พอสิ้นเสียงก้อนแสงที่กลางห้องนั้นก็ค่อยๆ ลอยเข้ามาหาอี้เหรินเฟิ่ง แล้วมันก็หายเข้าไปกลางหน้าผากของอี้เหรินเฟิ่ง อี้เหรินเฟิ่งรวบรวมสมาธิทำความเข้าใจเคล็ดวิชา จมจ่อมอยู่ในโลกของจิตใต้สำนึก มรดกวิชาอาภรณ์โลหิตนั้นเป็สุดยอดวิชาที่ใช้ในการสับประยุทธ์เลยก็ว่าได้
วิชานี้มีทั้งท่าร่าง เคล็ดจิตสังหาร อีกทั้งเคล็ดฟื้นฟู ท่าร่างของวิชานี้นับว่าเป็สุดยอดวิชาท่าเท้าวิชาหนึ่งในใต้หล้า มันสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างไร้ร่องรอย รวดเร็วประดุจแสงถ้าเกิดใช้ในยามค่ำคืนที่มืดมิดนั้น
ผู้ใช้จะเสมือนมลายหายไปในความมืดนั้น เหมาะสำหรับใช้ในการสังหารยามค่ำคืนยิ่ง เคล็ดจิตสังหารเป็การใช้งานจิตสังหารในระดับสูง ไม่ว่าจะเก็บซ่อนหรือโจมตี
ยามเก็บซ่อนจิตสังหารนั้นผู้ใช้จะเสมือนก้อนหินต้นไม้ ไม่อาจััไดๆ ได้ แต่เมื่อยามไดที่สำแดงเคล็ดวิชาเพื่อโจมตีแล้วนั้น จิตสังหารที่แสดงออกไปจะทำไห้คู่ต่อสู้รู้สึกราวกับโดนกรงเล็บแหลมคมตรึงไว้ทั่วร่าง สติหลุดหลอยออกจากร่าง ไม่สามารถเคลื่อนไหวจนถึงขั้นชะงักงันอยู่กับที่ได้เลย
อีกทั้งยังมีเคล็ดพื้นฟูอีกอย่างหนึ่งมันคือ อาภรณ์โลหิตสมชื่อเมื่อใช้เคล็ดวิชานี้โลหิตของศัตรูเปรียบเสมือนกับยารักษาของเราก็ว่าได้ ผู้ใช้จะรวมรวมโลหิตของศัตรูมาไว้ที่ร่างกายของตนแล้วดูดซับเข้าสู่ร่างของตนเองโดยตรง เพื่อทำการรักษาาแและฟื้นฟูพลังของตน เสมือนห่มคลุมด้วยอาภรณ์แห่งความะสามารถต่อสู้ได้นานเท่าที่จะ้า
อี้เหรินเฟิ่งได้จมจ่อมอยู่กับเคล็ดวิชาเพื่อทำความเข้า เขาใช้เวลาไปกว่าห้าวันในการทำสมาธิ หลังจากตื่นขึ้นมาเขาก็กลับมาอยู่ที่ห้องหินหลังน้ำตกแล้ว ในถ้ำตอนนี้มีเพียงจินฉาน และขวดโอสถหนึ่งขวด
จินฉานได้บอกกับเขาว่านี่เป็โอสถวิเศษ โอสถัทะลวงนภาที่สือซ่านเทียนเหลือทิ้งไว้ไห้กับเขา เห็นดังนั้นอี้เหรินเฟิ่งก็ไม่รอช้า จับยัดเข้าปากทันที เขาอยู่ในถ้ำเพื่อย่อยสลายพลังและฝึกฝนอีกกว่าหนึ่งเดือน
ด้วยโอสถวิเศษเม็ดนี้ ทำไห้ในตอนนี้อี้เหรินเฟิ่งสามารถเลื่อนขั้นระดับพลังได้ถึงสองขั้นในคราเดียว เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาในยามนี้ แสงสีแดงและสีฟ้าน้ำทะเลสาดออกมาจากดวงตาของเขา
บัดนี้อี้เหรินเฟิ่งบรรลุพลังขั้นกายทองระดับสูงสุดขั้นปลายได้สำเร็จ เหลืออีกเพียงก้าวเดียวอี้เหรินเฟิ่งจะบรรลุถึงระดับหลอมจิตได้แล้ว
หลังจากนั้นอี้เหรินเฟิ่งก็นำจินฉานออกเดินทางต่อไป พวกเขาในตอนนี้เดินทางด้วยความสนุกสนาน จินฉานทำหน้าที่ค้นหาสมบัติไปตามทาง
