เซียวจิ่วเอ๋อร์เดินไปนั่งที่ขอบหน้าต่าง มือข้างหนึ่งเท้าคางพลางมองดูผู้คนเบื้องล่างที่กำลังเดินขวักไขว่ นางจมลึกอยู่กับความคิดของตนเอง
หาก้าทะลวงขั้นเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ด ไม่เพียงแต่ต้องมีพลังิญญาที่แข็งแกร่ง แต่ยังจำเป็ต้องใช้ยาชะล้างไขกระดูกมากถึงหนึ่งร้อยเม็ด
การทะลวงขั้นย่อมมีความเสี่ยง หากล้มเหลวในแต่ละครั้งพลังิญญาของนางจะลดลงไปถึงสามระดับ ดังนั้นหาก้าเพิ่มโอกาสสำเร็จ คุณภาพของยาก็ต้องสูงขึ้นตามไปด้วย
โอสถขั้นสี่ โอกาสสำเร็จห้าส่วน
โอสถขั้นห้า โอกาสสำเร็จแปดส่วน
แต่ปัญหาคือโอสถขั้นห้านั้นราคาแพงลิบลิ่ว เพียงเม็ดเดียวก็มีราคาสูงถึงหนึ่งพันตำลึงทองและยังหาได้ยากยิ่ง นับเป็ของล้ำค่าที่ไม่ใช่ทุกคนจะได้
ได้ยินมาว่าเซียวเฟิ่งเอ๋อร์เป็นักหลอมโอสถ แต่ด้วยความสามารถของนางในตอนนี้ก็ทำได้เพียงหลอมโอสถขั้นสี่เท่านั้น
ทว่าด้วยทักษะการหลอมโอสถนี้เอง เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ก็สามารถทำเงินให้ตระกูลเซียวได้มหาศาล อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงอันโด่งดังของนางในฐานะอัจฉริยะให้โดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีก
เซียวจิ่วเอ๋อร์ในฐานะผู้สืบทอดเ้าหุบเขาโอสถ การหลอมโอสถแค่นี้ถือเป็เื่เล็กน้อยสำหรับนาง
ขอเพียงมีเตาหลอมและวัตถุดิบ นางมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถปรุงโอสถที่้าได้อย่างแน่นอน
แต่ปัญหายังไม่จบเพียงเท่านี้...เพราะเตาหลอมเองก็มีราคาสูงลิบลิ่วเช่นกัน
อีกทั้งตอนนี้นางก็ออกจากจวนสกุลเซียวมาแล้ว นางจำเป็ต้องหาที่พักแห่งใหม่ อย่างไรก็ตาม นางก็คิดว่าป่าอสูรนอกเมืองนั้นดูจะเหมาะสมอยู่ไม่น้อย เพราะที่นั่นทั้งเงียบสงบและยังเหมาะสำหรับการฝึกฝนอีกด้วย
แต่ปัญหาคือ…การต้องพาเด็กน้อยไปอาศัยอยู่ในป่าราวกับคนไร้บ้านนั้นช่างไร้ศักดิ์ศรีเกินไป
หากจะสร้างที่พักในป่าอสูรอย่างลับๆ โดยไม่มีใครล่วงรู้ ก็ใช่เื่ที่จะทำเสร็จได้ภายในวันสองวัน
ทางเลือกที่เหลืออยู่จึงมีเพียงไปพักที่โรงเตี๊ยมหรือซื้อบ้านสักหลัง
ทว่าทางเลือกเหล่านี้ล้วนมีปัญหาเดียวกัน นั่นก็คือนางไม่มีเงิน...
จวนสกุลเซียวนั้นเต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติ แต่เซียวจิ่วเอ๋อร์กลับไม่เหลือแม้แต่เงินติดตัวสักแดง
นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง คิ้วที่ขมวดมุ่นก็ค่อยๆ คลายออก ก่อนจะเผยรอยยิ้มโล่งอก
“ตระกูลเซียวทำเื่เลวทรามมามากมาย ่เวลาสำคัญแบบนี้ ถ้าจะสนับสนุนข้าสักหน่อยคงไม่เกินไปนักหรอก จริงไหม”
ยังมีอีกคนหนึ่งที่นางนึกถึง ท่านราชครูจอมสารเลวคนนั้นปรากฏตัวอย่างยิ่งใหญ่อลังการ แสดงว่าเขาย่อมไม่ขัดสนเื่เงินทองอย่างแน่นอน
ดวงตาของเซียวจิ่วเอ๋อร์เป็ประกาย นางคิดแผนการได้ในทันที นางหันไปมองซิงซิงเด็กน้อยที่ยังคงหลับสนิทอยู่
“รอให้เ้าเด็กน้อยตื่นก่อนแล้วกัน”
ณ จวนสกุลเซียว
เซียวหรันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ใบหน้าของนางยังคงซีดเซียวและเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
วันนี้ควรจะเป็วันที่ชื่อเสียงของนางดังกระหึ่มไปทั่วทั้งเมืองหลวง แต่ทุกอย่างกลับพังทลายลงเพราะเซียวจิ่วเอ๋อร์ นางไม่มีทางปล่อยนังสารเลวนั่นไปแน่!
