื่อถึงเวลาประกาศผล….
เสียงในหอประชุมเงียบกริบทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังเวที คณะกรรมการกำลังรวบรวมเอกสารบางอย่างก่อนที่หนึ่งในนั้นจะหยิบไมโครโฟนขึ้นมาเสียงหัวใจของอันนาเต้นแรงจนเธอแทบไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง พีท เองก็นั่งนิ่งดวงตาแน่วนิ่งมองตรงไปข้างหน้า
“และผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศในปีนี้ได้แก่...”
เสียงเงียบชั่วขณะยาวนานพอจะทำให้คนทั้งห้องกลั้นหายใจ
“โครงการวิจัย เรื่อง “….”’ โดย…..และทันทีคณะกรรมการก็ได้ ชื่อของพีทและอันนาขึ้นมา เป็นผู้ชนะในครั้งนี้!”
เสียงปรบมือดังกระหึ่มห้องทันทีที่ชื่อของทั้งสองถูกประกาศออกมาอันนา นิ่งงันไปชั่ววินาที ก่อนจะหันไปสบตาพีทดวงตาของเขาทอประกายอบอุ่นพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่เธอเห็นไม่บ่อยนัก
“เราชนะแล้ว…” เธอ พึมพำก่อนจะเผลอพุ่งตัวเข้าไปกอดรอบเอวชายหนุ่มไว้แน่นด้วยความดีใจอย่างลืมตัว
ร่างสูง ชะงักเล็กน้อยแต่ก็ยกแขนขึ้นโอบรับเธอไว้เบา ๆ รอยยิ้มเจ้าเลห์ปรากฏให้เห็น
ก่อนที่อันนาจะรู้สึกตัวและผละออกมาอย่างรวดเร็วใบหน้าเธอแดงระเรื่อขณะพยายามเรียกความสงบกลับมา
“ขอโทษ... ฉันแค่ตื่นเต้นไปหน่อย”เธอพูดเบา ๆ
“เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะกอดเอาคืนทั้งคืน…คอยดู” เขากระซิบตอบเรียบ ๆแต่แววตานั้นบอกทุกอย่าง
เธอมองค้อนขวับ แก้มเจือสีแดงระเรื่อความร้อนพุ่งผ่านใบหน้าและหูขึ้นมาทันที
เมื่อทั้งสองขึ้นรับรางวัลเสียงปรบมือยังคงดังอย่างต่อเนื่อง แสงแฟลชวาบวับจากกล้องถ่ายภาพทุกอย่างเหมือนภาพในฝัน
หลังจากนั้นพวกเขาจึงกลับลงมานั่งที่เดิม ท่ามกลางคำแสดงความยินดีจากเพื่อน ๆ และคณะอาจารย์
อันนา นั่งลงอย่างโล่งใจมือยังคงกำถ้วยรางวัลแน่น ราวกับกลัวว่าทุกอย่างจะเป็นแค่ภาพลวงตา
พีท หันมามองเธอ ยิ้มเล็กน้อย
“เก็บไว้ให้ดีนะ มันคือผลงานของเรา”พีทมองดวงตาคมคู่สวยภายใต้กรอบแว่นตาที่ตอนนี้กำลังดีใจจนไม่รู้จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไร
อันนา พยักหน้าดวงตาเป็นประกาย—ไม่ใช่แค่เพราะชัยชนะแต่เพราะบางอย่างในหัวใจกำลังเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ
หลังเสียงปรบมือจางลงคณะกรรมการยังไม่วางไมโครโฟน เขายิ้มกว้างก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ
“และเนื่องจากโครงการของทั้งสองมีความโดดเด่นอย่างมากในเชิงวิชาการและการประยุกต์ใช้ทางคณะกรรมการจึงมีข่าวดีอีกข้อหนึ่งจะประกาศ... ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในปีนี้จะได้รับทุนศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ สหราชอาณาจักร ประเทศอังกฤษ จนจบการศึกษา”
ห้องประชุมเงียบไปชั่ววินาทีก่อนเสียงปรบมือจะระเบิดขึ้นอีกครั้ง ทว่าสำหรับอันนาและพีททุกอย่างดูจะหยุดนิ่งลง เหมือนเวลาในโลกทั้งใบชะงักอยู่แค่ตรงนั้น
“ไปอังกฤษ?” อันนาพึมพำดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อ
พีท หันหน้าหล่อของเขา มามองเธอด้วยสีหน้าตกตะลึงไม่แพ้กันก่อนที่มุมปากเขาจะยกยิ้มขึ้นอย่างช้า ๆ
“ทำไมมันช่างประจวบเหมาะ.. ฉันเองก็ต้องไปดูงานกับพ่อที่อังกฤษตั้งหกเดือนอยู่แล้วนี่นา…ถือโอกาสบอกพ่อว่าจะเรียนต่อไปเลย” เขาคิดอย่างไม่นึกว่าจะมีโอกาสแบบนี้
“นี่มันเป็น โอกาสที่จะได้ไปเรียนด้วยกันจริงๆ สินะ…มีเธอไปด้วยอันนา”
ด้าน อันนา เธอยิ้มทั้งน้ำตาเธอกุมมือแน่นราวกับกลัวว่าความสุขนี้จะหลุดลอยไป
“พ่อคะ... แม่คะ... น้องอาร์ต...”เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ น้ำตาเอ่อคลอเต็มสองตาคู่คมสวย
“อันนา... ทำได้แล้วนะคะ...”
เธอเงยหน้าขึ้นอย่างมุ่งมั่นดวงตาที่ยังเปียกชื้นด้วยน้ำตานั้นกลับเปล่งประกายแน่วแน่
“อันนาจะตั้งใจเรียน จะดูแลตัวเอง และต่อไปจะดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด”
พีท มองมาเธอเงียบ ๆ ริมฝีปากได้รูปยิ้มมุมปากขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นว่าทางข้างหน้าจะมี อันนา ร่วมเดินทางไปด้วย