อี้เหรินเฟิ่งก็ใช้เคล็ดอาภรณ์โลหิตในการเดินทางเก็บงำพลังกายและจิตสังหาร นอกจากจะเป็สัตว์อสูรระดับสูงที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในป่านี้แล้ว สัตว์อสูรอื่นๆ ไม่สามารถที่จะรับรู้ถึงอี้เหรินเฟิ่งโดยเด็ดขาด ในที่สุดบัดนี้อี้เหรินเฟิ่งอายุได้ 10 ขวบปีเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
เป็เด็ก 10 ขวบที่มีพลังกายทองระดับสูงสุดขั้นสูงสุดที่หามิได้อีกแล้วในรอบหมื่นปีของแดนนี้ วันนี้พวกเขาทั้งสองยังคงมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกต่อไป
"นี่จินฉาน เ้ารู้ไหมข้าอยู่ในป่าบ้านี่มาสามปีแล้วนะ ท่านพ่อเอาข้ามาปล่อยไว้กลางป่าั้แ่ข้าอายุได้เพียงเจ็ดขวบเท่านั้นเอง"
จินฉาน "โอ้โหท่านพี่ บิดาท่านช่างโหดร้ายยิ่งนัก เขาโกรธแค้นอันไดท่านหรือไม่ ไฉนเขาทำกับท่านเช่นนี้"
อี้เหรินเฟิ่ง"เขาไม่ได้โกรธแค้นไดๆ ข้าหรอก ท่านพ่อเป็คนเก็บข้ามาเลี้ยงเองกับมือ ที่เขานำข้ามาปล่อยไว้ที่นี่ เนื่องจากข้านั้นสำเร็จวิชาขั้นต้นของเขาแล้ว เขาจึง้าไห้ข้าฝึกฝนอยู่ข้างนอกเพียงลำพัง เพื่อที่ข้าจะสามารถมีชีวิตรอดในดินแดงแห่งนี้อย่างมั่นคง"
จินฉาน"แล้วท่านพ่อของท่านเก็บท่านมาจากไหนรึ แล้วท่านพี่ทราบหรือไม่ว่าครอบครัวที่แท้จริงของท่านเป็ไครอยู่ที่ไหน"
อี้เหรินเฟิ่ง"ท่านพ่อเก็บข้ามาจากรังนกน่ะข้าก็ไม่ทราบรายละเอียดเช่นกัน ส่วนครอบครับที่แท้จริงของข้านั้นข้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่เหมือนจะเคยได้ยินมาว่า เป็แดนเทพหน่ะนะ แต่จะเป็ผู้ไดนั้นข้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน"
จินฉาน"แล้วท่านพี่จะไปตามหาไหมล่ะ"
"คงจะต้องไปในสักวันหนึ่ง วันไดที่ข้าฝึกฝนเสร็จสิ้น ท่านพ่อไห้สัญญากับข้าไว้แล้วว่าจะไห้ข้าออกท่องโลกกว้าง เมื่อวันนั้นมาถึงเ้าจะไปท่องโลกอันกว้างใหญ่กับข้าหรือไม่ จินฉาน"
จินฉาน"แน่นอนอยู่แล้วท่านพี่ เราเป็พี่น้องกันนี่นา ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า"จินฉานหัวเราะอย่างอารมณ์ดี โลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ยังมีสมบัติมากมายรอเขาไปเขมือบอยู่นะ
ทั้งสองเดินทางเข้าสู่ชายขอบของป่าใหญ่แล้วในขณะนี้ สังเกตได้จากสัตว์อสูรต่างๆ ที่พบเจอในระยะหลังมานี้ พวกมันเป็สัตว์อสูรระดับต่ำแทบจะทั้งสิน
อี้เหรินเฟิ่งคาดเดาว่าเขาน่าจะหลุดออกจากป่าแห่งนี้ได้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ เดินทางกันไปอีกไม่กี่วัน ในที่สุดทั้งสองก็เจอเข้ากับทีมล่าสัตว์ทีมหนึ่ง พวกเขามีกันอยู่ห้าคน เป็ผู้ชายทั้งหมด