“บ่าวคนไหนอยู่ข้างนอก!” เซียวหรันะโลั่น
เมื่อบ่าวรับใช้รีบเข้ามา นางสั่งเสียงเข้มด้วยความคั่งแค้น “ไปตามหาว่าตอนนี้เซียวจิ่วเอ๋อร์อยู่ที่ไหน หาให้เจอเดี๋ยวนี้!”
เมื่อเซียวหรันออกคำสั่ง บ่าวรับใช้ก็รีบทำตามทันที จนกระทั่งครึ่งชั่วยามให้หลัง บ่าวก็กลับมารายงาน
“คุณหนูเ้าคะ เซียวจิ่วเอ๋อร์พาเด็กคนนั้นไปพักที่โรงเตี๊ยมิไหล ได้ยินว่าก่อนนางออกจากจวนสกุลเซียว ได้ทะเลาะกับนายท่านเสียงดังลั่น และนายท่านก็ดูเหมือนจะตัดขาดความเป็พ่อลูกกับนางแล้วเ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เซียวหรันก็แสยะยิ้มเ็า
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าก็จะทำให้นางตายได้สนิทกว่าเดิม ซินเหมยไปจวนสกุลเจี่ย แล้วพาคุณชายเจี่ยมาที่นี่!”
“จวนสกุลเจี่ย?” บ่าวรับใช้ชื่อซินเหมยขมวดคิ้วอย่างสงสัย “คุณชายเจี่ยไม่ใช่คนโง่หรือเ้าคะ คุณหนูจะไปหาคนอย่างเขาทำไม”
คุณชายใหญ่แห่งตระกูลเจี่ยเป็ที่รู้จักกันทั่วทั้งเมืองหลวงว่าเป็คนอ้วนฉุ งุ่มง่าม ซ้ำสติยังไม่สมประกอบอีกต่างหาก
เื่นี้กล่าวไปก็แปลกนัก ท่านเจี่ยแม้จะร่ำรวยมหาศาลและมีบารมีไม่น้อย แต่กลับไม่มีลูกชายเลยสักคน จนกระทั่งตอนอายุสามสิบเขาได้ลูกชายคนแรก แต่โชคร้ายยิ่งนักที่ลูกชายคนนี้กลับมีสติปัญญาไม่ครบถ้วน
ต่อมาเขาแต่งภรรยาใหม่อีกหลายคน บางครั้งแต่งเป็อนุภรรยาและให้กำเนิดลูกถึงสิบกว่าคน แต่กลับกลายเป็ว่าทุกคนล้วนเป็ลูกสาวทั้งสิ้น
จนถึงวันนี้ ท่านเจี่ยอายุเกินหกสิบปีไปแล้ว แต่เจี่ยเจิ้งชูผู้เป็ลูกชายที่แสนคนโง่เขลายังคงเป็ทายาทชายเพียงคนเดียวของท่านเจี่ย ถึงจะโง่งมไปบ้าง แต่ด้วยความที่เป็สายเืแท้ๆ เขาก็ไม่อาจทำใจฆ่าทิ้งได้
ตระกูลเจี่ยทำการค้าขายมาหลายชั่วอายุคน ร้านค้าในเครือตระกูลนี้กระจายอยู่ทั่วเมืองต่างๆ ของแคว้นเป่ยหลิง สิ่งที่พวกเขามีมากที่สุดก็คือเงิน
ด้วยเหตุนี้ท่านเจี่ยจึงทุ่มเงินมหาศาลเพื่อหาภรรยาให้กับเจี่ยเจิ้งชู ลูกชายที่ไม่สมประกอบของเขาถึงห้าคน หวังว่าสักวันหนึ่งพวกนางจะสามารถให้กำเนิดหลานชายที่มีสุขภาพแข็งแรงและเฉลียวฉลาด