อี้เหรินเฟิ่งหลบอยู่บนต้นไม้มองดูพวกเขาอย่างเงียบๆ ทีมล่าสัตว์เ่าั้กำลังต่อสู้อยู่กับกระทิงใหญ่อยู่ กระทิงป่าสัตว์อสูรระดับสอง ถ้าไห้อี้เหรินเฟิ่งจัดการก็คงจัดการได้ในพริบตาเดียว
แต่กับเหล่านักล่าสัตว์เ่าั้มันไม่ง่ายเลย พวกเขาเป็เพียงกลุ่มชายฉกรรจ์ระดับขั้นกายเงินเท่านั้นการต่อสู้ค่อนข้างจะทุลักทุเลอยู่บ้างในตอนนี้
พวกเขาพยายามเข้ากลุ้มรุมกระทิงป่าอย่างดุดัน สองคนล่อไห้กระทิงโจมตี อีกสามคนอยู่ด้านหลังคอยยิงลูกธนูโจมตีอยู่ห่างๆ อี้เหรินเฟิ่งคุยกับจินฉานไว้แล้วว่าจะติดตามชายกลุ่มนี้ออกจากป่า เขาจะได้ไม่ต้องเดินหาทางออกจากป่ามั่วซั่วอีกต่อไป
จากนั้นสักพักหนึ่งชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นก็สังหารกระทิงป่าได้สำเร็จและก็ได้ทำการชำแหละชิ้นส่วนของกระทิงป่า เพื่อจะนำไปขายในเมืองต่อไป อี้เหรินเฟิ่งเห็นดังนั้นจึงทำทีเป็ร้องไห้อยู่ใกล้ๆ กลุ่มชายพวกนั้นเมื่อได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ก็พากันวิ่งเข้ามาหาอี้เหรินเฟิ่ง
"เฮ่ๆๆๆ เด็กน้อยเ้ามาจากไหน ทำไมมายืนร้องไห้อยู่ตรงนี้คนเดียวเล่า พ่อแม่เ้าอยู่ที่ไหนกันรึ"
อี้เหรินเฟิ่ง"ฮือๆๆๆ ช่วยข้าด้วยข้าหลงป่า ข้ามาเที่ยวกับที่บ้านใกล้ๆ ป่าแห่งนี้ แล้วตัวข้าก็วิ่งตามกระต่ายเข้ามาในป่า แล้วข้าก็หลงป่ามาสามวันแล้ว พวกท่านช่วยข้าด้วย ฮือๆๆ"อี้เหรินเฟิ่งทำทีเป็หลงป่าร้องไห้สะอึกสะอื้น
"อย่างนั้นหรือ งั้นมากับพวกข้า พวกข้ากำลังจะกลับเมืองอยู่พอดี เ้ารออยู่ใกล้ๆ พวกข้าอย่าเพ่นพ่านไปไหนล่ะ เดี๋ยวจะหลงป่าอีกรอบเข้าใจหรือไม่"
"ขอรับ" อี้เหรินเฟิ่งตอบกลับไป
อี้เหรินเฟิ่งจึงนั่งดูพวกเขาชำแหละซากกระทิงอย่างอารมณ์ดี จากการพูดคุยชายกลุ่มนี้มาจากเมืองหยางโจว อยู่ห่างจากที่นี่ประมาณสี่วัน
ชายหัวหน้ากลุ่มมีชื่อว่า หวังหูจ่ง กลุ่มของพวกเขามีชื่อขวานไฟ พวกเขารวมกลุ่มกันออกมาล่าสัตว์เป็ประจำ เนื่องจากเป็อาชีพของพวกเขา เขาเหล่านี้จึงค่อนข้างชำนาญเส้นทางของป่าแถบนี้มาก
หวังหูจ่งกล่าวกับอี้เหรินเฟิ่งว่าเขาช่างโชคดีนัก ที่ไม่พลัดหลงเข้าป่าไปลึกยิ่งกว่านี้ เพราะว่าป่าแห่งนี้สุดแสนจะอันตรายยิ่งนัก
ขนาดพวกเขายังเข้าไปล่าสัตว์ไกลกว่านี้ไม่ได้แล้ว ถ้าเผลอไปเจอสัตว์อสูรระดับสามพวกเขาก็ต้องหนีสุดชีวิตกันแล้ว ยิ่งถ้าเกิดจับพลัดจับผลูไปเจอเ้าตัวไหนที่มีขั้นสี่เข้าล่ะก็ พวกเขาก็คงไม่มีทางที่จะรอดชีวิตไปได้เลย
อี้เหรินเฟิ่งได้ยินดังนั้นก็แสร้งทำเป็กลัว บีบน้ำตาจะร้องไห้ ในที่สุดอี้เหรินเฟิ่งก็จะได้ออกไปจากป่าเฮงซวยนี่สักที อี้เหรินเฟิ่งน้ำตานองหน้าด้วยความดีใจ แต่ในสายตาของกลุ่มขวานไฟนั้นเห็นว่าอี้เหรินเฟิ่งได้ร้องไห้เพราะความหวาดกลัวไปซะแล้ว T__T