แต่ผ่านไปหลายปีแล้ว ภรรยาทั้งห้าของเจี่ยเจิ้งชูก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะตั้งครรภ์ ทำให้ตระกูลเจี่ยกลายเป็หัวข้อซุบซิบและเื่ตลกของผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวง
เซียวหรันยังจำได้ว่าหลายปีก่อน ท่านเจี่ยเคยมาเยือนจวนสกุลเซียวเพราะเจี่ยเจิ้งชูลูกชายของเขา หลังจากได้พบหน้าเซียวจิ่วเอ๋อร์เพียงครั้งเดียว เขาก็เอาแต่ร่ำร้องโวยวายว่าจะขอนางเป็ภรรยาให้ได้
เื่ราววุ่นวายในครั้งนั้นถึงกับกลายเป็เื่ใหญ่โต เพราะเจี่ยเจิ้งชูแอบปีนกำแพงจวนสกุลเซียวกลางดึก แล้วบุกเข้าไปในห้องของเซียวจิ่วเอ๋อร์ จนสุดท้ายเขาถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็ขโมย และถูกฉงซวงตีซะยับเยิน
เมื่อคิดดู…น่าจะเป็เื่ราวเมื่อสี่ปีที่แล้วนี่เอง
“ซินเหมย เ้ายังจำเื่ที่เจี่ยเจิ้งชูแอบปีนกำแพงจวนสกุลเซียวในคืนนั้นได้หรือไม่”
เซียวหรันเอ่ยถามเบาๆ พลางมองถ้วยชาในมือด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“จำได้แน่นอนเ้าค่ะ! คุณหนู ทำไมจู่ๆ ถึงพูดถึงเื่นี้ขึ้นมาล่ะเ้าคะ”
เซียวหรันแสยะยิ้มบาง ดวงตาเป็ประกายวาววับ นางเงยหน้าขึ้นมองสาวใช้พร้อมกล่าวเสียงเย็น
“ลูกชายของเซียวจิ่วเอ๋อร์อายุราวๆ สามขวบ หากนางตั้งครรภ์เมื่อสี่ปีก่อน เ้าคิดว่า…เด็กคนนี้จะเป็ลูกของเจี่ยเจิ้งชูหรือไม่”
นางเอ่ยพลางหัวเราะเบาๆ อย่างอดไม่ได้
“รีบไปพาเจี่ยเจิ้งชูมาที่นี่เดี๋ยวนี้”
“รับทราบเ้าค่ะคุณหนู! ข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย!”
ซินเหมยไม่กล้ารอช้า รีบหมุนตัวตรงดิ่งไปยังจวนสกุลเจี่ยทันที
เซียวหรันนั่งรออยู่ในห้องด้วยความอดทน ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน จนกระทั่งมีเสียงของเจี่ยเจิ้งชูดังมาจากด้านนอก
“จิ่วเอ๋อร์อยู่ที่ไหน เ้าว่าถ้าข้ามาที่นี่ ข้าจะได้แต่งงานกับจิ่วเอ๋อร์! หากเ้ากล้าหลอกข้า ข้าจะตีเ้าให้ตายเลย!”
“คุณชายเจี่ย บ่าวไหนเลยจะกล้าหลอกท่าน เราเข้าไปคุยกันข้างในก่อนเถอะเ้าค่ะ!”
ซินเหมยรีบปลอบเขาพลางพาเจี่ยเจิ้งชูเดินเข้ามาในห้อง
เมื่อเห็นคนที่เดินเข้ามาในห้อง เซียวหรันก็อดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้ารังเกียจและดูแคลนอย่างชัดเจน
นางไม่ได้พบเจี่ยเจิ้งชูมานานแล้ว ไม่คิดเลยว่าเ้าคนโง่นี่แม้สมองจะไม่ค่อยดี แต่เื่กินเื่นอนกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย
แม้เขาจะสูงถึงห้าฉื่อ[1]หกชุ่น[2] แต่ดูจากรูปร่างแล้วน้ำหนักคงไม่ต่ำกว่าร้อยเจ็ดสิบจิน[3] แน่นอนริมฝีปากของเขายังเปื้อนคราบน้ำลาย ดูยังไงก็เหมือนหมูตัวหนึ่ง
หมูโง่กับขยะไร้ค่าอย่างเซียวจิ่วเอ๋อร์ก็ถือว่าเหมาะสมกันดี
“เ้าเป็ใคร” เจี่ยเจิ้งชูถามอย่างงุนงง ก่อนจะเหลียวซ้ายแลขวา “จิ่วเอ๋อร์อยู่ที่ไหน”
“ข้าเป็พี่สาวของจิ่วเอ๋อร์ คุณชายเจี่ยมานั่งตรงนี้ก่อน แล้วข้าจะบอกว่าตอนนี้นางอยู่ที่ไหน”
เซียวหรันแสร้งยิ้มหวาน พลางเรียกเจี่ยเจิ้งชูให้นั่งลง แล้วส่งสายตาให้ซินเหมย
ซินเหมยรับคำสั่ง นางเดินออกจากห้องแล้วปิดประตู ทิ้งให้ภายในห้องเหลือเพียงเซียวหรันและเจี่ยเจิ้งชูเท่านั้น
เซียวหรันลดเสียงให้เบาลง ก่อนจะเอ่ยถามว่า “คุณชายเจี่ย ท่านรู้จักโรงเตี๊ยมิไหลหรือไม่”
“ไม่รู้ๆ!” เจี่ยเจิ้งชูตอบอย่างไม่สบอารมณ์ สายตาของเขากวาดไปทั่วห้องอย่างหงุดหงิด
“เ้าพูดมากเหลือเกิน จิ่วเอ๋อร์ล่ะ ข้าจะได้เจอนางเมื่อไหร่!”
เซียวหรันสูดหายใจลึก พยายามระงับความหงุดหงิดและความอยากจะฟาดเขาให้หายแค้น แล้วยิ้มฝืนๆ พร้อมกล่าวเสียงอ่อนหวาน
“จิ่วเอ๋อร์อยู่ที่โรงเตี๊ยมิไหล หากท่านเชื่อฟังข้า คืนนี้ข้าจะทำให้นางไปนอนกับท่าน และจะให้นางคลอดลูกชายให้ท่าน ดีหรือไม่”
สิ้นคำของเซียวหรัน เจี่ยเจิ้งชูก็พลันเงียบสงบทันที
เจี่ยเจิ้งชูหัวเราะอย่างโง่เขลาพร้อมพยักหน้ารัวๆ จากนั้นนั่งลงด้านข้างเซียวหรัน ก่อนจะดึงชายเสื้อของนางพลางออดอ้อนว่า “พี่สาวคนดี ข้าจะเชื่อฟังเ้า ข้าอยากมีลูกชาย!”
“ถ้าอย่างนั้น คืนนี้ยามฉู่[4] เ้าจงไปที่โรงเตี๊ยมิไหล ห้องเทียนจื้อหมายเลขสอง จำไว้ให้ดีว่าห้ามป่าวประกาศเื่นี้ออกไปเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นถ้าจิ่วเอ๋อร์รู้ว่าเ้าจะไปหา นางจะหนีไปเสียก่อน”
“ข้าไม่ป่าวประกาศแน่!” เจี่ยเจิ้งชูยกมือปิดปากตัวเองแน่นราวกับกลัวคำพูดจะเล็ดลอดออกไป ก่อนกล่าวเสียงอู้อี้
“ข้าจะไม่บอกใครทั้งนั้น! ข้าจะไปหาจิ่วเอ๋อร์แบบเงียบๆ!”
เซียวหรันยิ้มอย่างพึงพอใจ ในใจกลับแอบด่าเขาว่า ไอ้โง่เง่า
แต่ก็ต้องยอมรับว่าเ้าหมูอ้วนโง่เง่านี่เชื่อฟังและหลอกใช้ได้อย่างไม่ยากเย็น
ในเมื่อเขาหลงใหลเซียวจิ่วเอ๋อร์นัก นางก็จะจัดการให้สมใจ
หลังจากคืนนี้ไป นางจะทำให้ทั้งเมืองหลวงรู้ว่าเจี่ยเจิ้งชูกับเซียวจิ่วเอ๋อร์นอนอยู่ด้วยกันที่โรงเตี๊ยม!
[1] ฉื่อ คือหน่วยวัดของจีน 1 ฉื่อ ยาวประมาณ 3 เมตร
[2] ชุ่น คือหน่วยวัดของจีน 1 ชุ่น ยาวประมาณ 30 เิเ
[3] จิน คือหน่วยวัดของจีน 1 จิน หนักประมาณ 500 กรัม
[4] ยามฉู่ คือเวลาประมาณ 01.00 น. – 03.00 น.